"หนูธีร์คะ... หน้าตาจิ้มลิ้มถูกใจฉันเสียจริง มิน่าล่ะ ตาคินน์ถึงได้ยอมพาเข้าบ้าน"
ประโยคทักทายของท่านผู้หญิงอรวีร์ มารดาบังเกิดเกล้าของคุณชายซึน ทำเอาอากาศในห้องโถงหรูหราแทบจะแข็งตัวเป็นก้อน ประโยคเรียบง่ายแต่ทรงพลังนั้นพุ่งตรงมาปะทะร่างของฉันจนแทบเซ ถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยอัตโนมัติ สมองที่เคยประมวลผลสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วกลับชัตดาวน์ไปชั่วขณะเมื่อเจอคุณแม่ของคินน์เข้าจังๆ
ฉันลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตากวาดมองใบหน้าของท่านผู้หญิงอรวีร์ที่แม้จะมีอายุตามวัย ทว่าโครงหน้าและดวงตากลับถอดแบบมาจากคินน์อย่างไร้ที่ติ รอยยิ้มพึงพอใจที่ระบายอยู่บนเรียวปากของเธอนั้นชวนให้นึกถึงแมวตัวใหญ่ที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ แต่กลับเต็มไปด้วยความเอ็นดูเสียจนฉันวางตัวไม่ถูก
ส่วนคนข้างกาย...
ฉันแอบชำเลืองมองคณินทร์ที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างกัน ผู้ชายปากร้ายที่เคยต่อปากต่อคำกับฉันได้อย่างฉอดๆ ยามนี้กลับเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเชิดขึ้นด้วยความถือดีบัดนี้กลับเผือดสีลงเล็กน้อยอย่างหาดูได้ยาก ดวงตาคมกริบไหวระริกด้วยความตื่นตระหนกที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่ง
"คุณแม่ครับ..." คินน์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบจนเกือบจะแข็งกระด้างเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า "มาที่นี่ทำไมไม่บอกผมก่อนล่ะครับ?"
"ถ้าบอกแล้วตาคินน์จะยอมให้แม่มาเซอร์ไพรส์หรือคะ?" ท่านผู้หญิงอรวีร์ปรายตามองบุตรชายด้วยรอยยิ้มรู้ทัน ก่อนจะเบนสายตากลับมาที่ฉันแล้วเอื้อมมือมาจับมือฉันไว้เบาๆ ความนุ่มนวลและไออุ่นจากปลายนิ้วของท่านทำให้ฉันสะดุ้งเล็กน้อย "ว่าแต่... ยืนอึ้งอยู่แบบนี้ ชื่อน้องธีร์ใช่ไหมคะลูก? เคยได้ยินตาคินน์บ่นถึง... เอ๊ย เล่าให้ฟังอยู่บ่อยๆ"
*บ่นถึง? คุณชายซึนเนี่ยนะบ่นถึงฉัน?*
ฉันรีบหันขวับไปมองหน้าคินน์ทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความเหลือเชื่อ ขณะที่เจ้าตัวรีบเบือนหน้าหนีไปมองทางอื่น ใบหูข้างที่หันมาทางฉันขึ้นสีแดงจัดอย่างเห็นได้ชัด ปากหยักสวยขยับมุบมิบราวกับกำลังบ่นพึมพำด่าทออากาศธาตุเพื่อกลบเกลื่อนความจำนน
"คุณแม่ครับ อย่าไปฟังเขาพูดมากเลยครับ ธีร์เขาก็แค่... พนักงานฝึกงานกวนประสาทคนหนึ่งเท่านั้นแหละครับ" คินน์รีบแก้ตัวเสียงแข็ง น้ำเสียงกระด้างขึ้นทันทีราวกับกลัวว่าความลับบางอย่างจะหลุดรอดออกมาจากปากมารดา
"อ๋อเหรอคะ... พนักงานฝึกงานที่ไหนเขาพามาดินเนอร์ใต้แสงเทียน แถมยังยืนเถียงกันจนบ้านแทบแตกเล่า" ท่านผู้หญิงอรวีร์เลิกคิ้วขึ้นอย่างหยอกล้อ ทำเอาคินน์ถึงกับใบหน้ากระตุก วินาทีนั้นฉันเกือบจะหลุดขำออกมากับท่าทีเสียอาการของคุณชายผู้เย่อหยิ่ง ทว่าความกดดันรอบตัวก็ทำให้ต้องสงบปากสงบคำไว้
บรรยากาศความตึงเครียดเจือความปั่นป่วนในหัวใจดำเนินอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่ท่านผู้หญิงจะขอตัวขึ้นไปพักผ่อนบนห้องรับรอง โดยไม่ลืมที่จะเอ่ยปากชั่งใจให้ฉันอยู่ทานมื้อค่ำด้วยกัน ทิ้งให้ฉันกับคินน์ยืนจ้องหน้ากันอยู่ในห้องโถงกว้างที่เงียบสงบลง
"นายนะนาย..." ฉันหันไปแหวใส่ทันทีที่ลับร่างของผู้เป็นแม่ "ทำไมไม่บอกฉันก่อนว่าคุณแม่จะมา? เกือบทำให้ฉันช็อกตายคาที่แล้วรู้ไหม!"
