ในวันที่ลมพัดหวนคืนสู่รอยจำ•ตอนที่ 13

ความเหงาที่แชร์ร่วมกัน

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
"คุณกำลังบอกว่า... การที่คนเราเลือกจะเงียบ ไม่ได้แปลว่าคนๆ นั้นไม่มีความรู้สึกอะไรเลยใช่ไหมครับ?" คำถามของธามหลุดออกมาท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องสมุดส่วนตัวที่เงียบสนิทจนได้ยินเพียงเสียงเข็มนาฬิกาบนผนังเดินสม่ำเสมอ รินรดาชะงักมือที่กำลังจัดวางหนังสือเล่มหนาลงบนชั้น เธอหันกลับมามองชายหนุ่มที่นั่งจมอยู่กับกองเอกสารตรงหน้า ดวงตาคู่คมของธามที่เคยฉายแววเรียบเฉย บัดนี้กลับดูอ่อนล้าจนน่าใจหาย ราวกับว่ากำแพงที่เขาใช้กั้นความรู้สึกตัวเองมาตลอดหลายปีเริ่มจะมีรอยร้าว รินรดาเดินเข้าใกล้เขาอีกก้าว ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าโต๊ะทำงานไม้โอ๊กตัวใหญ่ "บางครั้ง ความเงียบก็เป็นวิธีปกป้องตัวเองวิธีเดียวที่เราเหลืออยู่ครับคุณธาม... ไม่ใช่เพราะไม่รู้สึก แต่เพราะรู้สึกมากเกินไปจนกลัวว่าถ้าพูดออกไป ทุกอย่างจะพังทลายลง" ธามเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ แววตาของเขาสั่นไหวชั่วครู่ ราวกับประโยคของเธอคือใบมีดที่กรีดลึกลงไปในความทรงจำที่เขาพยายามฝังกลบไว้ เขาปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้าลงเสียงดังเบาๆ ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางถอนหายใจยาว "ถ้าผมพูดออกไปทุกอย่างอย่างที่ใจคิด... โลกที่ผมพยายามสร้างให้ทุกคนเห็นคงพังไม่เป็นท่า" เขาแค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา "คุณคงคิดว่าผมเป็นคนประหลาดใช่ไหมครับรินรดา ที่เอาแต่เก็บกักทุกอย่างไว้จนเหมือนคนไม่มีหัวใจ" "ไม่เลยครับ" รินรดาส่ายหน้าแผ่วเบา เธอก้าวเข้าหาเขาจนระยะห่างลดน้อยลงจนรู้สึกได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวคนทั้งคู่ "ฉันแค่คิดว่า... คุณแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียวมานานเกินไปแล้ว ความเหงาที่แชร์กันได้ ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดเสมอไปหรอกครับ แค่มีคนนั่งอยู่ข้างๆ ในวันที่โลกใจร้ายกับเรา... ก็น่าจะเพียงพอแล้วไม่ใช่หรือครับ?" ธามนิ่งงันไปครู่ใหญ่ เขาจ้องมองใบหน้าเรียบเฉยที่แฝงไปด้วยความปรารถนาดีของหญิงสาวตรงหน้า รินรดาไม่ได้มีท่าทีรุกเร้า แต่ความอบอุ่นที่ส่งผ่านแววตาของเธอนั้นกำลังทำลายกำแพงของเขาลงทีละนิดอย่างน่าประหลาด มินตราเดินก้าวเข้ามาในห้องโดยที่ไม่มีใครตั้งตัว เสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นหินอ่อนดังขัดจังหวะความเงียบที่กำลังก่อตัวเป็นความผูกพันอันลึกซึ้ง เธอชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพที่ทั้งสองคนยืนอยู่ใกล้กันเกินควร แววตาของหญิงสาวฉายความไม่พอใจเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มที่ปรุงแต่งขึ้นอย่างแนบเนียน "ดูเหมือนว่ารินรดาจะทำหน้าที่เลขาส่วนตัวได้ดีเกินคาดเลยนะจ๊ะธาม" มินตราเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเจือความประชดประชันที่ซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเป็นมิตร "ทำเอาฉันนึกว่ามาขัดจังหวะเวลาสำคัญของพวกคุณเข้าเสียแล้ว" ธามเปลี่ยนสีหน้ากลับสู่โหมดสุขุมนิ่งเฉยในทันที "มีธุระอะไรหรือเปล่าครับมินตรา ผมบอกแล้วว่าวันนี้ผมมีงานด่วน" "เรื่องงานด่วนนั่นแหละค่ะที่ฉันมาหา" มินตราเดินตรงเข้ามาวางซองเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะด้วยท่าทีถือวิสาสะ ก่อนจะหันมามองรินรดาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก "แต่ดูท่าทางรินรดาจะมีเรื่องสำคัญกว่าต้องคุยกับธาม... งั้นฉันคงต้องฝากธามตรวจสอบเอกสารเรื่องการกุศลของครอบครัวที่ฉันทิ้งไว้ให้ดีๆ นะคะ เพราะมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของธามโดยตรง" รินรดารู้สึกถึงรังสีที่แผ่ออกมาจากมินตรา เธอรีบถอยห่างออกมาด้วยความสุภาพ แต่ธามกลับเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเธอไว้เบาๆ เป็นการรั้งให้เธออยู่ข้างๆ เขาอย่างไม่ตั้งใจ "รินรดาเป็นคนช่วยผมจัดการงานเอกสารทั้งหมดครับ" ธามพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด "ถ้าคุณมีอะไรจะพูด ก็พูดต่อหน้าเธอได้เลย เพราะในอนาคต ผมตัดสินใจแล้วว่าเธอจะเป็นคนเดียวที่ได้รับมอบหมายให้จัดการข้อมูลส่วนตัวของผมทั้งหมด" มินตราหน้าถอดสีไปครู่หนึ่งก่อนจะฝืนยิ้มออกมา "งั้นเหรอคะ... งั้นก็ดีเลย ถ้าคุณธามมั่นใจในตัวเธอนัก ก็คงไม่ต้องแปลกใจถ้าวันหนึ่งจะมีความลับบางอย่างที่เขาไม่ควรจะรู้... รั่วไหลออกมา" เธอก้าวเดินออกจากห้องไปทิ้งไว้เพียงความเงียบที่กดดันมากกว่าเดิม ธามปล่อยมือจากข้อมือรินรดา แต่นิ้วมือของเขายังคงสั่นเล็กน้อย เขาหันกลับมามองเอกสารสีน้ำตาลบนโต๊ะด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความวิตก "เอกสารนั่น..." ธามพึมพำกับตัวเอง "รินรดาครับ คุณออกไปรอก่อนดีกว่า ผมอยากอ่านนี่คนเดียว" รินรดารู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปหยิบซองเอกสารนั้นขึ้นมาเปิดดูด้วยตัวเองทันที เธอรู้ว่าถ้าปล่อยให้ธามอ่านคนเดียว เขาอาจจะจมดิ่งลงไปในความทุกข์ที่เขาสั่งสมมานาน ทว่าทันทีที่เธอดึงกระดาษใบแรกออกมาอ่าน ดวงตาของเธอก็เบิกกว้าง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง ข้อมูลในเอกสารนั้นไม่ใช่เรื่องงานการกุศลอย่างที่มินตรากล่าวอ้าง แต่มันคือรายงานการสืบสวนเกี่ยวกับอุบัติเหตุในอดีตที่ทำลายครอบครัวของเธอ และชื่อที่ปรากฏในฐานะพยานปากเอก... ก็คือชื่อของคนในครอบครัวธาม รินรดาสั่นเทิ้มขณะเงยหน้าขึ้นมองธามที่กำลังยืนรอฟังคำตอบจากเธอด้วยใบหน้าที่ไร้สีเลือด เขารู้แล้ว... เขารู้ความจริงทั้งหมดตั้งแต่วันแรกที่เขาจ้างเธอเข้ามาทำงาน "คุณรู้มาตลอดเลยใช่ไหมครับ... ธาม" เสียงของเธอแผ่วเบาจนแทบขาดใจ ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับรอยจำของตัวละครเหล่านี้ผ่านปลายปากกาของผมนะครับ สายลมแผ่วเบา
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดหวนคืนสู่รอยจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%