ในวันที่ลมพัดหวนคืนสู่รอยจำ•ตอนที่ 5

ใต้เงาของต้นไม้ใหญ่

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
"ถ้าคุณไม่มีอะไรจะพูด ก็กรุณาถอยออกไปครับ ผมกำลังจะเดินผ่าน" น้ำเสียงของธามไม่ได้กระด้าง แต่มันเย็นเยียบจนคนฟังรู้สึกเหมือนถูกแช่แข็ง รินรดาสะดุ้งเล็กน้อย เธอยืนขวางอยู่ใต้ร่มเงาของต้นจามจุรีใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาจนบดบังแสงไฟสลัวจากถนนหน้าบ้านพักตากอากาศ เธอยังไม่ทันได้เอ่ยคำขอโทษหรือคำทักทายที่ซ้อมมานับร้อยครั้งในใจ แต่เขากลับอ่านเกมขาดและตีเส้นแบ่งกั้นชัดเจนกว่าที่เธอคาดคิด รินรดากระชับผ้าคลุมไหล่แน่นขึ้น พยายามสะกดกลั้นอาการสั่นของมือที่ซ่อนไว้ใต้เนื้อผ้า เธอเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่เธอมองหามาตลอดห้าปี ดวงตาคู่นั้นยังคงมีความสุขุมเช่นเดิม ทว่ากลับว่างเปล่าและห่างเหินราวกับเธอกลายเป็นคนแปลกหน้า "ธาม... เราแค่..." เธอหยุดคำพูดไว้เพียงแค่นั้นเมื่อเห็นเขาก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว ระยะห่างเพียงไม่กี่นิ้วทำให้เธอกลิ่นน้ำหอมจางๆ ประจำตัวเขาอบอวลขึ้นมาในความทรงจำ มันเป็นกลิ่นเดิมที่เธอเคยหลงใหล แต่ในวันนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนเศษแก้วที่บาดลึกอยู่ในใจ ธามนิ่งเงียบ แววตาของเขาไหววูบไปชั่วครู่เมื่อเห็นร่องรอยของความเสียใจที่ฉายชัดบนใบหน้าของหญิงสาว เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้บทสนทนานี้ดำเนินต่อไป ความอดทนที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดหลายปีเพื่อหลบหนีจากอดีตอาจพังทลายลง "ริน... เวลาห้าปีมันมากพอที่จะทำให้คนเราเปลี่ยนไปได้แล้วนะ" เขาพูดเบาๆ เหมือนเป็นการเตือนตัวเองมากกว่าเตือนเธอ "การที่คุณมายืนอยู่ตรงนี้ ในที่ที่ผมพยายามลบมันออกจากแผนที่ชีวิต มันไม่มีประโยชน์อะไรหรอกครับ" "สำหรับธามมันอาจจะไม่มีประโยชน์" รินรดากลั้นใจพูด พยายามคุมน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุด แม้หัวใจจะบีบตัวจนเจ็บแปลบ "แต่สำหรับริน... การได้เห็นว่าคุณยังมีชีวิตอยู่และไม่ได้หายไปไหนจริงๆ มันสำคัญมาก" ธามแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความสุขโดยสิ้นเชิง เขามองไปรอบๆ สวนที่เงียบสงัด ก่อนจะหันกลับมามองเธอด้วยสายตาที่ซับซ้อน มันมีความเจ็บปวด ความโหยหา และความโกรธเคืองที่ซ่อนอยู่ในเงามืดของคิ้วที่ขมวดมุ่น "คุณคิดว่าการกลับมาแบบนี้จะเปลี่ยนความจริงที่ว่าเราเลิกกันไปแล้วได้หรือครับ?" "รินไม่ได้หวังจะให้มันเปลี่ยนไป" เธอสวนกลับ แววตาของเธอสั่นระริก "รินแค่... อยากรู้ว่าตอนนั้น ทำไมคุณถึงทิ้งทุกอย่างไปโดยไม่บอกลาแม้แต่คำเดียว รินมีสิทธิ์จะรู้ไม่ใช่หรือครับ ในเมื่อเราเคย..." "เราเคยเป็นอะไรกันริน?" ธามแทรกขึ้นมาทันที เขาก้าวเข้ามาจนประชิดตัว บีบให้เธอก้าวถอยหลังไปพิงกับลำต้นไม้ใหญ่ มือหนาของเขายันกับลำต้นกั้นทางหนีไว้ "อย่าให้ผมต้องพูดซ้ำเลยครับว่าอดีตมันตายไปตั้งแต่ตอนที่คุณเลือกจะเงียบในวันที่ผมต้องการคุณมากที่สุด" รินรดาชะงักงัน คำพูดนั้นเปรียบเสมือนหอกที่พุ่งตรงเข้าใส่หัวใจ เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าธามมองเหตุการณ์ในวันนั้นแบบนี้ ความเข้าใจผิดที่ขีดเส้นกั้นระหว่างพวกเขาทั้งสองคนกำลังจะถูกขุดขึ้นมาในจังหวะที่ไม่เหมาะสมที่สุด