"อย่าแตะต้องมัน!"
เสียงของผมตวาดกร้าวกลางความเงียบที่กดทับ หมวดก้องที่กำลังจะยื่นมือไปคว้าซองจดหมายบนกองเลือดชะงักกึก ปลายนิ้วของเขาสั่นระริกอยู่ห่างจากกระดาษสีซีดเพียงไม่กี่นิ้ว กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในห้องแถวซอมซ่อนี้ไม่ได้ทำให้ผมสะอิดสะเอียนเท่ากับกลิ่นอายของ 'อาคม' ที่ระเหยออกมาจากตราประทับสีแดงสดนั่น
"ริน... นายเห็นอะไร" หมวดก้องถาม เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความระแวง เขาชักปืนกลับมาถือไว้ในท่าเตรียมพร้อม สายตาของเขาไม่ได้มองผม แต่มองไปรอบห้องที่ว่างเปล่าราวกับกำลังระแวงว่าจะมีใครโผล่ออกมาจากเงามืด
ผมไม่ตอบ แต่ก้าวเข้าไปหาจดหมายฉบับนั้น ตราประทับรูปหัวกะโหลกไขว้ที่มีอักขระขอมโบราณขีดเขียนทับอย่างบิดเบี้ยว มันคือรอยแผลเป็นที่ฝังลึกในความทรงจำของผมมาสิบปีเต็ม เป็นตราประทับเดียวกับที่ปรากฏบนจดหมายขู่ที่พี่สาวทิ้งไว้ให้ผมก่อนที่เธอจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในพิธีกรรมคราวนั้น
ผมหยิบไม้ขีดไฟขึ้นมา จุดไฟแล้วโยนลงบนพื้นใกล้ๆ กับจดหมาย แสงจากเปลวไฟลุกวาบขึ้นวูบหนึ่ง เงาของข้าวของในห้องเต้นเร่าบนผนัง ทว่าสิ่งที่ผมเห็นไม่ใช่แค่เงาธรรมดา มันคือเงาร่างของมนุษย์ที่ยืนซ้อนทับอยู่หลังหมวดก้อง ร่างนั้นไม่มีใบหน้า มีเพียงปากที่ฉีกกว้างจนถึงใบหู
"หมวด... ถอยออกมา!" ผมตะโกนพลางดึงหมวดก้องสุดแรง
วินาทีนั้นเอง จดหมายที่วางอยู่บนกองเลือดก็ถูกกระชากหายวับไปกับตา ราวกับว่าพื้นกระดานไม้ผุๆ นั่นมีมือที่มองไม่เห็นกระชากมันลงไปสู่เบื้องล่าง ความเงียบงันกลับมาครอบงำอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่า แต่มันคือความเงียบที่มีเสียงหัวเราะแหบแห้งคลอเบาๆ อยู่ในโสตประสาท
"มันไม่ได้ทิ้งไว้ให้เราอ่าน..." ผมกัดฟันแน่น พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกเย็นวาบที่แล่นผ่านกระดูกสันหลัง "มันทิ้งไว้ให้เราเห็นว่ามันอยู่ตรงนี้... มองดูเราอยู่ตลอด"
หมวดก้องหอบหายใจถี่ เขาหยิบไฟฉายขึ้นมาสาดส่องไปทั่วห้อง ก่อนจะหยุดลงที่มุมห้องหนึ่ง แสงไฟเผยให้เห็นรอยจารึกบนผนังปูนที่กะเทาะออก มันไม่ใช่รอยร้าวธรรมดา แต่มันคือการเขียนด้วยเลือดที่เพิ่งสดใหม่
*‘สิบปีที่รอคอย ความแค้นยังไม่จาง... เจอกันที่เดิม’*
"ที่เดิม?" หมวดก้องขมวดคิ้ว "สถานที่ที่พี่สาวคุณหายตัวไปงั้นหรือ? ริน นั่นมันกับดักชัดๆ นายจะบ้าไปแล้วหรือไงถ้าคิดจะไปที่นั่นตอนนี้!"
