"บอกผมมาเถอะครับริน... ว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆ ถึงเลือกที่จะหายไปจากชีวิตของผมอย่างไร้ร่องรอย"
น้ำเสียงของธามเรียบเรื่อย หากทว่ามันกลับดังก้องกังวานอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของเราสองคนที่ถูกโอบล้อมด้วยเงาสลัวของร้านกาแฟเล็กๆ ย่านชานเมือง อุณหภูมิในห้องดูเหมือนจะลดต่ำลงในความรู้สึกของผม เมื่อเห็นร่างบางเบื้องหน้าชะงักงัน มือที่กำลังประคองถ้วยเซรามิกอุ่นกรุ่นสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เธอจะค่อยๆ วางมันลงบนจานรองเสียงดังกระทบกันเบาๆ อย่างระมัดระวัง
รินรดาไม่ยอมสบตาเธอเอาแต่มองเงาสะท้อนของตัวเองบนผิวน้ำตาลเข้มในแก้ว เส้นผมที่ทัดใบหูหลุบลงปรกแก้มใส อำพรางความรู้สึกที่เธอกำลังพยายามเก็บกดไว้ภายใต้ความเงียบงันที่แสนยาวนาน
"บางครั้ง... การหายไป อาจจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในตอนนั้นก็ได้นะครับธาม" เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบของใบไม้ที่ร่วงหล่น
ผมขยับตัวเข้าหาเธอเล็กน้อย พยายามมองผ่านดวงตาคู่นั้นที่เคยเป็นดั่งท้องฟ้าสดใสในความทรงจำ แต่บัดนี้กลับเต็มไปด้วยม่านหมอกแห่งความหม่นเศร้า "คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคุณ แต่ทำไมมันถึงกลายเป็นรอยแผลที่ลึกที่สุดในใจของผมล่ะครับ คุณเคยคิดบ้างไหมว่ากี่ปีที่ผมพยายามเดินหาคำถามว่าผมผิดตรงไหน ผมพลาดอะไรไป จนกระทั่งวันนี้... วันที่คุณกลับมา แต่มันกลับไม่เหมือนเดิม"
รินรดาเงยหน้าขึ้น สบตาผมในที่สุด แววตาของเธอสั่นไหวราวกับมีหยาดน้ำตาคลอหน่วย แต่เธอก็กลั้นมันไว้ได้อย่างเข้มแข็งตามนิสัยเดิมของเธอ "คุณไม่ได้พลาดอะไรเลยธาม คุณสมบูรณ์แบบเกินไป... และในตอนนั้น ฉันก็เป็นแค่ใครคนหนึ่งที่พยายามจะไขว่คว้าแสงดาวที่อยู่สูงเกินเอื้อม"
"คุณก็รู้ว่าผมไม่เคยคิดแบบนั้น" ผมกดเสียงต่ำลง พยายามควบคุมความสั่นไหวในใจตัวเอง "มินตราเคยพูดกับผมว่าคุณมีเหตุผลของคุณ แต่ผมไม่เคยเชื่อ เพราะถ้าคุณรักกันจริงๆ เหตุผลเหล่านั้นมันไม่ควรจะมีค่ามากกว่าความสัมพันธ์ของเรา"
ชื่อของมินตราที่ถูกเอ่ยออกไป ทำให้รินรดาชะงักไปชั่วครู่ แววตาที่เคยอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นความระแวดระวังขึ้นมาทันที เธอเม้มปากแน่นก่อนจะแค่นยิ้มออกมาบางๆ ยิ้มที่ดูช่างเจ็บปวดเสียจนใจของผมบีบรัด
"มินตรา... เขาคงบอกคุณดีแล้วสินะครับว่าฉันเป็นคนอย่างไร" เธอเว้นจังหวะ ก่อนจะถามกลับด้วยประโยคที่ทำให้ผมต้องนิ่งงัน "ถ้าคุณอยากรู้ความจริงขนาดนั้น ทำไมไม่ลองไปถามเขาดูอีกล่ะครับ ว่าทำไมในวันที่ฉันตัดสินใจจะเดินจากไป เขาถึงเป็นคนเดียวที่มายืนส่งฉันที่สถานีรถไฟ พร้อมกับคำเตือนที่ทำให้ฉันไม่กล้าหันหลังกลับมาอีกเลย"
ผมรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน คำพูดนั้นเปรียบเสมือนกุญแจดอกสำคัญที่ไขเปิดประตูบานหนึ่งในใจที่ผมพยายามมองข้ามมาโดยตลอด มินตรา เพื่อนรักของผม คนที่คอยปลอบประโลมผมในวันที่รินรดาหายไป คนที่อยู่ข้างๆ ผมมาตลอดสิบปี... กำลังซ่อนความลับอะไรไว้กันแน่?
ความเงียบเข้าปกคลุมบทสนทนาอีกครั้ง ทว่าในจังหวะนั้นเอง ประตูกระจกหน้าร้านก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรง เสียงกระดิ่งเหนือประตูสั่นระฆังดังกังวาน ร่างสูงโปร่งคุ้นตาในชุดสูททำงานเรียบกริบก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับจับจ้องมาที่ผมและรินรดาด้วยกระแสความรู้สึกที่ผมอ่านไม่ออก
มินตราหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะของเรา เธอไม่ได้มองหน้าผม แต่สายตากลับจ้องมองรินรดาราวกับจะกรีดรอยแผลลงบนความทรงจำของเธออีกครั้ง ก่อนจะหันมาทางผมด้วยรอยยิ้มที่ดูสมบูรณ์แบบจนน่าขนลุก
"ธามคะ... ฉันไม่คิดว่าจะมาเจอคุณที่นี่ เรื่องโครงการที่เราคุยกันค้างไว้ หัวหน้าฝากมาตามให้คุณรีบกลับไปจัดการให้จบภายในเย็นนี้นะคะ" เธอเว้นวรรค ก่อนจะหันไปทางรินรดาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลอย่างประดิษฐ์ "และคุณรินรดาคะ... ดูเหมือนจะมีเรื่องที่คุณอาจจะยังไม่ทราบ ว่าจดหมายฉบับสุดท้ายที่ธามส่งให้คุณเมื่อสิบปีก่อนน่ะ มันไม่เคยถึงมือคุณหรอกนะคะ... เพราะฉันเป็นคนทิ้งมันลงถังขยะเอง"
อากาศรอบตัวผมเย็นเยียบจนชาไปถึงปลายนิ้ว รินรดาเบิกตากว้างมองมินตราด้วยความตกตะลึง ในขณะที่มินตราทำเพียงยืนนิ่ง ดั่งรูปปั้นที่กุมความลับอันโหดร้ายเอาไว้ พร้อมกับยื่นสมาร์ทโฟนที่หน้าจอเปิดค้างไว้ที่แชทบทสนทนาหนึ่งมาตรงหน้าผม ข้อความนั้นคือหลักฐานที่ชี้ชัดว่า ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ชีวิตของพวกเราถูกบงการโดยคนที่ผมไว้ใจที่สุดมาโดยตลอด
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับรอยจำของตัวละครเหล่านี้ผ่านปลายปากกาของผมนะครับ
สายลมแผ่วเบา
ในวันที่ลมพัดหวนคืนสู่รอยจำ•ตอนที่ 12
คำถามที่ไม่มีคำตอบ
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดหวนคืนสู่รอยจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!