"ฉันจะไปรู้ล่ะยายเตี้ย!" คินน์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงห้วนจัดตามสไตล์คนฟอร์มจัด แต่ดวงตากลับหลบวูบไม่กล้าสบตาตรงๆ "ใครจะไปคิดว่าผู้หญิงคนนั้นจะว่างมาเยี่ยมลูกชายถึงคอนโดฯ กันเล่า ปกติเอาแต่เดินทางไปต่างประเทศตลอด"
"ปากแข็งชะมัด..." ฉันพึมพำเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก อย่างน้อยที่สุด การพบกันครั้งแรกกับแม่ของเขาก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่จินตนาการไว้... แม้ว่าท่านจะรู้ทันความสัมพันธ์ประหลาดของเราแล้วก็ตามที
ผ่านพ้นค่ำคืนอันน่าตื่นระทึกไปได้ วันทำงานปกติก็เวียนกลับมาเยือนอีกครั้ง
บรรยากาศในออฟฟิศช่วงบ่ายวันศุกร์คึกคักเป็นพิเศษ เสียงพิมพ์คีย์บอร์ดและเสียงพูดคุยเรื่องโปรเจกต์ใหม่ดังระงมไปทั่วพื้นที่โล่งกว้าง ฉันกำลังงุ่นอยู่กับการตรวจแก้เอกสารกองโตบนโต๊ะทำงาน โดยมีหน้าจอคอมพิวเตอร์เปิดกราฟิกตัวเลขพะเนินเทินทึก จนกระทั่งเงาร่างสูงโปร่งของใครบางคนทาบทับลงมาบนโต๊ะ
"น้องธีร์ครับ... สไลด์พรีเซนต์ของฝ่ายการตลาดบทสรุปสุดท้าย ตรงหน้าสิบสองนี่ปรับแก้ตามที่พี่บอกหรือยังเอ่ย?"
เสียงทุ้มนุ่มนวลของ 'กรณ์' พี่เลี้ยงหนุ่มหล่อประจำแผนกดังขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มเป็นมิตรที่มักจะส่งมาให้ฉันเสมอ กรณ์เป็นรุ่นพี่ร่วมสำนักงานที่ค่อนข้างอัธยาศัยดีและคอยช่วยเหลือฉันตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาทำงานที่นี่ แถมช่วงหลังๆ เขายังมักจะหาเรื่องมาพูดคุยด้วยบ่อยเป็นพิเศษจนคนในแผนกเริ่มแซวกันหนาหู
เงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร ฉันก็ส่งยิ้มหวานให้เขาตามมารยาท "เรียบร้อยแล้วค่ะพี่กรณ์ เดี๋ยวธีร์ส่งไฟล์ให้อีเมลนี้นะคะ"
"ยอดเยี่ยมมากครับ น่ารักแบบนี้สิพี่ถึงได้เอ็นดู" กรณ์หัวسเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดี พร้อมกับยื่นมือถือเข้ามาใกล้ "ว่าแต่เย็นนี้ว่างไหมครับ? พอดีมีร้านอาหารเปิดใหม่แถวอารีย์ พี่กะว่าจะชวนเราไปลองชิม... ถือเป็นการฉลองที่โปรเจกต์ผ่านฉลุยด้วย"
ฉันกะพริบตาปริบๆ กำลังจะอ้าปากปฏิเสธเพราะเกรงใจและกลัวเจ้ากรรมนายเวรแถวนี้จะหูทิพย์ ทว่ายังไม่ทันที่คำพูดจะหลุดรอดจากเรียวปาก ร่างสูงตระหง่านคุ้นตาในชุดสูทสีเข้มไร้ที่ติก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนขนาบข้างโต๊ะทำงานของฉันอย่างกะทันหัน
อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย
"งานการไม่มีทำกันหรือไงครับ ถึงได้มายืนสุมหัวกันอยู่ในเวลาทำการแบบนี้?"
