เสียงฝีเท้าที่ก้าวใกล้เข้ามาไม่ได้หยุดอยู่ที่หน้าประตูอย่างที่ศรัณย์คาดการณ์ไว้ในตอนแรก มันลากยาวผ่านโถงทางเดินปูพรมเก่าคร่ำคร่า มุ่งตรงไปยังห้องเก็บเอกสารปลายทางด้วยจังหวะสม่ำเสมอราวกับตั้งโปรแกรมไว้
นักโปรไฟล์เลอร์หนุ่มผู้เคร่งครัดในระเบียบขยับตัวช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ นิ้วเรียวยาวกดลงบนด้ามปืนพกสزเۦกระชับมั่น ดวงตาคมกริบกวาดมองสภาพแวดล้อมรอบตัวเพื่อประเมินความได้เปรียบ โต๊ะทำงานไม้สักหนักอึ้ง แสงไฟสลัวจากหลอดนีออนกะพริบติดๆ ดับๆ สร้างเงาทอดยาวบิดเบี้ยวบนผนัง
นี่คือสถานการณ์ที่เขาเกลียดที่สุด... การเผชิญหน้าในพื้นที่ปิดโดยปราศจากการควบคุมตัวแปร
"อย่าเพิ่งขยับ" เสียงกระซิบแผ่วเบาลอยมาจากมุมมืด เรนิษาก้าวออกมาจากเงาของชั้นหนังสือสูงตระหง่านโดยไม่มีแม้แต่เสียงเสียดสีของเนื้อผ้า เธอสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเข้มกลมกลืนกับบรรยากาศ ดูกล้าหาญและเยือกเย็นจนน่าประหลาดใจในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้
"ผมไม่ได้ตั้งใจจะออกไปต้อนรับเขาด้วยมือเปล่าหรอกครับ" ศรัณย์ตอบเสียงกระซิบ กลับเบาพอกัน สายตาคมกวาดมองปฏิกิริยาของเธอ "คุณรู้ใช่ไหมว่าใครกำลังเดินมาทางนี้"
"ไม่ใช่คนที่เราควรประมาท... และไม่ใช่ตำรวจในเขตนี้แน่นอน" เรนิษาตอบสั้นๆ ดวงตาสสีนิลคู่สวยพินิจพิเคราะห์รอยขีดข่วนบนพื้นไม้ "จังหวะก้าวแบบนั้น น้ำหนักลงที่ส้นเท้าขวาเล็กน้อย แสดงว่าเขามีอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่ข้อต่อ หรือไม่ก็... กำลังซ่อนอุปกรณ์ที่มีน้ำหนักมากไว้ใต้เสื้อผ้า"
การวิเคราะห์ทางพฤติกรรมศาสตร์ผสานกับสัญชาตญาณดิบถูกประมวลผลในหัวของศรัณย์ทันที เขาพยักหน้ารับน้อยๆ มือซ้ายล้วงหยิบอุปกรณ์ส่องสว่างขนาดเล็กขึ้นมาเตรียมพร้อม
แกร็ก...
เสียงลูกบิดประตูห้องด้านข้างถูกบิดเบือนไปจากความเงียบ มันไม่ได้ถูกผลักเข้ามาทันที ผู้มาเยือนจงใจหยุดยืนนิ่งหลังบานประตู เพื่อใช้วิทยาจิตกดดันเหยื่อภายในห้องให้เสียสมาธิ
ศรัณย์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อปรับจังหวะการเต้นของหัวใจ อาการย้ำคิดย้ำทำเล็กๆ น้อยๆ ปรากฏขึ้นเมื่อเขากวาดนิ้วตรวจเช็กความปลอดภัยของไกปืนเป็นรอบที่สาม แต่ในเสี้ยววินาทีที่ความกดอากาศในห้องลดต่ำลง เรนิษากลับยกมือขึ้นแตะที่ขมับ ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—สัญญาณเตือนภัยที่ศรัณย์เรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นยิ่งกว่าเรดาร์ใดๆ
"เขาไม่ได้มาคนเดียว" เรนิษาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด "ไม่ใช่แค่คนที่เดินมา... แต่มี 'ร่องรอย' อีกหลายคู่ที่ซ้อนทับกันอยู่บนพื้นผิวอากาศตรงนั้น"
"หมายความว่ายังไง" ศรัณย์ขมวดคิ้ว
"หมายความว่า สถานที่แห่งนี้เคยเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยแบบเดียวกันนี้มาแล้ว... และพยานคนสุดท้ายที่เห็นเหตุการณ์กำลังยืนอยู่ตรงนั้น" เธอยื่นมือเรียวชี้ไปยังพื้นที่ว่างเปล่าริมหน้าต่างที่ฝุ่นละอองลอยวนท่ามกลางลำแสงสลัว
ณ จุดที่นิ้วเรียวจดลงไป อากาศรอบข้างดูเหมือนจะบิดตัวเล็กน้อยด้วยคลื่นความร้อนที่มองไม่เห็น ศรัณย์ใช้ทักษะการสังเกตระดับสูงเพ่งพินิจตาม—คราบออกซิเดชันบนวงกบหน้าต่าง รอยนิ้วมือที่จางจนแทบกลืนไปกับเนื้อไม้ และละอองฝุ่นที่ถูกแหวกออกเป็นทางราวกับมีใครบางคนเพิ่งเดินผ่านไปเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้
ทั้งที่หน้าต่างบานนั้นถูกลงกลอนสนิมเขรอะจากด้านนอก!
