หน้าจอโทรศัพท์มือถือที่สว่างวาบขึ้นมาในความเงียบงัน ขับเน้นให้บรรยากาศภายในห้องทำงานกว้างขวางดูแคบลงไปถนัดตา ชื่อที่ปรากฏหราอยู่บนนั้นไม่ใช่ข้อความแจ้งเตือนงานเร่งด่วนจากฝ่ายบริหาร และไม่ใช่รายงานความคืบหน้าของไซต์งานก่อสร้างที่ตฤณกับรินรดาเพิ่งร่วมกันแก้ปัญหามาหมาดๆ
แต่มันคือชื่อของ "เมฆา"
ร่างสูงของวิศวกรหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันยืนนิ่งเป็นรูปปั้น ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไร้กรอบหรี่แคบลงจนเหลือเพียงนิด ประกายความเย็นชาที่มักใช้กดดันผู้รับเหมาในไซต์งานแปรเปลี่ยนเป็นความคุกกรุ่นที่ยากจะปิดมิด เมื่อปลายนิ้วเรียวยาวของหญิงสาวเจ้าของโต๊ะยังคงค้างอยู่เหนือหน้าจอราวกับถูกตรึงไว้ด้วยมนต์สะกด
"คุณจะกดรับ... หรือจะปล่อยให้มันสั่นแบบนั้นจนแบตเตอรี่หมดล่ะครับ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านไรฟันไม่ได้เจือแววหยอกล้อแม้แต่น้อย มันคือความนิ่งที่เต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล ตฤณก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานของเธอโดยไม่รู้ตัว ระยะห่างระหว่างกันถูกลดทอนลงจนรินรดารับรู้ได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายของอีกฝ่ายที่แผ่ซ่านเข้ามา
รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา เธอไม่ใช่เด็กสาวอ่อนต่อโลกที่จะต้องมานั่งมือไม้อ่อนสั่นเทาเพียงเพราะผู้ชายคนเดียวโทรมาในยามวิกาลแบบนี้ ทว่า... สายตาดุดันที่มองตรงมายังหน้าจอโทรศัพท์ของเธอมันกลับสร้างความปั่นป่วนในช่องท้องอย่างประหลาด
รวดเร็วเกินกว่าที่สมองจะทันประมวลผล นิ้วมือของหญิงสาวก็ปัดหน้าจอเพื่อตัดสายต A ทิ้งอย่างไม่ลังเล
พรึบ!
ความเงียบสงบกลับคืนสู่ห้องทำงานอีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาหวิวเคล้าคลอไปกับเสียงลมหายใจที่กระชั้นถี่ขึ้นเล็กน้อยของคนทั้งคู่
"ทำไมถึงตัดสายล่ะครับ" ตฤณเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มหยันที่ไปไม่ถึงดวงตา "นั่นมันคู่แข่งคนสำคัญของคุณไม่ใช่หรือไง หรือว่า... กลัวผมจะเห็นข้อความอะไรที่มันไม่สมควรให้เห็นกันแน่"
คำพูดที่เจือความประชดประชันและแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของกลายๆ นั้น ทำให้รินรดาต้องรีบคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงกับโต๊ะทันที หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน หัวคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นโบ เธอยืดตัวขึ้นสู้สายตา ไม่ยอมตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบแม้แต่น้อย
"มันไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องมาใส่ใจนี่ครับ คุณตฤณ" รินรดาจงใจเน้นเสียงและสรรพนามเพื่อสร้างกำแพงกั้น "นี่มันเวลานอกราชการ และโทรศัพท์เครื่องนี้ก็เป็นพื้นที่ส่วนตัวของผม ไม่มีกฎข้อไหนในบริษัทที่บังคับให้ผมต้องมารายงานเรื่องสายเรียกเข้าให้คุณฟังหรอกนะ"
