เสียงหัวเราะเยาะหยันจากมินตราที่ดังคลอไปกับเสียงเพลงจังหวะนุ่มลึกในเลานจ์หรูระดับไฮ엔ด์ ยังไม่บาดลึกเท่าประกตการณ์ในแววตาของคณินทร์—ผู้ชายที่เธอเคยคิดว่ารู้จักดีที่สุด ทว่าในวินาทีนี้ เขากลับกลายเป็นคนแปลกหน้าผู้ถืออาวุธร้ายกาจที่สุดในมือ
แก้วคริสตัลใสบรรจุของเหลวสีอำพันสั่นไหวตามแรงบีบกระชับของนิ้วเรียวแกร่ง คินน์ปรายตามองธีรดนย์ที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ร่องรอยของความรู้สึกผิดใดๆ ทั้งสิ้น แววตานั้นว่างเปล่าจนน่าใจหาย ราวกับเรื่องราวทั้งหมดที่พวกเขาเคยร่วมสร้าง เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน เป็นเพียงเศษฝุ่นผงที่เขาพร้อมจะปัดทิ้งได้ทุกเมื่อ
"นายคิดจริงๆ เหรอว่าความพยายามน่าสมเพชแบบนี้ มันจะทำให้ฉันชายตาแลมากกว่าเดิม?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เฉียบคมราดรดลงบนหัวใจที่กำลังเต้นระส่ำของธีร์จนเย็นเฉียบ คำถามนั้นไม่ได้มีไว้รอคำตอบ มันคือประโยคพิพากษาที่ตั้งใจกรีดแทงให้จมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งแห่งความเจ็บปวดโดยแท้จริง
ธีร์เม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด ความร้อนผ่าวตีตื้นขึ้นมาที่ขอบตาอย่างน่าอับอาย แต่เขาไม่มีทางยอมปล่อยให้น้ำงี่เง่าหยดนั้นไหลออกมาต่อหน้าผู้หญิงที่ยืนลอบยิ้มสะใจอยู่ข้างกายคินน์เป็นอันขาด มินตรากำลังทำหน้าเหมือนผู้ชนะในเกมเดิมพันที่เธอเป็นคนกำหนดกติกาขึ้นมาเองตั้งแต่แรก
"นั่นสินะครับ..." ธีร์เค้นเสียงหัวเราะแห้งผากออกมาได้คำหนึ่ง รอยยิ้มหยันถูกยกขึ้นประดับริมฝีปากอย่างยากลำบาก ทว่าดวงตากลับวาวโรจน์ด้วยความร้าวราน "ผมมันก็แค่คนโง่คนหนึ่งที่วิ่งตามเกมตลกๆ ของคุณ... สนุกมากไหมล่ะครับที่ได้เห็นผมเป็นตัวตลกแบบนี้?"
"ธีร์..." คินน์ขยับตัวเล็กน้อย กล้ามเนื้อสันกรามขบเข้าหากันจนนูนเด่น แววตาไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาทีราวกับมีบางคำพูดที่จุกแน่นอยู่บริเวณลำคอ แต่ทว่าอีโก้ที่ค้ำคออยู่กลับทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมในการสกัดกั้นมันไว้
"อย่าเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงแบบนั้นเลยครับคุณคินน์" ธีร์สวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบของอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว แม้ข้างในจะแตกสลายจนแทบไม่เหลือชิ้นดีแล้วก็ตาม "ในเมื่อคุณคิดว่าผมมันน่ารำคาญ น่าสมเพช และไม่เคยอยู่ในสายตา... นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป คุณจะไม่ต้องทนเห็นหน้าผมอีกแล้วล่ะครับ"
คำประกาศกร้าวที่เปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงมั่นคง ทว่าสั่นเครือเล็กน้อยในพยางค์สุดท้าย ทำให้แววตาของคินน์เปลี่ยนไปทันที รังสีความเย็นชาแผ่ซ่านรอบตัวเขายิ่งกว่าเดิม สัญชาตญาณความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของที่ถูกกดทับไว้ด้วยความซึนและทิฐิตั้งแต่เริ่มแรก กำลังกรีดร้องรบกวนจิตใจ แต่ทว่าความปากร้ายและนิสัยที่ไม่ยอมลดราวาศอกให้ใครง่ายๆ กลับทำให้เขาเลือกใช้วิธีที่เลวร้ายที่สุดในการรั้งอีกฝ่ายไว้
"พูดได้ดีนี่..." คินน์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกวาดมองร่างโปร่งตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาดูแคลนที่จงใจแสดงออกอย่างชัดเจน "คิดว่าตัวเองเป็นใครถึงกล้ามาประกาศกร้าวใส่ฉัน? คิดเหรอว่าการเดินออกไปจากชีวิตฉันตอนนี้ มันจะทำให้ฉันรู้สึกรู้สาอะไรด้วย? สภาพอย่างนาย... ต่อให้เดินไปร้องไห้คร่ำครวญที่ไหน ก็ไม่มีค่าพอให้ฉันต้องชายตาแลหรอกนะ ธีรดนย์"