ในเสี้ยววินาทีนั้น เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางเดินหินอ่อนที่นำไปยังตัวบ้าน เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นอย่างเป็นจังหวะที่บ่งบอกถึงความมั่นใจของเจ้าของมัน รินรดาหันไปมองตามเสียงนั้นด้วยความตระหนก และเมื่อเห็นร่างระหงของมินตราที่เดินตรงเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่ดูอ่อนหวานผิดปกติเธอก็รู้สึกเหมือนลมหายใจขาดห้วง มินตราหยุดยืนอยู่ห่างจากทั้งคู่ไม่กี่ก้าว สายตาของเธอปรายมองรินรดาด้วยความรู้สึกเหนือกว่า ก่อนจะก้าวเข้าไปคล้องแขนธามอย่างถือวิสาสะ "ธามคะ... คุยธุระเสร็จหรือยังคะ? อากาศข้างนอกเริ่มเย็นแล้ว เดี๋ยวคุณจะป่วยเอาได้นะ" มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงทอดหวาน ทว่าสายตาที่จ้องมองรินรดานั้นกลับแฝงไปด้วยความเยือกเย็นที่ไม่มีใครสังเกตเห็นนอกจากตัวเธอ ธามไม่ได้ปฏิเสธการสัมผัสของมินตรา เขายืนนิ่งราวกับรูปปั้น รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังถล่มลงมาเมื่อเห็นท่าทีที่ดูสนิทสนมของทั้งคู่ หรือนี่คือความจริงที่เธอพยายามปฏิเสธมาตลอดห้าปี? หรือสิ่งที่เธอพยายามตามหามาตลอดนั้น ไม่ได้รอคอยเธออยู่ที่นี่ แต่ถูกเติมเต็มโดยคนที่เธอคิดว่าเป็นเพื่อนสนิทที่สุด มินตราเหยียดยิ้มบางๆ ให้รินรดา ก่อนจะกระซิบข้างหูธามที่ดูแผ่วเบาจนคนนอกไม่มีทางได้ยิน แต่รินรดากลับอ่านปากของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน *'อย่าลืมนะคะว่าวันนี้เราต้องคุยเรื่องงานแต่งงานของเรากันต่อ'* หัวใจของรินรดาเหมือนถูกบีบจนแหลกสลาย เธอถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว ดวงตาสั่นไหวจ้องมองธามเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังและก้าวเดินออกไปจากสวนโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย โดยที่ไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่า ในจังหวะที่เธอก้าวพ้นรัศมีแสงไฟ มือของธามที่เคยอยู่นิ่งกลับกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน และสายตาของเขากำลังมองตามแผ่นหลังเธอไปด้วยความทรมานที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยได้ ทว่าในวินาทีที่รินรดาเกือบจะลับตาไป เธอก็หยุดชะงักลงเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อเธอจากใครบางคนที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของพุ่มไม้ข้างทาง "รินรดา... ถ้าไม่อยากเจ็บปวดไปมากกว่านี้ ก็จงจำไว้ว่าสิ่งที่ตาเห็น อาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมดของวันนั้น!" เสียงนั้นแหบพร่าและคุ้นเคยเกินกว่าที่เธอจะคาดคิด รินรดาหันกลับไปมองในความมืดด้วยความหวาดหวั่น แต่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับไม่ใช่เงาของคน หากแต่เป็นจดหมายฉบับหนึ่งที่ถูกเสียบไว้ที่กิ่งไม้ต้นถัดไป พร้อมกับรอยเลือดสดๆ ที่เปรอะเปื้อนอยู่บนซองจดหมายนั้น! ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความในใจของตัวละครทุกตัวนะครับ แล้วพบกันในตอนถัดไปครับ สายลมแผ่วเบา
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดหวนคืนสู่รอยจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%