“คุณมาที่นี่ทำไมครับ... ธาม”
เสียงของรินรดาสั่นพร่าเกินกว่าจะบังคับให้ราบเรียบ เธอไม่ได้หันไปเผชิญหน้ากับเงาทมิฬที่ทาบผ่านม่านหน้าต่างนั้นทันที แต่จดจ้องอยู่กับสมุดบันทึกปกหนังเก่าคร่ำที่ตกอยู่บนพื้นราวกับว่ามันคือหลักฐานความผิดบาปที่ไม่มีวันล้างออก
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่หลังบานประตูกระจกไม่ได้ตอบในทันที เสียงถอนหายใจแผ่วเบาเล็ดลอดผ่านรอยแยกของประตูไม้โอ๊กที่เปิดค้างไว้ มันเป็นจังหวะลมหายใจที่เธอจำได้ขึ้นใจ—จังหวะที่เปี่ยมไปด้วยความเหนื่อยล้าของคนแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า
“ผมแค่คิดว่า... เราควรจะได้คุยกันเรื่องเมื่อสิบปีก่อนเสียที” ธามตอบ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเย็นเยียบ ทว่าแฝงไปด้วยความปรารถนาบางอย่างที่รินรดาไม่กล้าตีความ
ทว่าก่อนที่บทสนทนาจะถลำลึกไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าของใครอีกคนก็ดังแทรกขึ้นมาจากโถงทางเดิน เสียงส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะที่มั่นคงและเปี่ยมด้วยอำนาจ รินรดารู้ดีว่านั่นคือมินตรา เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอ ผู้ซึ่งในวินาทีนี้กำลังเดินควงแขนมากับอดีตที่เธอพยายามลืม
ประตูห้องทำงานถูกผลักเปิดออกกว้าง มินตราปรากฏตัวในชุดราตรีสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นดี แต่สิ่งที่ทำให้รินรดาหยุดหายใจไม่ใช่ความสวยงามนั้น หากแต่เป็นมือหนาของธามที่ยังคงวางอยู่ที่ลูกบิดประตู โดยที่มีมินตราอีกข้างหนึ่งเกาะกุมไว้ราวกับแสดงความเป็นเจ้าของ
“ริน... ตกใจอะไรขนาดนั้นล่ะจ๊ะ” มินตราเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “ธามเขาแวะมารับฉันไปงานเลี้ยงรุ่นน่ะ พอดีนึกขึ้นได้ว่าลืมของไว้ที่บ้านเธอ เลยแวะมาดู... ไม่นึกเลยนะว่าจะมาเจอเธอที่นี่พอดี”
คำโกหกถูกถักทอขึ้นอย่างแนบเนียน รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกขมปร่าแล่นพล่านอยู่ในลำคอ เธอรู้ดีว่ามินตราไม่ได้ลืมของ และธามก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาที่นี่เพื่อ 'คุยเรื่องเมื่อสิบปีก่อน' อย่างที่เขาเพิ่งพูดไป
“ยินดีด้วยนะครับธาม” รินรดาเอ่ยพลางยืดตัวตรง พยายามดึงความเข้มแข็งสุดท้ายที่มีออกมาใช้ “ได้ข่าวว่าคุณกำลังจะหมั้นหมายกับทายาทตระกูลดัง เรื่องในอดีต... มันก็แค่ความทรงจำเก่าๆ ที่ไม่ควรขุดคุ้ยขึ้นมาหรอกครับ”
ธามนิ่งเงียบ แววตาของเขาที่เคยมั่นคงเริ่มสั่นไหว เขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ ราวกับพยายามมองหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากแห่งความเย็นชาที่เธอสวมใส่
“คุณคิดแบบนั้นจริงๆ หรือรินรดา?” เขาถามเสียงต่ำ
“ชีวิตมีก้าวต่อไปเสมอครับ” เธอตอบ โดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูดต่อ “งานเลี้ยงรุ่นคงรอคุณอยู่ เชิญเถอะครับ อย่าให้แขกผู้ใหญ่ต้องรอนาน”
---
งานเลี้ยงรุ่นในค่ำคืนนี้จัดขึ้นอย่างหรูหราท่ามกลางบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสงไฟระยิบระยับสะท้อนผิวน้ำดูเลือนรางราวกับความฝัน รินรดานั่งอยู่เพียงลำพังที่โต๊ะมุมมืด สายตามองไปยังกลางฟลอร์เต้นรำที่ซึ่งธามกำลังเต้นรำอยู่กับมินตรา