"พื้นที่ส่วนตัวเหรอครับ..." ตฤณทวนคำด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำ เขาก้าวเท้าเข้าไปอีกก้าวเดียวจนรินรดาต้องเผลอขยับถอยหลังสะโพกชนกับขอบโต๊ะทำงาน "ถ้ามันเป็นพื้นที่ส่วนตัวจริงๆ ทำไมแค่ชื่อของไอ้เมฆาโผล่ขึ้นมา คุณถึงต้องทำหน้าเหมือนคนมีความผิดแบบนั้นด้วยล่ะ รินรดา"
ลมหายใจอุ่นร้อนที่ปัดผ่านแก้มทำให้รินรดารู้สึกเหมือนผิวเนื้อถูกไฟลน ความใกล้ชิดนี้มันอันตรายเกินไป อันตรายต่อหัวใจที่เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะของเธอเอง ทุกครั้งที่ผู้ชายคนนี้ถอดมาดวิศวกรผู้แสนเย็นชาแล้วแปลงร่างเป็นหมาป่าหวงก้าง เขามักจะมีวิธีทำให้เธอจนมุมด้วยคำพูดและสายตาเสมอ
"ผมไม่ได้กลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น!" เธอกัดฟันกรอด พยายามผลักอกแกร่งที่ขวางทางอยู่เบาๆ แต่ตฤณกลับนิ่งสนิทราวกับภูเขาหิน ไม่ยอมขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย "แล้วก็กรุณาถอยออกไปให้ห่างด้วยครับ เราไม่ได้สนิทกันขนาดจะมายืนประชิดตัวแบบนี้ได้"
"ไม่สนิท?" ตฤณทวนคำเสียงสูง ดวงตาคมปลาบจับจ้องริมฝีปากที่กำลังขยับเถียงฉอดๆ อย่างนึกมันเขี้ยว "ที่เรายืนเถียงกันจนดึกดื่นแบบนี้... ที่ไซต์งานเราช่วยกันแก้ปัญหาจนเสื้อผ้าเลอะฝุ่นด้วยกัน... หรือแม้แต่ตอนที่คุณเกือบจะร้องไห้แล้วผมเป็นคนยื่นไหล่ให้ซบ... แบบนี้เขาเรียกว่าไม่สนิทอีกเหรอครับ หืม?"
คำพูดที่ขุดคุ้ยความทรงจำเมื่อไม่กี่วันก่อนทำเอารินรดาใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ภาพเหตุการณ์ตอนที่เธออ่อนแอที่สุดแล้วมีผู้ชายคนนี้ยืนกางปีกปกป้องผุดขึ้นมาในหัวเป็นฉากๆ ความรู้สึกบางอย่างที่เธอพยายามกดทับเอาไว้ภายใต้กำแพงความเย่อหยิ่ง เริ่มสั่นคลอนและพังทลายลงทีละน้อยอย่างห้ามไม่อยู่
เธอกำมือแน่นเข้าหากันเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวในอก เธอกลัว... กลัวว่าความรู้สึกที่แปลกปลอมนี้จะทำให้เธอพ่ายแพ้ให้กับผู้ชายปากร้ายตรงหน้า
"วันนั้นมันก็แค่สถานการณ์บังคับต่างหาก..." รินรดาหลบสายตาดุดันคู่นั้น เสแสร้งทำเป็นมองเอกสารบนโต๊ะเพื่อกลบเกลื่อนพิรุธ "อย่าสำคัญตัวผิดไปเลยครับคุณตฤณ ผมแค่... แค่ไม่อยากให้งานของบริษัทเสียหายก็เท่านั้นเอง"
ตฤณมองท่าทางพยายามแข็งข้อของคนตรงหน้าด้วยแววตาที่ลุ่มลึกขึ้น รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นจางๆ ไม่ใช่รอยยิ้มเยาะหยัน แต่เป็นรอยยิ้มของนักล่าที่รู้ว่าเหยื่อกำลังจะจนมุม
"ปากแข็งเก่งเสียจริงนะครับ..." เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบarอยู่ชิดริมใบหู จนรินรดาต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเรียวแขนแกร่งยกขึ้นมาทาบกับขอบโต๊ะทั้งสองข้าง กักขังร่างของเธอเอาไว้ตรงกลางอย่างสมบูรณ์ "แต่ก็น่าแปลก... หัวใจของคุณที่มันเต้นรัวจนผมได้ยินเนี่ย มันไม่ได้พูดแบบเดียวกับที่คุณกำลังเถียงผมอยู่เลยนะ"
"คุณ...!" รินรดาตวัดสายตาขึ้นมาค้อนขวับ ใบหน้าหวานแดงก่ำลามไปถึงใบหู ความโกรธผสมความเขินอายตีรวนกันจนปั่นป่วนไปหมด "คุณมัน... คนฉวยโอกาส!"
