เสียงเหล็กกระทบกันจากกลอนประตูที่เลื่อนเปิดออกพร้อมกับแรงผลัก ทำให้เงาร่างของใครบางคนทาบทับลงบนพื้นห้องทำงาน กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ลอยปะปนมากับอากาศเย็นฉ่ำทำให้รินรดาเผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ
ไม่ใช่เสียงของคนแปลกหน้า... แต่เป็นเสียงที่เธอจำได้แม่นยำยิ่งกว่าเสียงหัวใจตัวเอง
"พี่นภ! เข้ามาได้ยังไงคะ นี่มันห้องส่วนตัวนะ" รินรดาผุดลุกขึ้นยืนทันที น้ำเสียงของเธอตึงเครียดและฉายแววไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด สายตาคมกวาดมองผู้มาใหม่ที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสบายเกินกว่าจะเรียกว่าการมาเยือน
นภดล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและอดีตคู่หมั้นที่ครอบครัวของเธอหมายมั่นปั้นมือ ปิดประตูลงล็อกอย่างเบามือ สายตาคมกริบกวาดมองสภาพภายในห้องที่ตอนนี้มีตฤณยืนอยู่ไม่ห่างจากรินรดา บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่เมื่อครู่ยังหลงเหลือไออุ่นจางๆ ที่ทำให้ใบหน้าของนภดลกระตุกวูบ
"พี่ใช้คีย์การ์ดสำรองครับ ริน... แล้วก็ ไม่คิดเลยนะว่าดึกดื่นคื่นแบบนี้ หัวหน้าโครงการวิศวกรรมจะยังอยู่ 'เคลียร์งาน' กันสองต่อสองในห้องปิดตายแบบนี้" นภดลจงใจเน้นเสียงคำว่าเคลียร์งาน พร้อมกับรอยยิ้มเย็นชาที่ส่งมาให้ตฤณ
ตฤณไม่ได้ขยับตัวหนี สีหน้าของวิศวกรหนุ่มยังคงนิ่งสนิท ดวงตาคมกริบไม่ได้แสดงความเกรงกลัวหรือร้อนตัวแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นกอดอก ปล่อยให้นภดลเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนกระทั่งระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่ก้าว
"ถ้าไม่มีธุระสำคัญอะไรเกี่ยวกับโปรเจกต์ เชิญห้องทำงานด้านนอกครับ คุณนภดล" ตฤณเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่นิ่งสนิท ทว่าเฉียบคมจนบาดลึก "ที่นี่เป็นพื้นที่ควบคุมระบบโครงสร้าง ไม่ใช่ห้องรับแขกส่วนตัว"
"ผมมาคุยธุระส่วนตัวกับคู่หมั้น... เอ๊ย อดีตคู่หมั้นของผม ไม่ได้มาคุยเรื่องคานเหล็กกับคุณครับ คุณตฤณ" นภดลหันมาเผชิญหน้ากับตฤณเต็มตัว ความตึงเครียดในอากาศพุ่งสูงขึ้นจนแทบจะได้ยินเสียงกระแสไฟฟ้าสถิต รินรดาก้าวเข้ามาขวางกลางระหว่างผู้ชายทั้งสองคนทันที
"พอได้แล้วค่ะพี่นภ! รินกับคุณตฤณกำลังคุยงานกันอยู่ และตัวพี่เองก็ไม่มีสิทธิ์มาใช้วาจาแบบนี้ในพื้นที่ทำงาน ออกไปซะเถอะค่ะ ก่อนที่รินจะเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย" รินรดาประกาศกร้าว ดวงตาสองชั้นจ้องเขม็งใส่อดีตคู่หมั้นอย่างไม่เกรงกลัว
แต่นภดลกลับหัวเราะในลำคอเบาๆ สายตาที่มองรินรดามีทั้งความเย้ยหยันและความกระวนกระวายใจปะปนกัน
"ปกป้องกันดีจังนะริน... ถึงขนาดกล้าไล่พี่เลยเหรอ? รู้ไหมว่าที่พ่อเธอเรียกตัวพี่ไปพบเมื่อเย็นท่านคุยอะไรกับพี่บ้าง ท่านยังหวังให้เราแต่งงานกันเหมือนเดิม รินอย่าลืมสิว่าบริษัทของเราถือหุ้นใหญ่ในโปรเจกต์นี้ ถ้าพี่ถอนทุนเมื่อไหร่ ทุกอย่างที่นายตฤณทำมา... พังไม่เป็นท่าแน่"
คำขู่ของนภดลตกกระทบลงกลางห้องอย่างเงียบงัน ตฤณยังคงนิ่งเงียบ ดวงตาคู่คมมองนภดลด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว มีเพียงประกายความเย็นชาที่น่ากลัวยิ่งกว่า
