"ถ้าเธอจะไปเพราะแค่จะทำตามคำสั่งของพวกเขาก็อย่าไปเลยดีกว่า ริน"
เสียงของมินตรากรีดผ่านความเงียบในห้องนั่งเล่นของรินรดา มันไม่ใช่คำเตือนที่หวังดี แต่มันคือการปักหมุดลงบนความลังเลที่รินรดาพยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเรียบเฉย หญิงสาววางแก้วชาลงบนจานรองจนเกิดเสียงกระทบกันเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเพื่อนสนิทที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาฝั่งตรงข้าม แววตาของมินตราคมกริบราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะของเธอ
"ฉันไม่ได้ไปเพราะคำสั่งใครนะ มินตรา" รินรดาตอบเสียงเรียบ พยายามควบคุมน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุด "ฉันแค่... อยากไปดูให้แน่ใจว่าเรื่องทั้งหมดมันจบลงแล้วจริงๆ"
"จบลงแล้ว?" มินตราแค่นหัวเราะในลำคอ พลางหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาไถหน้าจอไปมา "ถ้ามันจบลงแล้วจริงๆ ทำไมชื่อของธามถึงเป็นชื่อแรกที่เธอเช็กในรายชื่อผู้ร่วมงานล่ะ? ริน... อย่าหลอกตัวเองเลย มันดูน่าสมเพชสำหรับคนที่เป็นเพื่อนกันอย่างฉัน"
รินรดานิ่งงัน ปลายนิ้วของเธอจิกเข้าหากันแน่นจนซีดเผือด ความรู้สึกในอดีตที่พยายามฝังกลบเริ่มสั่นคลอนเหมือนดินที่ถูกน้ำเซาะจนใกล้พังทลาย เธอไม่ได้อยากกลับไปเผชิญหน้ากับความทรงจำที่แตกสลาย แต่ความคิดถึงที่กัดกินใจมานานหลายปีกลับส่งเสียงเรียกร้องดังกว่าเหตุผลใดๆ เธอรู้ดีว่าการตัดสินใจก้าวเข้าไปในงานเลี้ยงรุ่นครั้งนี้เปรียบเสมือนการเดินเข้าสู่พายุที่เธออาจไม่มีวันหลุดออกมาได้
"ฉันแค่อยากรู้ว่าเขาสบายดีไหม" เธอพึมพำแผ่วเบาแทบไม่เป็นภาษา
"เขาสบายดีมาก... ดีจนไม่เหลือที่ว่างให้คนอย่างเธอแล้ว" มินตราวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ แรงกระแทกนั้นราวกับเป็นประกาศิต "แต่ถ้าเธออยากจะเอาตัวไปให้เขาตอกย้ำความผิดพลาดในอดีตอีกครั้ง ฉันก็ไม่มีสิทธิ์ห้าม เชิญเธอไปเป็นตัวตลกในงานเลี้ยงหรูหรานั่นตามสบายเถอะ"
เมื่อมินตราเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกที่รินรดาไม่เคยชอบใจนัก ความเงียบก็กลับมาครองพื้นที่อีกครั้ง หญิงสาวลุกขึ้นเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เธอหยิบชุดเดรสสีเรียบที่แขวนไว้ลึกที่สุดออกมา สัมผัสของเนื้อผ้าที่เย็นเยียบในมือทำให้นึกถึงวันที่ธามเคยบอกว่าสีนี้เหมาะกับเธอที่สุด มันเป็นคำพูดที่ไม่มีน้ำหนักอะไรในสายตาคนอื่น แต่สำหรับรินรดา มันคือกรงขังที่เธอยอมอยู่มาตลอดแปดปี
รินรดาเดินไปที่หน้ากระจก มองเงาสะท้อนของหญิงสาวที่ดูเติบโตขึ้น แววตาที่เคยอ่อนไหวมีร่องรอยของความเข้มแข็งที่สร้างขึ้นจากการถูกทำร้ายซ้ำๆ เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ก้าวแรกของความกล้าในครั้งนี้ไม่ใช่การวิ่งเข้าหาเขา แต่มันคือการกล้าที่จะไปยืนอยู่ต่อหน้าเขาโดยไม่ร้องขอความรักเหมือนเด็กสาวคนเดิมอีกต่อไป
ทว่าในวินาทีที่เธอตัดสินใจหมุนตัวกลับเพื่อจะเตรียมตัวสำหรับการไปงานเลี้ยง เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนเตียงก็แผดเสียงขึ้น หน้าจอที่สว่างวาบเผยให้เห็นชื่อที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นในเวลานี้
'ธาม'
