ในวันที่ลมพัดหวนคืนสู่รอยจำ•ตอนที่ 8

รอยจำที่ถูกปลุก

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
“เอกสารฉบับนี้คงสำคัญมาก ถึงขนาดที่มินตราต้องพาคนของตระกูลธามมาทวงคืนถึงที่นี่” เสียงของรินรดาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับบรรยากาศภายในร้านกาแฟเล็กๆ กลิ่นเมล็ดกาแฟคั่วบดที่เคยให้ความรู้สึกอบอุ่น บัดนี้กลับดูจางหายไปแทนที่ด้วยกลิ่นอายความเย็นเยียบจากชายชุดดำสองคนที่ยืนตระหง่านอยู่ด้านหลังมินตรา มินตราไม่ได้ตอบในทันที เธอเพียงคลี่ยิ้มบางๆ ที่ดูไม่ถึงดวงตา ก่อนจะวางซองเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะไม้ตัวเก่า เสียงกระดาษกระทบพื้นผิวไม้ดัง ‘ปึก’ ฟังดูหนักแน่นและเย็นเยียบประหนึ่งเสียงตัดสินชะตาชีวิต “อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าฉันมาเพื่อทวงคืนสิริน” มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแววตาของเธอกลับจับจ้องไปที่รินรดาด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก “บางครั้งสิ่งที่อยู่ในนี้ อาจเป็นสิ่งที่เธอควรได้รับรู้เพื่อจะได้ตัดสินใจถูกว่า... การถอยออกมาตอนนี้ มันคือความเมตตาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เธอจะมอบให้เขาได้” รินรดานิ่งงัน มือที่กำชายเสื้อของตัวเองแน่นเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย เธอไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่ทุกครั้งที่ชื่อของ ‘ธาม’ เข้ามาเกี่ยวข้อง หัวใจของเธอก็มักจะทำหน้าที่เกินคำสั่งเสมอ ในขณะนั้นเอง เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเข้ม ธามก้าวเข้ามาด้วยท่าทางสุขุมนิ่งสนิท ทว่าทันทีที่ดวงตาคู่คมของเขาปะทะกับภาพตรงหน้า เขาก็หยุดชะงัก สายตาเลื่อนผ่านมินตราไปหยุดอยู่ที่ใบหน้าของรินรดาเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นความเรียบเฉยที่ไร้ที่ติ “ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่พวกคุณควรจะมาสร้างความวุ่นวาย” ธามเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาราบเรียบแต่ทรงพลังจนชายชุดดำสองคนต้องก้มหัวให้โดยอัตโนมัติ “ธาม...” มินตราเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง แฝงความออดอ้อนอย่างที่รินรดาไม่เคยทำได้ “ฉันแค่เอาเอกสารที่จำเป็นต้องใช้ในการจัดการมรดกมาให้รินน่ะค่ะ เผื่อว่าเธออยากจะพิจารณาข้อเสนอที่ตระกูลเราเตรียมไว้ให้” ธามเดินเข้ามาใกล้โต๊ะมากขึ้น กลิ่นน้ำหอมจางๆ ประจำตัวของเขาที่รินรดาคุ้นเคยดีลอยมาแตะจมูก มันเป็นกลิ่นของไม้หอมผสมความเย็นของลมหนาวที่ทำให้ใจสั่นไหว เขาไม่ได้สนใจซองเอกสารบนโต๊ะ แต่กลับมองรินรดาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... มันไม่ใช่สายตาเย็นชาเหมือนที่เคยเป็น แต่มีความลังเลบางอย่างซ่อนอยู่ “ริน... คุณได้อ่านมันหรือยังครับ?” ธามเอ่ยถาม ประโยคของเขาเรียบง่าย แต่น้ำเสียงที่ใช้กลับมีความนุ่มนวลอย่างประหลาด รินรดาสบตากับเขา ความเงียบระหว่างคนทั้งสองดูจะยืดยาวออกไป เธอสังเกตเห็นว่าธามมีนิสัยบางอย่างที่เริ่มแสดงออกมาเวลาเขาอึดอัด... เขามักจะใช้ปลายนิ้วโป้งกดลงบนข้อนิ้วชี้เบาๆ เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ เป็นท่าทางที่เธอเคยเห็นเขาทำเมื่อตอนที่เขารู้สึกกังวลใจในอดีต ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอจำได้แม่นยำแม้เวลาจะล่วงเลยมานาน “รินยังไม่ได้อ่านค่ะ” เธอตอบพลางกลืนก้อนแข็งๆ ลงคอ “และรินคิดว่า... ไม่จำเป็นต้องอ่านด้วย” ธามขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบซองเอกสารนั้นขึ้นมาเสียเอง “ถ้าคุณไม่ต้องการอ่าน งั้นผมจะจัดการให้เองครับ มินตรา... กลับไปก่อน ผมมีเรื่องต้องคุยกับรินต่อ” มินตราเม้มปากแน่น ความโกรธแค้นวูบผ่านนัยน์ตาเพียงชั่วครู่ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มประดิษฐ์ “ก็ได้ค่ะธาม ถ้าคุณว่าอย่างนั้น” เมื่อร่างของมินตราและคนติดตามลับสายตาไปจากร้าน ความเงียบที่เหลืออยู่กลับอบอวลไปด้วยความรู้สึกที่อัดอั้น ธามไม่ได้วางเอกสารลงที่เดิม