รินรดากัดริมฝีปากแน่น มือเรียวที่กำเข้าหากันจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือสั่นเทาเล็กน้อย ความกดดันจากครอบครัว ความคาดหวัง และพันธะทางธุรกิจที่ผูกมัดเธอไว้ราวกับโซ่ตรวนกำลังบีบรัดหัวใจเธออีกครั้งในรอบหลายเดือน
"เรื่องทุน... เป็นเรื่องของบริษัทครับ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวที่คุณจะเอามาใช้ขู่ใครในห้องนี้" ตฤณเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลัง เขาขยับตัวก้าวออกมายืนเคียงข้างรินรดา ไหล่กว้างของเขาสัมผัสกับหัวไหล่ของเธอเบาๆ ราวกับจะส่งผ่านความมั่นคงบางอย่างมาให้ "ถ้าคุณอยากถอนทุน ก็เชิญทำตามขั้นตอนทางกฎหมายได้เลยครับ ผมในฐานะหัวหน้าทีมวิศวกร ยินดีต้อนรับนักลงทุนรายใหม่ที่ดีกว่าคุณเสมอ"
นภดลหน้าชาไปวูบหนึ่ง รอยยิ้มเยาะบนใบหน้าหลุดหายไปทันทีเมื่อเจอความเด็ดขาดและสายตาที่เหนือกว่าของตฤณ
"ปากดีนักนะ... ฝากไว้ก่อนเถอะคุณวิศวกร ส่วนเธอ... ริน กลับบ้านกับพี่เดี๋ยวนี้ อย่ามาทำตัวลดคุณค่าตัวเองอยู่ที่นี่เลย" นภดลพยายามจะเอื้อมมือมาคว้าข้อมือของรินรดา
แต่ทว่า... มือหนาของตฤณกลับเอื้อมไปคว้าข้อมือนภดลไว้กลางอากาศได้อย่างแม่นยำ แรงบีบที่ไม่ได้โชว์กร้าวรังแต่หนักหน่วงจนนภดลต้องนิหน้าด้วยความเจ็บ
"อย่าแตะต้องเธอครับ" ตฤณเอ่ยเสียงต่ำ ชิดริมฝีปากจนแทบจะเป็นกระซิบ แต่ทุกคำพูดเต็มไปด้วยอำนาจที่กดดันให้อีกฝ่ายต้องถอยร่น "ถ้ายังไม่อยากให้แขนข้างนี้ใช้งานไม่ได้ไปตลอดชีวิต"
นภดลสะบัดมือออกด้วยความโกรธจัดและหวาดกลัว เขาชี้หน้าตฤณสลับกับรินรดา "ดี! เก่งกันทั้งคู่ใช่มั้ย? คอยดูเถอะ ฉันจะทำให้โปรเจกต์นี้พังคามือพวกเธอให้ได้!"
สิ้นเสียง ประตูห้องทำงานก็ถูกกระชากปิดลงด้วยความแรงจนผนังกระจกสั่นสะเทือน บรรยากาศภายในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่หอบถี่ของรินรดา
ความเงียบโรยตัวลงมาครู่ใหญ่ รินรดายืนนิ่ง น้ำตาที่อั้นไว้เกือบจะไหลเอ่อออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจ เธอเกลียดความอ่อนแอของตัวเองที่สุด เกลียดที่ครอบครัวยังคงมองเธอเป็นหมากตัวหนึ่งในเกมธุรกิจ และเกลียดที่นภดลกล้าเข้ามาหยามเธอถึงที่นี่
"คุณริน..." เสียงทุ้มเอ่ยเรียกแผ่วเบา ตฤณไม่ได้ถอยห่างออกไปไหน เขายังคงยืนอยู่ตรงนั้น ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาใกล้จนเธอรับรู้ได้ถึงไอร้อนจากตัวเขา
รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ เธอยกมือขึ้นปาดปอยผมที่เคลียแก้มเบาๆ แล้วหันไปมองหน้าเขาด้วยรอยยิ้มฝื่อนๆ "ขอโทษด้วยนะคะคุณตฤณ... ที่ทำให้คุณต้องมาเจอเรื่องไร้สาระแบบนี้..."
ตฤณมองใบหน้าที่พยายามฝืนยิ้มของเธอ ดวงตาคู่คมที่เคยเย็นชามาตลอด บัดนี้กลับฉายแววความอ่อนโยนที่ลึกซึ้งจนคนมองต้องใจสั่น เขารู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้แบกรับอะไรไว้บ้าง รินรดาที่ปากเก่ง ทันคน และแข็งกร้าวต่อหน้าคนอื่น แท้จริงแล้วกำลังยืนอยู่บนปากเหวที่พร้อมจะร่วงหล่นได้ทุกเมื่อ
"คุณไม่ได้ทำอะไรผิดสักนิด" ตฤณเอ่ยเสียงนุ่ม ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดอยู่ใกล้จนรินรดาต้องเงยหน้าขึ้นมอง "และเรื่องครอบครัวของคุณ... ถ้าคุณไม่อยากเก็บมาคิด ผมมีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง... อยากฟังไหมครับ?"
รินรดาขยับคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ตลอดเวลาที่รู้จักกันมา ตฤณไม่เคยเล่าเรื่องส่วนตัวของเขาให้ใครฟังเลยแม้แต่น้อย ผู้ชายคนนี้ปิดตายโลกส่วนตัวไว้อย่างแน่นหนา การที่เขาเอ่ยปากชวนคุยเรื่องครอบครัว แปลว่าเขาต้องเปิดประตูบานนั้นให้เธอก้าวเข้าไปแล้ว
"คุณ... จะเล่าเรื่องครอบครัวให้ฉันฟังเหรอคะ?" เธอดำดิ่งลงไปในดวงตาสีเข้มคู่นั้น ที่ไม่มีร่องรอยของการเสแสร้ง
"ครับ" ตฤณพยักหน้าช้าๆ เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานฝั่งตรงข้าม ก่อนจะผายมือเชิญให้เธอนั่งลงตาม "ครอบครัวของผมไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่คุณคิด... ผมเติบโตมาในบ้านที่ทุกอย่างต้องเป๊ะตามแบบแผน พ่อของผมเป็นวิศวกรอาวุโสที่มองโลกเป็นตัวเลขและผลลัพธ์ ไม่เคยมีที่ว่างให้กับความผิดพลาด... หรือความรู้สึก"
รินรดานั่งลงเงียบๆ ตั้งใจฟังทุกคำพูด สายตาของเธอจับจ้องไปที่ใบหน้าด้านข้างของเขาที่สลัวรางด้วยแสงไฟจากคอมพิวเตอร์
"ตอนเด็กๆ ผมเคยสร้างโมเดลสะพานไม้จำลองขึ้นมาตัวหนึ่ง ใช้เวลาทั้งสัปดาห์หลังเลิกเรียน... มันไม่ใช่แบบแปลนที่ถูกต้องตามตำรา แต่มันคือสิ่งที่ผมภูมิใจที่สุด" ตฤณเว้นจังหวะไปชั่วครู่ แววตาของเขาทอประกายเศร้าสร้อยวูบหนึ่งก่อนจะกลับมานิ่งเรียบ "แต่พอพ่อผมเห็น ท่านบอกว่ามันไร้สาระ เสียเวลา และไม่มีทางสร้างได้จริงในโลกความเป็นจริง... แล้วท่านก็ปัดมันตกโต๊ะพังต่อหน้าต่อตาผม"
รินรดารู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ เธอเข้าใจความรู้สึกนั้นดี ความเจ็บปวดจากการไม่ได้รับการยอมรับจากคนที่เรารักและคาดหวังมากที่สุด มันคือแผลเป็นที่ไม่มีวันจางหาย
"ตั้งแต่วันนั้น... ผมเลยกลายเป็นคนแบบที่คุณเห็นในปัจจุบัน" ตฤณเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง "เย็นชา กำแพงสูงลิ่ว และไม่เคยเปิดใจให้ใคร เพราะคิดว่าการไม่มีความรู้สึกผูกพันกับใครเลย คือเซฟโซนที่ดีที่สุด... จนกระทั่ง..."
เขาหยุดพูดไปดื้อๆ ดวงตาคู่คมจดจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของรินรดา ราวกับจะกลืนกินความรู้สึกทั้งหมดของเธอเข้าไป
"จนกระทั่ง... อะไรคะ?" รินรดาเผลอกลั้นหายใจ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า หัวใจเต้นรัวระรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก
ตฤณโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นทีละน้อย จนระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเหลือเพียงแค่คืบ กลิ่นหอมสะอาดจากตัวเขาคลอเคลียอยู่ปลายจมูก
"จนกระทั่งผมได้เจอคุณ..." ตฤณกระซิบเสียงแผ่วเบา ชิดริมฝีปากจนเธอสัมผัสได้ถึงไออุ่น "คนที่ทำให้ผมรู้ว่า... เซฟโซนที่แท้จริง ไม่ใช่การสร้างกำแพงกั้นโลกภายนอกออกไป..."
เขายื่นมือหนาออกมาอย่างช้าๆ ปลายนิ้วอุ่นแตะเบาๆ ที่พวงแก้มเนียนของเธอ ไล้ผ่านรอยน้ำตาจางๆ ที่เธอยังไม่ทันได้เช็ดออกอย่างทะนุถนอมที่สุด
รินรดานิ่งงัน สมองขาวโพลน หัวใจพองโตจนแทบระเบิด เธอกำลังจะอ้าปากพูดตอบอะไรบางอย่างออกไป
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พร้อมกับเสียงเปิดประตูที่แง้มออกทันทีโดยไม่รอคำอนุญาต!
"คุณตฤณคะ! แย่แล้วค่ะ ระบบจำลองแรงดันลมในเซิร์ฟเวอร์หลักเกิดความผิดพลาดกะทันหัน ทีมงานรีเควสให้คุณลงไปดูหน้างานด่วนที่สุดเลยค่ะ!"
——————————————
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมกำลังใจให้กันเสมอนะครับ
เซฟโซนที่ชื่อนายวิศวกร•ตอนที่ 12
ความจริงที่ถูกเปิดเผย
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนที่ชื่อนายวิศวกร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!