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางใจในวันที่ไม่มีแม้แต่ร่มกันฝน ทุกถ้อยคำเชือดเฉือนที่ถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากหยักลึกนั้นคมกริบยิ่งกว่าใบมีด ธีร์รู้สึกราวกับถูกผลักตกจากหน้าผาสูงชัน ร่างกายชาดิกจนแทบก้าวขาไม่ออก หัวใจดวงน้อยกระหน่ำบีบตัวด้วยความเจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ทัน ภาพความทรงจำทั้งหมดที่คินน์เคยแสดงความห่วงใย แม้จะมาพร้อมกับคำพูดขัดหูในอดีต มลายหายวับไปกับตา เหลือไว้เพียงความจริงอันโหดร้ายที่ว่า... สำหรับคินน์แล้ว เขาก็เป็นแค่ของเล่นแก้เบื่อชิ้นหนึ่งจริงๆ
มินตราแอบอมยิ้มอย่างพึงพอใจ มือเรียวยาวเอื้อมไปแตะแขนเสื้อสูทของคินน์เบาๆ เป็นเชิงแสดงความเป็นเจ้าของ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงดัดจริตที่จงใจให้ได้ยินกันทั่ว
"คินน์ใจร้ายจังเลยนะคะ... แต่ก็นะ คนระดับคุณคินน์ จะเอาเวลาที่ไหนมาใส่ใจกับคนประเภทนี้กันล่ะคะ ไปกันเถอะค่ะ บรรยากาศแถวนี้เริ่มน่าเบื่อขึ้นทุกทีแล้ว"
ธีร์สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อกอบกู้เศษซากความเข้มแข็งที่เหลืออยู่เป็นครั้งสุดท้าย มือบางกำแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อสะกดกลั้นความสั่นเทา เขาไม่อยากอยู่ตรงนี้อีกแม้แต่วินาทีเดียว ไม่อยากทนหายใจร่วมกับคนใจร้ายที่เหยียบย่ำหัวใจกันได้อย่างเลือดเย็นแบบนี้
"เชิญตามสบายเลยครับ... ขอให้มีความสุขกับละครฉากเดิมๆ ของพวกคุณก็แล้วกัน"
พูดจบ ธีร์ก็หันหลังกลับทันทีโดยไม่แม้แต่จะชายตากลับมามองคนทั้งสองอีก ขาทั้งสองข้างก้าวฉับๆ ออกจากเลานจ์หรูด้วยความเร็ว แม้ว่าหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้สุดชีวิตจะเริ่มเอ่อล้นทะลักขอบตาลงมาอาบแก้มแล้วก็ตามที เสียงดนตรีบรรเลงเบาๆ คลอไล่หลัง แต่ในหูของเขากลับมีเพียงเสียงคำพูดที่ทำร้ายใจของคินน์วนเวียนก้องกังวานซ้ำไปซ้ำมา
ทว่า... คินน์ที่ยืนมองแผ่นหลังบางที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ กลับไม่ได้รู้สึกเบาใจหรือสะใจอย่างที่ควรจะเป็น ฝ่ามือหนาที่ถือแก้วคริสตัลบีบแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาคมกริบฉายแววตื่นตระหนกวูบหนึ่งเมื่อเห็นหยดน้ำตาที่ร่วงหล่นสะท้อนกับแสงไฟยามค่ำคืนของอีกฝ่าย
*ไอ้บ้าเอ๊ย... นายทำบ้าอะไรลงไปวะคินน์!*
เสียงกรีดร้องในหัวสั่งให้เขารีบก้าวเท้าตามไปคว้าตัวคนดื้อรั้นคนนั้นกลับมาอธิบายให้รู้เรื่อง แต่ทิฐิตัวร้ายกลับตรึงร่างสูงไว้กับที่ พร้อมกับคำทิฐิที่คอยย้ำเตือนว่าเขาเป็นฝ่ายเอ่ยปากไล่ไปเอง จะให้เสียฟอร์มเดินตามง้อตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด
คินน์ยืนนิ่งเป็นรูปปั้น ท่ามกลางความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นในอก ความเงียบงันเริ่มกัดกินพื้นที่ความมั่นใจของเขาจนหมดสิ้น จนกระทั่ง...
"กรี๊ดดด! ช่วยด้วย! เกิดอะไรขึ้นข้างนอกนั่นน่ะ!"
เสียงกรีดร้องแหลมสูงของพนักงานต้อนรับสาวที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในเลานจ์ พร้อมกับเสียงเอะอะโกลาหลจากบริเวณทางเดินด้านหน้า ดึงสติของทุกคนให้หลุดออกจากภวังค์
คินน์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ เขาสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งแล้วก้าวเท้าฉับๆ ออกไปดูสถานการณ์ภายนอกด้วยความหงุดหงิดที่พุ่งสูงปรี๊ด แต่ทว่า... ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าตรงล็อบบี้ทางออก กลับทำให้หัวใจของคณินทร์หยุดเต้นไปชั่วขณะ ลมหายใจสะดุดกึกราวกับถูกกระชากวิญญาณออกจากร่าง
ร่างโปร่งของธีรดนย์กำลังทรุดฮวบคู่ไปกับกองเลือดสีแดงฉานที่ไหลนองพื้น หลังจากเพิ่งก้าวพ้นประตูเลานจ์ออกไปได้ไม่ถึงสิบก้าว ท่ามกลางร่างของชายแปลกหน้าสวมหมวกแก๊ปสีดำที่วิ่งหนีหายลับไปในความมืดพร้อมกับกระเป๋าเอกสารของธีร์!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางร่วมกันมาจนถึงตอนนี้นะคะ!
กับดักรักฉบับร้ายของคุณชายซึน•ตอนที่ 32
คำพูดที่ทำร้ายใจ
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักรักฉบับร้ายของคุณชายซึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!