ในวันที่ลมพัดหวนคืนสู่รอยจำ•ตอนที่ 41

ในวันที่ฟ้าหม่น

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
“เธอกำลังจะบอกว่า... ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา รินไม่เคยลืมเรื่องวันนั้นเลยงั้นเหรอ มินตรา” น้ำเสียงทุ้มต่ำของธามไม่ได้ดังไปกว่าเสียงลมหายใจที่ติดขัด ทว่าน้ำหนักของมันกลับกดทับลงกลางอกของรินรดาจนแทบหายใจไม่ออก ปลายนิ้วเรียวที่กำลังประคองแฟ้มเอกสารงานบูรณะภาพเขียนสั่นระริกโดยไม่อาจควบคุม เธอไม่ได้เงยหน้าขึ้นสบสายตาคมกริบคู่นั้นในทันที เพราะรู้ดีว่าแววตาที่เคยมอบความอบอุ่นให้เธออย่างเงียบๆ บัดนี้คงเหลือเพียงความคลางแคลงใจที่แสนเย็นเยียบ บนโต๊ะไม้โอ๊กตัวยาวภายในห้องทำงานส่วนตัวของธาม เอกสารสัญญาฉบับหนึ่งถูกกางทิ้งไว้ กระดาษสีเหลืองนวลที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานประทับตราของ ‘กลุ่มบริษัทวรโชติเมธี’ อย่างชัดเจน และข้างใต้ข้อตกลงเรื่องทุนการศึกษาไปต่างประเทศ... มีลายเซ็นของรินรดาปรากฏอยู่อย่างไม่อาจปฏิเสธ “มินไม่ได้อยากเอาเรื่องนี้มาพูดให้ทุกคนผิดใจกันหรอกนะธาม...” มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ดวงตากลมโตคู่นั้นเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาที่ดูจริงใจจนน่าหวาดหวั่น หล่อนขยับตัวเข้ามาใกล้ธามอีกก้าวหนึ่ง ชายกระโปรงผ้าไหมสีอ่อนพลิ้วไหวตามจังหวะก้าวที่ดูเปราะบาง “แต่มินทนเห็นธามเข้าใจรินผิดไปมากกว่านี้ไม่ได้ มินรู้ว่าธามเริ่มเปิดใจให้รินอีกครั้ง แต่ธามจำไม่ได้เหรอ... ว่าคืนก่อนที่ธามจะประสบอุบัติเหตุเมื่อเจ็ดปีก่อน รินเพิ่งจะเซ็นรับเงินก้อนนี้จากคุณลุงไป” รินรดากลืนก้อนสะอื้นที่แล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอลงไปอย่างยากลำบาก คอของเธอแห้งผาก ความทรงจำในอดีตไม่เคยเลือนหายไปไหน มันเหมือนตะกอนที่นอนนิ่งอยู่ก้นแก้ว รอคอยเพียงใครบางคนมาเขย่าให้มันขุ่นมัวขึ้นมาอีกครั้ง และมินตราก็รู้ดีที่สุดว่าจะใช้ช้อนคันไหนคนตะกอนนั้นขึ้นมาทำร้ายเธอ “ริน...” ธามเอ่ยเรียกชื่อเธอช้าๆ สรรพนามที่เขาใช้เปลี่ยนไป มันไม่มีความคุ้นเคยที่เริ่มก่อตัวขึ้นตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาหลงเหลืออยู่เลย แววตาของชายหนุ่มที่ทอดมองมามีเพียงเงาของความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากแห่งความเยือกเย็น “เรื่องที่คุณพ่อของผมยื่นข้อเสนอให้คุณ... มันเป็นเรื่องจริงใช่ไหม” คำถามนั้นเรียบง่าย แต่ปลายคมของมันกรีดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ รินรดาค่อยๆ วางแฟ้มในมือลงบนโต๊ะ เสียงกระดาษกระทบผิวไม้เบาหวิวราวกับเสียงใบไม้ร่วง เธอเงยหน้าขึ้น สบสายตากับผู้ชายที่เธอรักมาตลอดครึ่งชีวิต ผู้ชายที่ยอมแบกรับความคาดหวังของตระกูลจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้หัวใจตัวเองได้เต้นตามความต้องการ และเป็นผู้ชายคนเดียวกับที่เธอเคยยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้เขามีชีวิตรอด “จริงค่ะ” เธอตอบสั้นๆ น้ำเสียงนิ่งสงบเกินกว่าที่ตัวเธอเองจะคาดคิด มินตราลอบระบายลมหายใจเบาๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนี คล้ายกับไม่อาจทนมองความจริงอันน่าผิดหวังนี้ได้ “มินบอกธามแล้วใช่ไหม... ว่ารินมีเหตุผลของริน รินอาจจะจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนั้นจริงๆ ถึงได้ยอมตกลงว่าจะหายไปจากชีวิตของธาม” “มินตรา พอเถอะ” ธามยกมือขึ้นห้าม