"รอยเท้านั้น... ไม่ได้มีแค่รอยเท้ามนุษย์" เรนิษาก้าวเข้าไปใกล้จุดดังกล่าวอย่างไม่เกรงกลัว เธอหลับตาลงช้าๆราวกับกำลังจูนคลื่นความถี่บางอย่างที่ประสาทสัมผัสของมนุษย์ปกติไม่สามารถรับรู้ได้ "มีรอยลากจูง... และกลิ่นของดินปืนผสมกับสนิมเหล็ก มันคือภาพสะท้อนเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อน วันที่คดีฆาตกรรมอำพรางถูกจัดฉากขึ้นที่นี่"
ศรัณย์ก้าวตามไปติดๆ สัญชาตญาณนักสืบสั่งให้เขาบันทึกทุกรายละเอียด ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านขึ้นมาจากพื้นไม้ ราวกับอุณหภูมิรอบตัวลดลงนับสิบองศาในชั่วพริบตา เขารู้ดีว่าเรนิษาไม่ได้พูดเรื่องงมงาย ความสามารถที่เธอเรียกว่า 'การตกค้างทางจิต' (Psychometry) มักจะแม่นยำเสมอแม้จะไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์มารองรับในตอนแรก แต่มันมักจะมีตรรกะทางวิทยาศาสตร์บางอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลังเสมอ—เช่น การอ่านร่องรอยการเปลี่ยนแปลงทางเคมีและชีวภาพที่หลงเหลืออยู่ในสิ่งแวดล้อม
"ถ้าจุดนั้นคือตำแหน่งที่เหยื่อคนก่อนยืนอยู่..." ศรัณย์พึมพำ วิเคราะห์ตามโครงสร้างสถานที่ "แสดงว่าฆาตกรไม่ได้เข้ามาทางประตูหลักตั้งแต่แรก แต่มันใช้เส้นทางระบายอากาศเก่าที่เชื่อมต่อจากชั้นใต้ดิน"
กรี๊ด—!
เสียงโลหะเสียดสีกันดังลั่นมาจากเพดานเหนือหัว ท่อระบายอากาศสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ฝุ่นผงร่วงกราวลงมาประหนึ่งหิมะสีเทา เงาดำมหึมาสายหนึ่งพุ่งทะยานผ่านช่องตะแกรงเหล็กที่หลุดร่วงลงมากระแทกพื้นเสียงดังสนั่น!
เป้าหมายไม่ได้มาเพื่อเจรจา และมันไม่ได้มาคนเดียวอย่างที่คาดการณ์ไว้แต่แรก
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย ศรัณย์พุ่งตัวเข้าคว้าแขนของเรนิษาเพื่อดึงหลบวิถีการพุ่งชนของวัตถุปริศนา ร่างของทั้งคู่กลิ้งไปหลบหลังตู้เก็บเอกสารเหล็กหนา แรงปะทะทำให้ตู้สั่นสะเทือนจนแฟ้มเอกสารร่วงหล่นลงมาราวกับใบไม้ร่วง
ทว่า สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของศรัณย์หลังจากฝุ่นควันจางลง กลับไม่ใช่คนร้ายสวมหน้ากากอย่างที่จินตนาการไว้... แต่เป็นร่างของชายในเครื่องแบบเจ้าหน้าที่สืบสวนพิเศษ ที่ควรจะกำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ 30 ไมล์จากจุดนี้ นัยน์ตาของเขากรอกกว้างไร้แววชีวิต ลำคอมีรอยช้ำเขียวคล้ำรูปนิ้วมือมนุษย์—ร่องรอยของการถูกบีบรัดด้วยพละกำลังมหาศาลที่มนุษย์ธรรมดาไม่อาจทำได้
ศรัณย์ขบกรามแน่น สมองทำงานด้วยความเร็วสูงเพื่อประเมินสถานการณ์ ขณะที่เรนิษาซึ่งนั่งพิงอยู่ข้างกายเขากลับหันไปมองความว่างเปล่ามุมห้องอีกครั้ง แววตาของเธอฉายแววตื่นตระหนกเป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกัน
"ศรัณย์..." เสียงกระซิบของเธอสั่นเครือเล็กน้อย "พยานคนสุดท้าย... กำลังบอกเราว่า 'มัน' ไม่ได้อยู่ในห้องนี้... แต่มันกำลังมองดูเราผ่านดวงตาของศพนี้ต่างหาก"
ฉับพลัน ดวงตาสดใสไร้วิญญาณของร่างไร้ลมหายใจบนพื้นก็เบิกโพลงขึ้น พร้อมกับมุมปากที่ฉีกยิ้มกว้างถึงใบหูอย่างสยดสยอง!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมไขปริศนาไปด้วยกันนะครับ
นิติวิทยาศาสตร์หัวใจกับพยานปากเอกที่มองไม่เห็น•ตอนที่ 2
พยานคนสุดท้าย
ผลงานโดย โปรไฟล์เลอร์มือฉมัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โปรไฟล์เลอร์มือฉมัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติวิทยาศาสตร์หัวใจกับพยานปากเอกที่มองไม่เห็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!