"ถ้าผมไม่ไป แล้วใครจะเป็นคนปิดบัญชีนี้?" ผมสวนกลับ น้ำเสียงเยือกเย็นจนผมเองยังรู้สึกได้ "อาจารย์คงไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตผม มันต้องการทำลายสิ่งที่เหลืออยู่ของครอบครัวผมให้ย่อยยับ หมวด... สิบปีที่ผ่านมาผมรอคอยวันนี้มาตลอด วันที่อาคมเลวทรามพวกนี้จะพังทลายลงด้วยมือของผมเอง"
"แต่เราต้องมีหลักฐาน!" หมวดก้องขยับเข้ามาใกล้ พยายามใช้เหตุผลที่เขายึดถือมาตลอดชีวิตเข้าข่ม "เราไม่ใช่จอมขมังเวท เราเป็นคน... เราต้องใช้กฎหมายจัดการมัน"
"กฎหมายจัดการคนตายไม่ได้ หมวด" ผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "อาจารย์คงไม่ใช่คนธรรมดา และคดีนี้มันไม่มีวันจบในชั้นศาล"
ผมเดินออกจากห้องนั้น ทิ้งให้หมวดก้องยืนเคว้งอยู่ท่ามกลางความมืด ผมรู้ดีว่าเขากำลังตัดสินใจ และผมก็รู้ดีว่าสุดท้ายแล้วคนอย่างเขาไม่มีวันปล่อยให้ผมไปตายลำพัง เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เดินตามหลังผมออกมาบนพื้นถนนที่เปียกชื้นคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด
รถสายตรวจแล่นฝ่าสายฝนที่เริ่มตกลงมาอย่างหนัก เรามุ่งหน้าสู่ 'ศาลาร้างริมน้ำ' สถานที่ที่ผมเคยร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือดเมื่อสิบปีก่อน บรรยากาศรอบข้างเงียบสนิทผิดปกติ ราวกับเมืองทั้งเมืองถูกดูดกลืนเข้าไปในความลี้ลับของไสยเวท
เมื่อเรามาถึง ศาลาไม้เก่าผุพังที่เคยเงียบเหงา กลับมีแสงไฟสีส้มสลัวๆ ลอยเด่นอยู่กลางอากาศ มันคือเปลวไฟจากเทียนหลายเล่มที่ปักเรียงรายอยู่รอบตัวบุคคลหนึ่งที่นั่งหลังหันให้เรา ร่างนั้นนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น
ผมก้าวขึ้นไปบนศาลา กลิ่นธูปหอมแรงจนชวนให้วิงเวียน มือของผมกำมีดอาคมที่พกติดตัวไว้แน่น
"ในที่สุดเจ้าก็มา..." เสียงแหบพร่าของผู้เฒ่าดังขึ้น ร่างนั้นค่อยๆ หันกลับมา เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นและดวงตาที่ฝ้าฟาง แต่กลับมีประกายของความชั่วร้ายที่ผมไม่มีวันลืม "ข้าเฝ้ารอวันที่วิญญาณของพี่สาวเจ้าจะได้รับการเติมเต็ม... ด้วยเลือดของน้องชายมัน"
อาจารย์คงยิ้มกว้าง ก่อนจะดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว เปลวเทียนรอบศาลาก็ดับวูบลงพร้อมกัน ทิ้งให้เราเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่มีเพียงเสียงหายใจของพวกเรา
และในความมืดนั้นเอง เสียงกรีดร้องที่คุ้นเคย... เสียงของพี่สาวผม ก็ดังขึ้นจากใต้ฝ่าเท้าของเรา
"ริน... หนีไป..."
ผมชะงัก ร่างกายแข็งทื่อเมื่อสัมผัสได้ว่า พื้นไม้ที่ผมยืนอยู่นั้นไม่ได้มีแค่ความผุพัง แต่มันกำลังสั่นไหวราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวกำลังจะพุ่งขึ้นมาจากขุมนรกเบื้องล่าง
หมวดก้องยกปืนขึ้นเล็งไปที่เงาดำที่ขยับเขยื้อนอยู่ข้างกายอาจารย์คง แต่เขากลับลดปืนลงด้วยสีหน้าซีดเผือด "ริน... นั่น... นั่นมันไม่ใช่คน!"
สิ่งที่ปรากฏอยู่ข้างกายจอมขมังเวทไม่ใช่สมุน แต่มันคือร่างของพี่สาวผมที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน... บัดนี้เธอกลับมายืนอยู่ตรงหน้าด้วยดวงตาที่กลายเป็นสีดำสนิท และในมือของเธอกำลังถือมีดอาคมเล่มเดียวกับที่ผมถืออยู่
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านมิติลี้ลับมากับผมจนถึงตอนนี้ครับ
เข็มทิศมองวิญญาณ
รอยอาฆาตใต้เงาธูป: บันทึกคดีวิญญาณอาถรรพ์•ตอนที่ 36
บทที่ 36
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยอาฆาตใต้เงาธูป: บันทึกคดีวิญญาณอาถรรพ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!