ในวันที่ลมพัดหวนคืนสู่รอยจำ•ตอนที่ 10

กำแพงที่ก่อไว้

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
“ถ้าคุณยังก้าวเข้ามาใกล้กว่านี้ ผมเกรงว่าเราคงไม่มีเส้นขนานให้เดินเคียงกันอีกต่อไปนะครับ” คำพูดนั้นไม่ได้ถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด ทว่ามันกลับหนักแน่นและเฉียบขาดจนคนฟังอย่างธามต้องชะงักฝีเท้า รินรดายืนนิ่งอยู่หน้าบานประตูไม้โอ๊คที่เพิ่งปิดลง มือของเธอยังคงกำลูกบิดไว้แน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดนูน แม้จะไม่ได้หันไปเผชิญหน้ากับดวงตาคู่นั้น แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างสูงที่ยืนห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ธามไม่ได้ตอบในทันที ความเงียบงันในห้องทำงานส่วนตัวของเขาบีบคั้นจนแทบขาดใจ กลิ่นอายของน้ำหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นกระดาษเก่าๆ ที่คุ้นเคยกลับกลายเป็นอาวุธที่ทิ่มแทงหัวใจของรินรดาให้สั่นไหว “ผมแค่ต้องการคำอธิบาย ริน... เรื่องที่มินตราพูดเมื่อวาน คุณต้องการจะบอกว่ามันไม่มีความหมายอะไรเลยจริงๆ หรือครับ?” ธามเอ่ยถาม เสียงของเขาทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยร่องรอยของความตัดพ้อ รินรดาหลับตาลงแน่น เธอพยายามสูดลมหายใจเพื่อเรียกสติที่กำลังกระเจิดกระเจิงกลับมา การจะปกป้องกำแพงที่เธอเพียรสร้างขึ้นมาตลอดหลายปีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเมื่อคนที่ยืนอยู่ข้างหลังคือคนที่เธอพยายามจะลืมมาตลอดชีวิต “ความหมายของมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าฉันคิดอย่างไร แต่มันขึ้นอยู่กับว่าสถานะของเราในตอนนี้คืออะไรต่างหากครับ คุณธาม” เธอหันกลับไปเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาคู่สวยที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับเรียบนิ่งราวกับผืนน้ำที่ไร้คลื่นลม “เราต่างก็รู้ดีว่าเส้นแบ่งตรงนี้มันขีดไว้หนาแค่ไหน อย่าพยายามทลายมันด้วยความรู้สึกชั่ววูบของคุณเลยนะครับ มันจะทำให้เราเจ็บปวดกันเปล่าๆ” ธามจ้องมองเธอ แววตาของเขามีความรวดร้าวที่พยายามซ่อนเร้นเอาไว้ภายใต้ใบหน้าสุขุม “คุณกำลังบอกว่ากำแพงที่คุณก่อไว้ มันแข็งแกร่งกว่าความปรารถนาในใจคุณงั้นหรือครับ? คุณกำลังหลอกตัวเองว่าไม่ได้รู้สึกอะไร ทั้งที่มือของคุณ... มันกำลังสั่นอยู่เลยนะ” รินรดารีบปล่อยมือจากลูกบิดแล้วซ่อนมือทั้งสองข้างไว้ใต้แผ่นหลังทันที ความร้อนผ่าวแล่นริ้วไปทั่วใบหน้า เธอเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด “ความรู้สึกเป็นเรื่องของหัวใจ แต่ชีวิตจริงมันเป็นเรื่องของเหตุผลครับ และเหตุผลของฉัน... คือการรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ในที่ที่มันควรจะเป็น” “ที่ที่มันควรจะเป็น... หรือที่ที่คุณขังตัวเองไว้เพื่อไม่ให้ต้องยอมรับความจริงกันแน่ครับ?” ธามก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกหนึ่งจังหวะ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ รินรดาผงะถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้องโดยอัตโนมัติ ธามวางมือลงบนผนังข้างๆ ศีรษะของเธอ เป็นการกักขังเธอไว้ในวงล้อมของเขาโดยสมบูรณ์ กลิ่นกายของเขารุนแรงขึ้นจนรินรดาต้องกลั้นหายใจ หัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก ความอ่อนแอที่เธอเพียรซ่อนไว้กำลังถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง “คุณกลัวอะไรครับริน? กลัวว่าถ้าข้ามเส้นนี้มา คุณจะไม่มีวันได้กลับไปเป็นคนเดิม? หรือกลัวว่าผมจะไม่ใช่คนที่คุณจะฝากชีวิตไว้ได้ในวันข้างหน้า?” “ฉันกลัวความคาดหวังครับ!” รินรดาตะโกนออกมาเบาๆ แต่มันกลับก้องกังวานในความรู้สึกของทั้งคู่ “ความคาดหวังที่บ้านของคุณมีต่อคุณ ความกดดันที่คุณแบกไว้... คุณคิดหรือว่าฉันไม่เห็น? ถ้าวันหนึ่งความรู้สึกของเรามันกลายเป็นภาระที่หนักอึ้งขึ้นมา ใครจะเป็นคนแบกมันครับ? คุณ หรือผม?” คำถามนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลงบนกลางใจของธาม เขาชะงักไป ความมั่นใจที่เคยมีมลายหายไปในพริบตา เมื่อรินรดาพูดจี้จุดที่เขาพยายามหลบเลี่ยงมาตลอดชีวิต คือความขลาดเขลาที่ไม่อาจยอมรับความรักได้เพียงเพราะเงื่อนไขของครอบครัว ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนแทบจะระเบิดออก เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำลายมนต์สะกดและระยะห่างที่เปราะบางลงทันที รินรดาผลักอกธามออกเบาๆ อย่างมีสติ ก่อนจะขยับตัวออกห่างด้วยความรวดเร็ว จัดแจงเสื้อผ้าที่ยับย่นของตัวเองให้เรียบร้อย ธามถอนหายใจยาว พยายามปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ แม้ข้างในจะยังปั่นป่วนไม่ต่างจากพายุ ประตูถูกเปิดออก มินตราก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะไร้เดียงสา ทว่าแววตาของเธอกลับกราดมองทั้งคู่ด้วยความระแวดระวังอย่างไม่ปิดบัง “ขอโทษทีนะจ๊ะที่ขัดจังหวะ แต่พอดีฉันเห็นเอกสารสำคัญที่ธามลืมไว้ที่โต๊ะประชุมน่ะ เลยกะว่าจะเอามาให้... ดูเหมือนฉันจะมาผิดเวลาไปหน่อยหรือเปล่า?” มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหู หากแต่ในแววตากลับมีประกายบางอย่างที่ดูไม่เป็นมิตรนัก เธอหยุดสายตาไว้ที่รินรดานานกว่าปกติ ราวกับจะค้นหาความผิดปกติบางอย่าง รินรดาเลือกที่จะไม่ตอบ เธอเพียงแค่ก้มหัวให้มินตราเบาๆ แล้วเตรียมตัวจะเดินเลี่ยงออกไปจากห้องนี้ แต่จังหวะที่เดินผ่านมินตราไปนั้น มือของรินรดากลับถูกมินตราคว้าไว้แน่น “รินจ๊ะ... ฉันมีเรื่องที่อยากจะคุยกับเธอเป็นการส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องในอดีตที่ฉันเพิ่งนึกออก เรื่องที่เธอน่าจะอยากรู้นะ ว่าทำไมธามถึงไม่เคยเลือกใครได้จริงๆ สักที” รินรดาชะงักกึก ความทรงจำในอดีตที่เธอพยายามฝังกลบไว้ค่อยๆ ผุดขึ้นมาเป็นภาพลางๆ เธอมองไปที่ธาม เห็นเขายืนนิ่งราวกับรูปปั้นที่กำลังแตกร้าว แววตาของธามในวินาทีนี้... มันไม่ใช่ความเศร้าอีกต่อไป แต่มันคือความกลัวอย่างที่สุด เขากำลังกลัวความลับที่จะถูกเปิดเผย... และความลับนั้น อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่พังทลายกำแพงทั้งหมดที่รินรดาเพียรสร้างไว้จนไม่เหลือชิ้นดี ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงติดตามการเดินทางของรินรดาและธามในมุมที่อึดอัดใจที่สุดนี้ด้วยกันนะครับ สายลมแผ่วเบา
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดหวนคืนสู่รอยจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%