แต่เขากลับถือมันไว้แน่น สายตาของเขาเปลี่ยนไป เขามองรินรดาเหมือนกำลังมองภาพวาดที่เขาลืมเลือนไปนานว่ามันมีความหมายต่อหัวใจมากเพียงใด “คุณยังจำท่าทางนี้ของผมได้อยู่สินะ” ธามเอ่ยขึ้นเบาๆ ในขณะที่นิ้วโป้งยังคงขยับไปมาบนนิ้วชี้ รินรดาชะงัก เธอพยายามหลบสายตา แต่ก็ทำไม่ได้ “มันเป็นนิสัยที่... ดูไม่สมกับคุณเลยนะคะ ธาม” “มันเป็นนิสัยที่ผมมีแค่ตอนอยู่กับคนที่ผมเชื่อใจเท่านั้นครับ” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มลึกขึ้น และก้าวเข้ามาในระยะที่ใกล้จนรินรดารู้สึกถึงไออุ่นจากกายเขา ธามโน้มตัวลงมาเล็กน้อย สายตาของเขาจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว เหมือนเขากำลังมองหาคำตอบที่ค้างคาใจมาหลายปี “ริน... ถ้าผมบอกว่าเหตุผลที่ผมพยายามผลักไสคุณออกไป ไม่ใช่เพราะผมไม่รู้สึกอะไร แต่เป็นเพราะผมกลัวว่าวันหนึ่งเมื่อผมไม่เหลืออะไรแล้ว ผมจะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะมองหน้าคุณ... คุณจะเชื่อไหมครับ?” หัวใจของรินรดากระตุกวูบ คำพูดนั้นเปรียบเสมือนกุญแจที่ไขรอยจำที่ถูกปิดตาย เธอจำได้ดีว่าธามในอดีตเคยอ่อนโยนเพียงใด และในตอนนี้... เขากลับดูเหมือนชายหนุ่มที่กำลังสำนึกในความผิดพลาดของตัวเองอย่างแสนสาหัส “คุณไม่จำเป็นต้องมีสิทธิ์อะไรทั้งนั้นธาม” รินรดากระซิบ น้ำตาคลอเบ้า “เพราะต่อให้คุณไม่มีอะไรเลย ในสายตาริน... คุณก็ยังเป็นคนเดิม” ธามนิ่งไปราวกับถูกมนต์สะกด เขายื่นมือออกไปเหมือนจะสัมผัสใบหน้าของเธอ แต่ในวินาทีที่ปลายนิ้วของเขาเกือบจะแตะผิวแก้ม เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของเขาก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศนั้นลง ธามหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ใบหน้าของเขาเปลี่ยนสีไปทันที เขารีบก้าวถอยห่างจากรินรดา สีหน้าที่เคยมีความอ่อนโยนเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาที่มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว เขากดรับสายด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย “ว่ายังไงนะ... ใครเป็นคนสั่ง?” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปเป็นโทนที่รินรดาไม่เคยได้ยินมาก่อน มันทั้งแหบพร่าและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เขาวางสายแล้วหันมามองรินรดาด้วยสายตาที่แตกสลาย “ริน... มินตราไม่ได้มาคนเดียว เอกสารในนั้นไม่ใช่เรื่องมรดก แต่มันคือสัญญาฉบับสุดท้ายที่พ่อผมทำไว้กับครอบครัวคุณ ก่อนที่คุณจะย้ายออกจากเมืองนี้ไปเมื่อสิบปีก่อน” รินรดาเบิกตากว้าง สัญญาฉบับนั้นที่เธอคิดว่าถูกเผาทิ้งไปหมดแล้วตั้งแต่เหตุการณ์คืนนั้น “คุณหมายความว่ายังไง... ธาม?” “มันไม่ได้ถูกเผาครับ” ธามพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “และตอนนี้... คนที่ถือสิทธิ์ทั้งหมดในที่ดินผืนนี้ และรวมถึงสัญญาชีวิตที่ผูกมัดคุณไว้กับตระกูลผม ไม่ใช่มินตรา... แต่เป็น ‘เขา’ คนที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้วในอุบัติเหตุครั้งนั้น” ประตูหน้าร้านถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของชายชราในชุดสูทสีเทาหม่นที่ก้าวเข้ามา ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วงภายนอกร้าน เขายกไม้เท้าขึ้นเคาะพื้นเบาๆ สองครั้งก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกของรินรดาดิ่งลงสู่ความมืดมิด “ในที่สุด... ข้าก็ได้กลับมาทวงสิ่งที่ควรจะเป็นของข้าคืนเสียที” รินรดารู้สึกเหมือนลมหายใจของเธอหยุดชะงักไปในทันที เพราะใบหน้าภายใต้หมวกปีกกว้างนั้นคือคนที่เธอไม่มีวันลืมเลือนไปจากความทรงจำ... คนที่ทำลายชีวิตเธอตั้งแต่วันที่ลมพัดหวนคืนสู่รอยจำครั้งแรก --- หวังว่าเรื่องราวในบทนี้จะทำให้ทุกท่านสัมผัสได้ถึงความสั่นไหวในหัวใจของตัวละครนะครับ ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับรินรดาและธามในทุกบรรทัดครับ สายลมแผ่วเบา
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดหวนคืนสู่รอยจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%