กลิ่นอับชื้นของห้องเช่าขนาดเล็กในย่านชานเมือง ไม่เคยอยู่ในสารบบความทรงจำของคีรินทร์ ประธานหนุ่มผู้ใช้ชีวิตอยู่บนเพนต์เฮوسต์หรูใจกลางมหานคร ทว่าเวลานี้ ร่างสูงสง่าในชุดสูททอมฟอร์ดราคาแพงกลับยืนนิ่งสนิทอยู่หน้าประตูห้องหมายเลข 404 มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาคู่คมกวาดมองป้ายหมายเลขห้องสลับกับรอยคราบสนิมที่ลูกบิดประตูด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
ความเงียบงันในตึกเก่าโทรมแห่งนี้ช่างบาดลึกหัวใจ ยิ่งตอกย้ำความจริงที่ว่า... พิมพ์มาดาหายไปแล้ว เธอทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง รวมถึงข้อเสนอและข้อตกลงบ้าๆ ที่เขาเคยใช้ล่ามโซ่เธอไว้
"คุณพิมพ์ไม่อยู่หรอกค่ะคุณคีย์..." เสียงของป้าเจ้าของหอพักดังขึ้นทำลายความเงียบ แกยืนถือพวงกุญแจเก่าๆ ไว้ในมือ สีหน้าเต็มไปด้วยความระแวงระปนเกรงกลัวอำนาจมืดที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่มตรงหน้า "แกเพิ่งลากกระเป๋าออกไปเมื่อตอนตีสอง เรียกแท็กซี่ไปไหนก็ไม่รู้... คุณท่านเล่นประกาศิตซะขนาดนั้น ใครจะกล้าอยู่รับกรรมต่อล่ะคะ"
คีรินทร์หันขวับไปมอง สายตาดุดันคมกริบราวกับใบมีดโกนทำเอาป้าเจ้าของหอต้องผถอยหลังกรูด "เธอไม่ได้บอกอะไรไว้เลยเหรอ?" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดไรฟัน มันไม่ใช่แค่ความหงุดหงิด แต่มันคือความกระวนกระวายใจระดับวิกฤตที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต
"ไม่มีค่ะ... แกบอกแค่ว่า ต่อให้ต้องไปเริ่มต้นใหม่ไกลถึงสุดขอบโลก แกก็จะไม่ยอมกลับไปเป็นนกในกรงทองของใครอีกเด็ดขาด"
คำพูดนั้นแทงเข้าที่กลางใจของ "หมาโบ้" ผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อสิ่งใด คีรินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากแต่มันกลับไหวระริกด้วยความตระหนก นกในกรงทองงั้นหรือ... เปล่าเลย เขาไม่เคยคิดจะขังเธอไว้ในกรง เขาแค่ต้องการเก็บเธอไว้ในอ้อมแขนต่างหาก แต่เพราะความปากแข็ง ทิฐิ และวิธีรักแบบเผด็จการของเขาเอง ที่ผลักไสให้ผู้หญิงคนเดียวที่เขายอมมอบหัวใจให้ต้องบินหนีเตลิดไปไกลแสนไกล
โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทสั่นครืดคราด คีรินทร์กดรับโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองหน้าจอ
"ท่านประธานครับ! ทีมสืบสวนเจอเบาะแสแล้วครับ!" เสียงเลขาฯ หนุ่มรายงานละล่ำละลัก "คุณพิมพ์ไม่ได้ใช้บัตรเครดิตหรือบัญชีธนาคารส่วนตัวเลย แต่เราเช็คจากกล้องวงจรปิดของการรถไฟ... เธอซื้อตั๋วรถไฟเที่ยวตีสาม มุ่งหน้าสู่ภาคเหนือครับ จุดหมายปลายทางน่าจะเป็นอำเภอเล็กๆ กลางหุบเขาที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเสถียรนัก"
"เตรียมเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวให้ผม เดี๋ยวนี้!"