ปลายนิ้วของเขากำแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาวซีด เขาจ้องมองรินรดา ดวงตาคู่คมคู่นั้นสั่นไหวอย่างรุนแรงราวกับมีพายุที่มองไม่เห็นกำลังโหมกระหน่ำอยู่ภายใน “ทำไมรินถึงไม่เคยบอกผมเลย... แม้กระทั่งตอนที่คุณกลับมาทำงานที่นี่ ตอนที่เราเริ่มคุยกันเรื่องภาพวาดชิ้นนั้น... คุณก็ยังเลือกที่จะปิดบังผม” “แล้วถ้าฉันบอก...” รินรดาเปล่งเสียงออกมา ลมหายใจของเธอสะดุดเป็นห้วงๆ “คุณธามจะเชื่อใครคะ ระหว่างเอกสารที่มีลายเซ็นของฉัน กับคำพูดปากเปล่าของผู้หญิงที่ไม่มีอะไรจะไปสู้กับบารมีของครอบครัวคุณได้เลย” “ผมถามหาความจริง ไม่ใช่ข้ออ้าง!” เสียงตวาดกร้าวของธามดังก้องไปทั่วห้องทำงานที่เงียบสงัด มันไม่ใช่ความโกรธที่เกิดจากความเกลียดชัง แต่เป็นความโกรธของคนที่รู้สึกว่าความเชื่อใจที่พยายามประกอบขึ้นมาใหม่ถูกทุบทำลายลงไม่มีชิ้นดี ธามก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะ กลิ่นน้ำหอมเปลือกไม้เจือจางที่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูกรินรดา แต่วันนี้มันกลับให้ความรู้สึกเหน็บหนาวจนบาดลึกถึงกระดูก “คุณรู้ไหมว่าช่วงเวลาที่ผมตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลแล้วจำอะไรไม่ได้... สิ่งเดียวที่ผมรู้สึกคือความว่างเปล่า” ธามพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้านเป็นครั้งแรก ความสุขุมที่เขาสร้างเป็นเกราะกำบังพังทลายลง “ผมพยายามมองหาใครสักคนที่ผมรู้สึกว่าผูกพัน แต่ข้างกายผมมีแต่มินตรา มีแต่คุณพ่อที่บอกว่าคุณทิ้งผมไปแล้วเพราะเงินทุนนั่น... ผมปฏิเสธทุกคน ผมบอกว่ารินรดาไม่มีทางทำแบบนั้น จนกระทั่งวันนี้... วันที่คุณมายืนยันด้วยปากของตัวเอง” รินรดากัดริมฝีปากล่างจนได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ เธอเห็นแววตาของผู้ชนะฉายวาบขึ้นในดวงตาของมินตราเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เพื่อนสนิทคนนั้นจะแปรเปลี่ยนสีหน้าเป็นความเวทนาสงสาร มินตรารู้... รู้มาตลอดว่าในคืนฝนตกเมื่อเจ็ดปีก่อนเกิดอะไรขึ้น มินตราคือคนที่ยืนอยู่ข้างเตียงคนไข้ในวันที่รินรดาเดินตัวเปียกปอนเข้าไปหา และเป็นมินตราคนเดียวกันที่บอกให้เธอเซ็นเอกสารยินยอมรับทุนเพื่อแลกกับการที่บิดาของธามจะยอมส่งตัวเขาไปผ่าตัดสมองด่วนที่ต่างประเทศ หากรินรดาไม่ยอมถอยและตัดขาด บิดาของธามจะปล่อยให้ลูกชายคนเดียวเผชิญชะตากรรมตามยถากรรมเพื่อดัดนิสัยที่กล้าขัดคำสั่ง เธอแลกอิสรภาพของตัวเอง แลกความรัก แลกเกียรติยศ เพื่อซื้อลมหายใจของเขากลับมา แต่วันนี้ มินตรากลับหยิบยกเศษเสี้ยวของความจริงเพียงด้านเดียว มาปั้นแต่งให้เธอกลายเป็นคนทรยศ “ถ้าการที่ฉันยอมรับความจริงข้อนี้ ทำให้คุณธามมองว่าฉันเป็นคนเห็นแก่เงิน...” รินรดาพูดพลางถอยหลังไปหนึ่งก้าว ระยะห่างเพียงก้าวเดียวแต่กลับให้ความรู้สึกไกลห่างราวกับอยู่คนละฟากฟ้า “ฉันก็ไม่มีอะไรจะแก้ตัวค่ะ” “ริน อย่าประชด” ธามกดเสียงต่ำ แววตาของเขาเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส “ผมแค่ต้องการให้คุณอธิบาย... แค่พูดความจริงออกมา รินรดาที่ผมเคยรู้จักไม่ใช่คนแบบนี้” “คนที่คุณเคยรู้จัก... เขาตายไปตั้งแต่วันที่คุณลืมเขาแล้วค่ะ” คำพูดนั้นตัดรอนอย่างไร้เยื่อใย รินรดาไม่อาจปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาต่อหน้าคนทั้งสอง เธอสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมเศษเสี้ยวของศักดิ์ศรีที่ยังหลงเหลืออยู่ หันหลังเตรียมจะก้าวเดินออกจากห้องนั้น บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งราวกับท้องฟ้าภายนอกที่กำลังตั้งเค้า เมฆสีเทาทะมึนบดบังแสงสว่างจนทั่วทั้งห้องมืดสลัวลงอย่างน่าใจหาย “เดี๋ยวสิริน...” มินตราแสร้งทำทีเป็นก้าวเข้ามาคว้าข้อมือเธอไว้ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลจอมปลอม “อย่าเพิ่งไปเลยนะ คุยกับธามให้รู้เรื่องก่อน มินไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เรื่องมันเป็นแบบนี้ มินแค่...” “ปล่อย” รินรดาสะบัดมือออกอย่างไม่ไยดี ดวงตาที่เคยอ่อนหวานบัดนี้จ้องมองเพื่อนสนิทด้วยความเย็นชาที่มินตราไม่เคยเห็นมาก่อน “เลิกแสดงละครได้แล้วมินตรา เธอรู้ดีแก่ใจที่สุดว่ากระดาษแผ่นนี้มันแลกมาด้วยอะไร” มินตราหน้าถอดสีไปชั่วขณะ แต่เพียงพริบตาเดียว หล่อนก็แสร้งเซถอยหลังไปชนกับขอบโต๊ะราวกับถูกผลักอย่างแรง ธามรีบก้าวเข้ามาประคองมินตราไว้ตามสัญชาตญาณ สายตาที่เขามองตรงมายังรินรดาเต็มไปด้วยความผิดหวังและตำหนิอย่างรุนแรง ภาพนั้น... มือของธามที่ประคองแผ่นหลังของมินตรา คือภาพสุดท้ายที่ตอกย้ำให้รินรดารู้ซึ้งว่า ที่ตรงนั้นไม่เคยมีที่ยืนสำหรับเธอเลย ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน “ถ้าคุณเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่คุณเห็น...” รินรดาเอ่ยทิ้งท้าย เสียงของเธอแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปในความเงียบ “ก็ขอให้ความจริงที่คุณถือไว้... ปกป้องคุณได้ตลอดไปนะคะ คุณธาม” หญิงสาวหมุนตัวและก้าวเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าของเธอดังก้องไปตามทางเดินยาวที่ว่างเปล่า เธอไม่ได้ยินเสียงธามเรียกตามหลัง หรือบางทีเขาอาจจะไม่ได้เรียกเลยด้วยซ้ำ มีเพียงเสียงฟ้าร้องครืนครั่นจากระยะไกลที่ส่งสัญญาณว่าพายุใหญ่กำลังจะมาถึง รินรดาสาวเท้าลงมาจนถึงโถงบันไดชั้นล่างของคฤหาสน์เก่าที่ใช้เป็นสำนักงาน สองขาของเธอเริ่มอ่อนแรงจนแทบจะพยุงร่างกายไม่ไหว หยาดน้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้เอ่อล้นทะลักออกมาอาบสองแก้มอย่างไม่อาจห้ามได้อีกต่อไป ความเจ็บปวดจากการถูกคนที่รักที่สุดตัดสินว่าเธอเป็นคนผิด มันทรมานยิ่งกว่าการต้องทนมองเขาจำเธอไม่ได้เสียอีก ทว่า ก่อนที่เธอจะก้าวพ้นประตูบานใหญ่เพื่อออกไปเผชิญกับสายฝนที่เริ่มเทกระหน่ำลงมา... รถยนต์ซีดานสีดำสนิทคันหนึ่งกลับแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าบันไดอย่างกะทันหัน เสียงล้อบดกับพื้นกรวดดังเอี๊ยดจนทำให้รินรดาต้องชะงักฝีเท้า ชายร่างสูงในชุดสูทภูมิฐานก้าวลงมาจากเบาะหลังพร้อมกับร่มคันใหญ่ในมือ รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนอย่างชัดเจน—เขาคือ ‘อัครเดช’ ทนายความประจำตัวของอดีตประธานวรโชติเมธี ผู้ซึ่งหายสาบสูญไปพร้อมกับพินัยกรรมลับเมื่อหลายปีก่อน สายตาของทนายวัยกลางคนไม่ได้มองมาที่รินรดาด้วยความแปลกใจ แต่กลับเป็นสายตาของคนที่กำลังรอคอยเวลานี้มาเนิ่นนาน เขายื่นซองเอกสารสีน้ำตาลเข้มที่ปิดผนึกด้วยตราครั่งโบราณมาตรงหน้าเธอ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของรินรดาหยุดหมุนในทันที “ในที่สุดก็ถึงเวลาแล้วครับคุณรินรดา... ข้อความสุดท้ายที่คุณท่านสั่งให้ผมมอบให้คุณ ในวันที่คุณธามจำเรื่องเงินก้อนนั้นได้” *** ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและรับฟังความอัดอั้นของตัวละครไปพร้อมกับผมนะครับ - สายลมแผ่วเบา
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดหวนคืนสู่รอยจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%