"ผมแค่พูดความจริง" ตฤณตอบหน้าตาย ทว่าแววตาคู่คมกลับพราวระยับด้วยประกายความคลั่งรักที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งขรึม "ถ้าคุณบอกว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน แล้วทำไมคุณต้องแคร์ด้วยว่าผมจะคิดยังไงกับเรื่องของไอ้เมฆา ทำไมคุณถึงต้องรีบตัดสายมันทันทีที่เห็นหน้าผมล่ะ รินรดา ตอบผมสิ"
คำถามคาั้นต้อนที่ตรงประเด็นจนไม่มีช่องให้หลบหนี ทำให้รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองอื้ออึงไปหมด เธอยอมรับกับตัวเองในวินาทีนั้นเลยว่า... กำแพงความเย็นชาที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องหัวใจตัวเองมาตลอด กำลังถูกทำลายลงทีละนิดด้วยสายตาและสัมผัสของวิศวกรหนุ่มคนนี้
เธอเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ... ความรู้สึกที่เคยมีให้เขา มันไม่ใช่แค่ความหมั่นไส้หรือความเป็นคู่แข่งทางธุรกิจอีกต่อไปแล้ว
ในขณะที่รินรดากำลังอ้าปากจะหาข้ออแก้ตัวเพื่อรักษาฟอร์มคนปากแข็ง ทันใดนั้นเอง...
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูกระจกบานเลื่อนด้านนอกดังขึ้นขัดจังหวะความตึงเครียดภายในห้องอย่างไม่รู้กาลเทศะ ตามด้วยเสียงบานประตูที่ถูกผลักเปิดออกโดยพละการ
"คุณรินครับ พอดีผมเอาเอกสารสรุปงบประมาณส่วนที่เหลือมาให้—"
เสียงทุ้มคุ้นหูของ "เมฆา" ที่ก้าวพรวดพราดเข้ามาในห้องทำงาน พร้อมกับชูแฟ้มเอกสารในมือค้างไว้ ทำให้บรรยากาศรอบตัวหยุดชะงักลงในเสี้ยววินาที
ตฤณชะงักกึก ร่างสูงถอยหลังห่างจากรินรดาเพียงเล็กน้อย แต่ดวงตาคมกริบกลับหันขวับไปมองผู้มาใหม่ด้วยรังสีอำมหิตที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างให้เป็นจุล ขณะที่รินรดารู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นเฉียบลงทันทีเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนก้าวเข้ามาขัดจังหวะความเป็นความตายนี้
เมฆากะพริบตาปริบๆ เมื่อกวาดสายตามาเห็นภาพตรงหน้า—หัวหน้าสาวคนเก่งยืนหลังชนโต๊ะทำงานโดยมีวิศวกรหนุ่มคู่ปรับยืนประชิดตัวในระยะประชิด ชนิดที่เรียกว่าหากขยับอีกนิดเดียวจมูกคงจะชนกัน
บรรยากาศมาคุแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วห้องทำงานในยามค่ำคืน รอยยิ้มเจื่อนๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเมฆา ขณะที่ตฤณหันกลับมามองหน้ารินรดานิ่งๆ ด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนที่มุมปากหยักจะกระตุกยิ้มเย็นเยียบแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"ดูท่าทาง... คืนนี้พวกเราคงต้องเคลียร์กันยาวแล้วล่ะครับ รินรดา"
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความซึนของพี่ตฤณในตอนนี้นะครับ!
เซฟโซนที่ชื่อนายวิศวกร•ตอนที่ 10
กำแพงที่เริ่มสั่นคลอน
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนที่ชื่อนายวิศวกร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!