คำสั่งเด็ดขาดถูกพ่นออกมาทันที ก่อนที่เขาจะตัดสายแล้วสาวเท้าก้าวยาวๆ ลงจากตึกนั้นด้วยหัวใจที่เต้นระรัวเป็นจังหวะกลองรบ
ตลอดเวลาสามสัปดาห์ที่ผ่านมา นับตั้งแต่พิมพ์มาดาก้าวเท้าหายลับไปจากชีวิต คีรินทร์ก็เพิ่งตระหนักได้อย่างเต็มอกว่า คำว่า "ขาดใจ" มันหน้าตาเป็นอย่างไร โลกที่ไม่มีเสียงเถียงคำไม่ตกฟาก ไม่มีรอยยิ้มเยาะหยันจากริมฝีปากอิ่ม และไม่มีแววตาดื้อรั้นคู่นั้น มันช่างว่างเปล่าและไร้สีสันสิ้นดี ไอ้ท่าทีเย่อหยิ่ง จองหอง และปากร้ายที่เขาเคยใช้กลบเกลื่อนความรู้สึกแท้จริง กลายเป็นอาวุธย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเองจนพรุน
รถยนต์หรูพุ่งทะยานผ่านเส้นทางคดเคี้ยวขึ้นสู่ขุนเขา สายหมอกยามบ่ายปกคลุมไปทั่วทัศนียภาพ คีรินทร์นั่งเงียบงันอยู่ที่เบาะหลัง ดวงตาคู่คมจับจ้องไปที่หน้าจอแท็บเล็ตซึ่งแสดงภาพถ่ายล่าสุดของพิมพ์มาดาในอดีต ภาพที่เธอกำลังยืนยิ้มแป้นอยู่หน้าร้านกาแฟเล็กๆ ภาพที่เขาเคยคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ แต่ตอนนี้... เขากลับยอมแลกทุกอย่างบนโลกใบนี้เพื่อให้ได้เห็นรอยยิ้มนั้นอีกครั้งในระยะประชิด
"ใกล้ถึงสถานีปลายทางแล้วครับนาย" บอดี้เอguardหนุ่มด้านหน้าเอ่ยรายงานอย่างระมัดระวัง
คีรินทร์พยักหน้ารับช้าๆ เขาขยับเนกไทใน
เมื่อรถจอดสนิทหน้าสถานีรถไฟชนบทขนาดเล็ก บรรยากาศเงียบสงบและเรียบง่ายช่างตัดกับความร้อนรุ่มในอกของเขาอย่างสิ้นเชิง คีรินทร์ก้าวลงจากรถ กวาดสายตามองไปรอบตัว ร้านรวงท้องถิ่น ชาวบ้านที่กำลังขนพืชผลทางการเกษตร และกลิ่นอายของดินหลังฝน
เขาเดินสอบถามชาวบ้านอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านพักไม้สีขาวหลังเล็กที่ตั้งอยู่เนินเขาเตี้ยๆ มีแปลงดอกไม้เมืองหนาวปลูกประดับไว้อย่างสวยงาม รอบบ้านเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดสนและเสียงเพลงคลอเบาๆ จากวิทยุเครื่องเก่า
หัวใจของประธานหนุ่มกระหน่ำเต้นรัวรากับจะหลุดออกมานอกอก มือหนายกขึ้นเคาะประตูกลางไม้เก่าๆ สองสามครั้ง
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากด้านใน เสียงก้าวเดินที่เขาจำได้แม่นยำยิ่งกว่าเสียงหัวใจตัวเอง แรงสั่นสะเทือนในอกทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อบานประตูไม้ค่อยๆ ถูกเปิดออกช้าๆ
พิมพ์มาดาในชุดเสื้อกันหนาวไหมพรมตัวโคร่ง กางเกงยีนส์เซอร์ๆ และรวบผมลวกๆ ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเขา ดวงตากลมโตคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าหวานเลือนหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความตกตะลึงระคนไม่พอใจ
"คุณ... มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!" พิมพ์มาดาอุทานออกมาเสียงหลง ขยับตัวจะปิดประตูหนี แต่มีหรือที่คนอย่างคีรินทร์จะยอมเปิดโอกาสนั้น
มือหนาพุ่งออกไปคว้าขอบประตูไว้ได้ทันที แรงผลักอันทรงพลังทำให้ประตูกว้างขึ้น เผยให้เห็นร่างบางที่ถอยหลังกรูดด้วยความตื่นตระหนก คีรินทร์ก้าวล้ำเข้ามาในอาณาเขตของเธอ ปิดประตูลงกลอนเสียงดังสนั่นด้วยความเร็วแสง ก่อนจะรวบเอวบางเข้าหาตัวแล้วกดแผ่นหลังของเธอเข้ากับบานประตูไม้ ปิดกั้นทุกเส้นทางหนี
"คิดจะหนีฉันไปให้พ้นโลกเลยหรือไง... พิมพ์มาดา"
เสียงทุ้มต่ำพร่าพร่ากระซิบชิดริมฝีปากอิ่ม ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรู้สึกได้ แววตาของ "หมาโบ้" ที่ยอมจำนนต่อความพ่ายแพ้ส่องประกายความคลั่งไคล้อย่างชัดเจน ทว่าก่อนที่พิมพ์มาดาจะได้ทันอ้าปากต่อว่าหรือสะบัดหน้าหนี ประตูห้องนอนด้านในก็เปิดผางออกพร้อมกับเสียงใสของใครอีกคนดังขึ้นท่ามกลางความตะลึงงัน
"พี่พิมพ์คะ... ใครมาเหรอ... เอ๊ะ!?"
คีรินทร์ชะงักกึก ดวงตาคมกริบหันขวับไปมองบุคคลที่สามที่ยืนอยู่ตรงธรณีประตูห้องนอน และภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้ลมหายใจของประธานหนุ่มสะดุดกึกทันที เพราะผู้ชายแปลกหน้าที่ยืนถือแก้วกาแฟอยู่ในมือคนนั้น... หน้าตาคล้ายคลึงกับเขาชนิดพิมพ์เดียวกันอย่างกับแกะ!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "นาโนบอทมาสเตอร์" มาจนถึงตอนนี้นะครับ
ดีลลับฉบับคนคลั่งรัก•ตอนที่ 34
เมื่อโบ้เริ่มสำนึก
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคนคลั่งรัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!