หัวใจของรินรดากระตุกวูบ เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกดรับสาย ความเงียบที่อีกฝั่งส่งมามีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วๆ ที่ดูเหนื่อยล้าเกินกว่าจะเป็นเสียงของชายผู้สมบูรณ์แบบที่ใครต่อใครต่างชื่นชม
"ริน..." เสียงของธามแหบพร่าและสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "ถ้าเธอกำลังตัดสินใจจะมางานเลี้ยงรุ่น... ได้โปรด อย่ามาเลย"
รินรดาขมวดคิ้ว "ทำไมคะ? คุณมีสิทธิ์อะไรมาบอกให้ฉันทำหรือไม่ทำอะไร"
"เพราะถ้าเธอมา..." ธามเว้นวรรคไปนานจนเธอเกือบจะวางสาย "ฉันอาจจะควบคุมตัวเองไม่ให้รั้งเธอไว้ในอ้อมกอดต่อหน้าคนทั้งงานไม่ได้อีกต่อไป"
คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้รินรดาตกใจ แต่มันกลับทำให้เข็มนาฬิกาในห้องดูเหมือนจะหยุดเดินไปชั่วขณะ เธอสัมผัสได้ถึงความสั่นคลอนในน้ำเสียงของเขา ความเย็นชาที่ธามเคยใช้เป็นเกราะป้องกันเริ่มแตกร้าว เหลือเพียงชายหนุ่มที่แบกรับความเจ็บปวดไว้เกินกำลัง
"คุณพูดอะไรของคุณ..." เธอถามเสียงแผ่ว
"มารีเบลล่า โฮเทล ห้องบอลรูมชั้นสี่..." ธามพูดสวนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดราวกับตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ "มาหาฉันก่อนเวลาที่งานเริ่มหนึ่งชั่วโมง ถ้าเธอยังอยากรู้ความจริงที่ฉันเก็บไว้ใต้ภาพลักษณ์บ้าๆ นี่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็จงมา... แต่ถ้าเธอไม่มา ฉันจะถือว่าเราสองคนเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันอีกต่อไป"
เสียงสัญญาณตัดไปทิ้งให้รินรดาถือโทรศัพท์ค้างไว้อย่างไร้จุดหมาย ในขณะที่มืออีกข้างสั่นเทาจนควบคุมไม่อยู่ หัวใจของเธอเต้นรัวราวกับกลองรบที่กำลังจะนำพาเธอไปสู่การตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านเข้ามาปะทะใบหน้าพาให้ความเย็นเยียบซึมลึกไปถึงกระดูก เธอรู้ดีว่าคำเชื้อเชิญของธามไม่ใช่ความรัก แต่มันคือคำประกาศสงครามกับโชคชะตาที่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
รินรดาหยิบกระเป๋าใบเล็กขึ้นมา สูดลมหายใจเข้าปอดเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินก้าวออกจากห้องไปโดยไม่หันหลังกลับมามองเงาตัวเองในกระจกอีกเลย เธอรู้ดีว่าก้าวที่เธอกำลังจะเดินไปหาเขา ไม่ใช่ก้าวแรกของการเริ่มต้นใหม่ แต่มันอาจเป็นก้าวสุดท้ายที่เธอจะเหลือศักดิ์ศรีไว้ให้กับตัวเอง
ทว่าเมื่อรถหรูคันหนึ่งแล่นผ่านหน้าเธอไปพร้อมกับกระจกที่ลดลงเพียงเล็กน้อย เผยให้เห็นใบหน้าของมินตราที่นั่งอยู่เคียงข้างใครบางคนซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน... แต่เป็นผู้ชายที่เพิ่งจะโทรศัพท์มาบอกให้เธอไปหาเขาที่โรงแรมคนเดียว
รินรดายืนนิ่งอยู่กลางทางเท้า ในขณะที่โลกทั้งใบดูเหมือนจะหมุนคว้างไปต่อหน้าต่อตา ทุกสิ่งที่เธอเคยเชื่อใจกลับกลายเป็นเพียงหมากในกระดานที่ถูกจัดวางไว้อย่างแยบยล เธอจะเดินหน้าต่อเข้าสู่กับดักที่เขาวางไว้ หรือจะหันหลังกลับก่อนที่ความจริงจะกลายเป็นมีดที่กรีดหัวใจเธอให้ขาดสะบั้น
ร่วมเดินทางผ่านความสับสนและความจริงที่กำลังจะถูกเปิดเผยไปกับผมในตอนถัดไปนะครับ
ด้วยความปรารถนาดีจากใจ
สายลมแผ่วเบา
ในวันที่ลมพัดหวนคืนสู่รอยจำ•ตอนที่ 20
ก้าวแรกของความกล้า
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดหวนคืนสู่รอยจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!