น้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกพ่นออกมาจากปากของคินน์ เจ้าตัวยืนกอดอก ใบหน้าคมคายบึ้งตึงจนแทบจะเป็นยักษ์เป็นมาร ดวงตาคมกริบกวาดมองฉันสลับกับกรณ์ด้วยแววตาดุดันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
กรณ์ชะงักไปเล็กน้อยด้วยความงุนงง หันไปมองหน้าท่านรองประธานบริษัทผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและเข้าถึงยาก ก่อนจะโค้งศีรษะให้อย่างนอบน้อมตามมารยาท "เอ่อ... ขอประทานโทษครับท่านรอง พอดีผมมาคุยเรื่องงานกับน้องธีร์นิดหน่อยครับ"
"คุยงานหรือจีบงานครับ ถึงต้องโน้มตัวเข้าไปใกล้ขนาดนั้น?" คินน์สวนกลับทันที น้ำเสียงเจือกระแสความหึงหวงที่เจ้าตัวคงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันแสดงออกมาชัดเจนขนาดไหน นัยน์ตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่มือของกรณ์ที่เกือบจะแตะโดนโต๊ะทำงานของฉัน
ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง รีบดันเก้าอี้ถอยหลังเล็กน้อยแล้วเงยหน้ามองคนตัวสูงที่ยืนหน้าดำคร่ำเครียดอยู่ข้างๆ *นี่เขาเป็นบ้าอะไรอีกเนี่ย? อยู่ๆ ก็เดินมาพ่นพิษใส่คนอื่นกลางออฟฟิศ!*
"ท่านรองคะ... นี่เวลางานนะคะ พี่กรณ์เขาก็แค่มารàานเรื่องงาน..." ฉันรีบเอ่ยปรามเสียงเบา กลัวว่าผู้บริหารหนุ่มจะสติแตกพาลไล่คนอื่นออกกลางอากาศ
"เงียบไปเลยธีร์!" คินน์หันมาตวัดสายตาคมกริบดุใส่ฉันทันที น้ำเสียงเข้มจัดเจือความหงุดหงิดระคนน้อยใจ "เธอมีหน้าที่ทำงาน ไม่ใช่มานั่งยิ้มระรื่นรับคำชวนไปเดทของใครหน้าไหนทั้งนั้น!"
คำว่า *'เดท'* ลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ ทำเอาพนักงานโต๊ะข้างๆ ถึงกับชะืองมือจากการพิมพ์แล้วหันมามองเป็นตาเดียว กรณ์หน้าเจื่อนลงเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะแห้งๆ เพื่อรักษาบรรยากาศ "เอ่อ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับน้องธีร์ ไว้ค่อยคุยกันใหม่นะ"
พูดจบ กรณ์ก็รีบสาวเท้าเดินเลี่ยงหายลับไปจากรัศมีรัศมีพิโรธของคุณชายซึนทันที ทิ้งให้ฉันนั่งอ้าปากค้างด้วยความโมโห ขาดสติจนเผลอลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับเขาโดยไม่เกรงกลัวบารมีผู้บริหารอีกต่อไป
"คุณคินน์! คุณเป็นบ้าอะไรเนี่ย อยู่ๆ ก็มาไล่แขกแถมยังพูดจาหาเรื่องชาวบ้านเขา!" ฉันแหวใส่เสียงดังลั่น กระแทกแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะจนกระดาษกระจัดกระจาย
คินน์ไม่ตอบ เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวฉันอย่างรวดเร็ว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสานกับความร้อนรุ่มที่แผ่ออกมาจากตัวเขาทำให้ฉันต้องผถอยหลังจนสะโพกชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงาน แผ่นอกกว้างกั้นขวางทางหนีไว้ทุกด้าน ขณะที่มือหนาสองข้างค้ำยันขอบโต๊ะไว้ กักขังฉันให้อยู่ในอาณัติของเขาอย่างเบ็ดเสร็จ
ดวงตาสีเข้มคู่นั้นดุดัน ทว่าลึกซึ้งและสั่นไหวอย่างรุนแรงยามจ้องมองริมฝีปากที่กำลังขยับเถียงเขาฉอดๆ
"ใช่! ฉันมันบ้า!" คินน์ก้มหน้าลงมาจนปลายจมูกของเราเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มของฉันจนหัวใจเต้นรำระส่ำระสาย "บ้าเพราะเห็นเธอยิ้มให้ไอ้หน้าอ่อนนั่น! บ้าเพราะทนไม่ได้เวลาเห็นใครมาทำท่าทางระริกาะรี้ใส่คนของฉัน!"
ฉันชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก สมองขาวโพลนไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำว่า *'คนของฉัน'* หลุดออกมาจากปากผู้ชายซึนที่มักจะปฏิเสธความรู้สึกตัวเองมาตลอด
"คะ... ใครเป็นคนของคุณกันเล่า พูดจาเพ้อเจ้ออะไรเนี่ย ถอยไปนะ!" ฉันพยายามใช้มือดันแผ่นอกแกร่งให้ออกห่าง แต่เจ้าตัวกลับยิ่งโน้มตัวลงมาใกล้กว่าเดิม ราวกับจะผนึกคำพูดทั้งหมดของฉันให้กลืนหายลงไปในลำคอ
คินน์โน้มใบหน้าเข้ามาจนชิดริมฝีปากของฉัน ดวงตาคมกริบพินิจพิเคราะห์ทุกตารางนิ้วบนใบหน้าของฉันด้วยความโหยหาและหวงแหนอย่างปิดไม่มิด
"ปากบอกว่าไม่ใช่... แต่ทำไมหัวใจเธอถึงเต้นดังขนาดนี้ล่ะ หืม... ธีรดนย์?"
เสียงกระซิบพร่าต่ำดังอยู่ชิดริมฝีปาก ปลายจมูกโด่งรั้นคลอเคลียอยู่ข้างแก้มของฉันอย่างถือวิสาสะ จังหวะนั้นเองที่ทุกสรรพเสียงรอบตัวคล้ายจะเงียบงันลงเหลือเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นโครมครามประสานกัน
ทว่า... ก่อนที่ฉันจะได้อ้าปากเถียงหรือผลักไสร่างสูงออกไป ประตูห้องกระจกทำงานของแผนกก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงรองเท้าส้นสูงที่กระทบพื้นดัง *'คลิก... คลิก...'* เข้ามาใกล้
"คินน์คะ! แย่แล้วค่ะ... มินมีเรื่องสำคัญมาก จะต้องคุยกับคุณให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้!"
เสียงแหลมสูงและคุ้นเคยอย่างยิ่งของ 'มินตรา' แฟนเก่าตัวร้ายดังแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศหวานปนระทึกข้ามวินาทีลงอย่างไม่ไว้หน้า ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ขณะที่คินน์ถึงกับใบหน้าถอดสี ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดสุดขีดก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปมองผู้มาใหม่ที่ยืนจังก้าอยู่หน้าห้องทำงาน
มินตราชะงักฝีเท้าลงเมื่อเห็นท่าทางแนบชิดระหว่างฉันกับคินน์ ดวงตาคู่สวยฉายแววริษยาและโกรธเกรี้ยวพุ่งตรงมาที่ฉันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนที่เธอจะแย้มยิ้มเย็นเยียบแล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายฉันเย็นเฉียบลงในพริบตา
"บังเอิญจังนะคะที่น้องธีร์ยังอยู่ตรงนี้... พอดีเลยค่ะ มินมีข่าวดีเรื่องงานแต่งงานของเราสองคนมาบอก... หวังว่าน้องธีร์คงจะยินดีด้วยนะคะ?"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและจิกหมอนไปด้วยกันในตอนนี้นะคะ!
กับดักรักฉบับร้ายของคุณชายซึน•ตอนที่ 11
ความหึงที่ไม่รู้ตัว
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักรักฉบับร้ายของคุณชายซึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!