ในวันที่ลมพัดหวนคืนสู่รอยจำ•ตอนที่ 42

ความเปราะบางของใจ

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
“ถ้าการมีอยู่ของรินมันสร้างความลำบากใจให้คุณธามขนาดนั้น... รินว่าเราสองคนควรทบทวนเรื่องระยะห่างกันใหม่ดีกว่าไหมครับ” ประโยคนั้นหลุดออกจากปากรินรดาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าสั่นไหวอย่างยากจะควบคุม เธอวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะไม้ตัวเดิมที่เคยเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนานับครั้งไม่ถ้วน เสียงกระทบกันของเซรามิกเบาหวิวแต่กลับดังก้องในความเงียบงันที่แผ่ขยายไปทั่วห้องทำงานของธาม ธามที่กำลังก้มหน้าอยู่กับเอกสารกองโตชะงักมือ ปลายปากกาหมึกซึมหยุดนิ่งอยู่บนกระดาษจนหมึกเริ่มซึมเป็นวงกว้าง เขาเงยหน้าขึ้น สายตาคมกริบคู่นั้นมีร่องรอยของความฉงนผสมปนเปกับความเหนื่อยล้าที่ปกปิดไม่มิด “เธอหมายความว่ายังไง รินรดา?” เขาถาม เสียงทุ้มต่ำของเขามันเหมือนกับดาบสองคม ที่บาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของเธอทุกครั้งที่ได้ยิน “หมายความว่า... รินเหนื่อยครับ” เธอแค่นยิ้ม ยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “เหนื่อยกับการต้องวิ่งไล่ตามเงาของตัวเอง เหนื่อยกับการที่ต้องคอยถามว่าตำแหน่งของรินอยู่ในจุดไหนของชีวิตคุณกันแน่ ในวันที่มินตราก้าวเข้ามา ทุกอย่างมันชัดเจนมากพอแล้วว่ารินไม่ควรจะยืนอยู่ตรงนี้” ธามขมวดคิ้วแน่น เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ความกดดันจากรูปร่างสูงโปร่งของเขาทำให้บรรยากาศรอบตัวดูอึดอัดขึ้นถนัดตา เขาเดินอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาหาเธอช้าๆ ทิ้งระยะห่างไว้เพียงก้าวเดียว กลิ่นน้ำหอมไม้ซีดาร์จางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขายังคงชวนให้ใจสั่น แต่วันนี้รินรดากลับรู้สึกเพียงความหนาวเหน็บที่แล่นริ้วไปตามกระดูกสันหลัง “มินตราเป็นแค่เพื่อนสนิท เรื่องนั้นฉันบอกเธอไปหลายครั้งแล้ว” ธามพยายามคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าเขากลับหลบสายตาไปมองบานหน้าต่างกระจกที่สะท้อนภาพเมืองหลวงยามโพล้เพล้ “เพื่อนสนิทที่รู้ทุกความลับของหัวใจคุณ... เพื่อนสนิทที่ครอบครัวของคุณให้การยอมรับ” รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ “คุณธามครับ เราต่างก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ไม่จำเป็นต้องหลอกตัวเองเพื่อรักษาบรรยากาศแบบนี้ไปตลอดหรอกครับ ความเปราะบางของใจรินมันมีขีดจำกัด และรินคิดว่าวันนี้รินคงมาถึงจุดนั้นแล้ว” เขานิ่งไปนาน ความเงียบนี้ไม่ใช่ความเงียบที่สงบ แต่มันคือความอัดอั้นที่พร้อมจะระเบิดออก ธามกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดขึ้น เขาแบกความรับผิดชอบทั้งหมดของตระกูลไว้บนบ่า ความคาดหวังจากคนรอบข้างทำให้เขาไม่เคยมีสิทธิ์เลือกในสิ่งที่ใจต้องการจริงๆ แม้แต่กับคนที่เขารักมากที่สุดอย่างรินรดา เขาก็ยังรั้งเธอไว้ในกรงขังแห่งความคลุมเครือ “ถ้าเธอยืนยันแบบนั้น... ถ้าการถอยห่างคือทางออกที่เธอเลือกจริงๆ” ธามเว้นจังหวะ เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตากลับมาสบตากับเธออย่างแน่วแน่ “แต่จำไว้นะรินรดา ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ ไม่ใช่ฉันที่เป็นคนผลักเธอออกไป แต่เป็นเธอเองที่เลือกจะทิ้งทุกอย่างที่เราสร้างมา” รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ร่วงหล่น “รินไม่ได้ทิ้งครับ... รินแค่ถอยกลับไปอยู่ในจุดที่รินจะไม่เจ็บปวดไปมากกว่านี้เท่านั้นเอง” เธอหมุนตัวหันหลังเตรียมเดินออกจากห้อง หัวใจของเธอเหมือนถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น มันเจ็บจนชาไปทั้งร่าง หากเพียงแต่ในวินาทีที่มือของเธอสัมผัสกับลูกบิดประตู เสียงของธามก็ดังขึ้นอีกครั้ง ซึ่งมันทำให้ฝีเท้าของเธอต้องหยุดชะงักลงโดยพลัน “ถ้าเธอคิดว่ามินตราคือคนขวางทางเรา... งั้นเธอก็ควรจะรู้ความจริงเรื่องคืนนั้นที่ปารีส” รินรดาค่อยๆ หันกลับมามองเขา ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่กับที่ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความขมขื่นที่เธอไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน เขาคว้าซองเอกสารสีน้ำตาลที่วางซ่อนอยู่หลังกองหนังสือบนชั้นออกมา แล้วโยนมันลงบนโต๊ะด้วยแรงอารมณ์ “มินตราไม่ได้แค่เป็นเพื่อนสนิทอย่างที่เธอคิด และสิ่งที่เธอพยายามจะปกป้องมาตลอด... มันคือเรื่องโกหกคำโตที่ทำลายชีวิตฉันกับเธอมาตั้งแต่แรก!” เขายื่นมือมาคว้าข้อมือของเธอไว้แน่น สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นความเด็ดขาดที่น่าหวาดหวั่น ขณะที่เสียงโทรศัพท์ของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของเขาสั่นครืดขึ้นมาพร้อมกับชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอคือ 'มินตรา' และข้อความที่เด้งขึ้นมาเพียงบรรทัดเดียวว่า... "ริน... เลิกยุ่งกับธามเสียที ก่อนที่ความลับเรื่องลูกของเธอจะกลายเป็นอาวุธที่ฆ่าเขาให้ตายทั้งเป็น" ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและรับฟังความอัดอั้นของตัวละครไปพร้อมกับผมนะครับ - สายลมแผ่วเบา
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดหวนคืนสู่รอยจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%