ทั้งคู่ดูสมบูรณ์แบบราวกับรูปปั้นที่ถูกแกะสลักมาเพื่อกันและกัน ธามในชุดสูทสีเข้มดูสุขุมและสูงส่ง มินตราในชุดราตรีขับเน้นความเย้ายวนและอำนาจ ทุกสายตาในงานต่างจับจ้องไปที่พวกเขา ราวกับเป็นภาพสะท้อนของความสำเร็จที่น่าอิจฉา
“เขามีความสุขดีนะ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นข้างกาย รินรดาหันไปพบกับศิลา อดีตเพื่อนร่วมชั้นที่รู้เรื่องราวในสมัยมหาลัยดีที่สุดคนหนึ่ง “แต่เธอก็รู้ใช่ไหมว่า... ความสุขของธามมันมีเงื่อนไข”
“เงื่อนไขอะไรคะ?” รินรดาเผลอหลุดปากถามโดยลืมตัว
“เงื่อนไขที่ว่าเขาต้องแลกความรู้สึกตัวเอง เพื่อรักษาหน้าตาของครอบครัว” ศิลาจิบไวน์พลางทอดสายตามองไปที่ธาม “คืนนี้เขาไม่ได้มาแค่ร่วมงานหรอกนะริน... เขามาเพื่อตัดสินใจอะไรบางอย่างที่จะเปลี่ยนชีวิตของทุกคนที่นี่ไปตลอดกาล”
ทันใดนั้น เสียงดนตรีในงานก็หยุดลงกะทันหัน ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งโถงจัดเลี้ยง ธามผละออกจากมินตรากะทันหัน ท่ามกลางความงุนงงของแขกเหรื่อ เขาเดินตรงมาที่โต๊ะของรินรดาด้วยท่าทางมั่นคงดั่งหินผา
มินตราตามมาด้านหลัง ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีซีดเผือด เธอพยายามคว้าแขนธามไว้แต่เขาสะบัดออกอย่างสุภาพแต่เด็ดขาด
“ธาม! คุณจะทำอะไร!” มินตรากระซิบเสียงสั่น
ธามไม่สนใจ เขายืนอยู่ตรงหน้ารินรดา ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่จับจ้องมา เขาล่วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท หยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มออกมาวางบนโต๊ะตรงหน้ารินรดา แทนที่จะมอบให้มินตราที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ผมใช้เวลาสิบปีในการวิ่งหนีความจริง” ธามกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวานไปทั่วงาน “แต่ในคืนนี้... ผมตัดสินใจแล้วว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะไม่ปล่อยให้ความขมขื่นของอดีต มากำหนดอนาคตของผมอีกต่อไป”
เขาก้มลงเปิดกล่องกำมะหยี่ เผยให้เห็นแหวนเพชรเม็ดงามที่ไม่ได้มีไว้สำหรับมินตรา
“รินรดา... ผมมีเรื่องจะสารภาพกับคุณ”
ทันใดนั้น แสงไฟทั้งงานก็ดับวูบลงพร้อมกับเสียงกรีดร้องของมินตรา และในวินาทีที่ความมืดมิดเข้าครอบงำ เสียงฝีเท้าปริศนาหลายคู่ก็กรูเข้ามาในห้องจัดเลี้ยง พร้อมกับแสงไฟฉายที่ส่องสว่างวาบขึ้นมาเผยให้เห็นชายฉกรรจ์ในชุดดำที่ปิดล้อมพวกเขาไว้จากทุกทิศทาง!
รินรดารู้สึกถึงแรงดึงที่ข้อมือ ธามกระชากเธอเข้าหาตัวพร้อมกับกระซิบด้วยเสียงที่สั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"อย่าปล่อยมือผม... เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของหัวใจ แต่มันคือเรื่องความเป็นตายของเราทั้งคู่!"
---
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับรอยจำที่ลมพัดหวนคืนกลับมานะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สายลมแผ่วเบา
ในวันที่ลมพัดหวนคืนสู่รอยจำ•ตอนที่ 4
งานเลี้ยงรุ่นที่ขมขื่น
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดหวนคืนสู่รอยจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!