“คือ... คือว่า... ศพในห้องใต้ดิน... หายไปครับ!”
เสียงหอบหายใจสะดุดกึกของรินยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ขณะที่ความเงียบงันอันน่าขนลุกแผ่ขยายเข้ามาแทนที่ ภายในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์โบราณ บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งด้วยความกดอากาศต่ำจากพายุภายนอกที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาปะทะหน้าต่างกระจกสีชาจนเกิดเสียงคำรามต่ำ ๆ ในลำคอ
คีย์ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าไม่แม้แต่จะขยับตัว สีหน้าของชายหนุ่มนิ่งสนิทจนน่ากลัว ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อย ประกายความเย็นชาพาดผ่านแววตาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะได้รูปจะเหยียดยิ้มเย็นเยือก
“หายไปเหรอครับ... คุณริน” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นช้า ๆ น้ำเสียงนั้นราบเรียบเสียจนน่าขนพองสเกล แต่กลับเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้คนฟังรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง “คุณแน่ใจแค่ไหนว่ามันหายไป หรือว่าคุณแค่มองไม่เห็นมันเพราะความมืดบอดทางปัญญาของคุณเองกันแน่”
“นี่คุณ! พูดให้มันดี ๆ นะครับ” รินสวนกลับทันควัน ความกลัวเรื่องศพหายถูกแทนที่ด้วยความกรุ่นโกรธทันที ดวงตากลมโตตวัดมองร่างสูงด้วยความไม่พอใจ “ผมตาไม่ฝาดแน่ ๆ พื้นที่ตรงนั้น... บนแท่นหินแกรนิตสีดำนั่น ตอนที่เราลงไปสำรวจครั้งแรก มันยังมีร่างไร้วิญญาณของพยานปากเอกคนนั้นนอนอยู่ แต่ตอนนี้... มันว่างเปล่า! ไม่มีแม้แต่รอยเลือดหรือเศษฝุ่น!”
รินก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัวเมื่อคีย์ขยับเข้ามาประชิด ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทเนื้อดีแต่ยับย่นเล็กน้อยจากการสำรวจห้องใต้ดินเมื่อครู่ ก้าวเข้าหาเขาด้วยท่าทีคุกคาม กลิ่นอายความเป็นผู้ล่าแผ่ซ่านออกมาจนรินต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“ถ้ามันหายไปจริง ๆ... แปลว่ามี ‘แขก’ ไม่ได้รับเชิญกำลังเดินเล่นอยู่ในบ้านหลังนี้กับเราครับ” คีย์โน้มใบหน้าลงมาต่ำจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับข้างแก้มของริน “และไอ้คน... หรือไอ้ผีตนนั้น... มันกำลังเล่นซ่อนหากับเราอยู่”
เปรี๊ยะ!
สิ้นเสียงกระซิบของคีย์ แสงไฟนีออนระยิบระยับบนเพดานก็กะพริบถี่รัว ก่อนที่ความมืดสนิทจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวในเสี้ยววินาที เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงใหญ่ดังสนั่นหวั่นไหวตามมาติด ๆ พร้อมกับแรงลมพายุที่พัดโหมกระหน่ำจนบานหน้าต่างไม้สักทองสั่นสะเทือน
“เฮ้ย!” รินอุทานด้วยความตกใจ มือเรียวคว้าหมับเข้าที่ชายเสื้อสูทของคีย์โดยสัญชาตญาณ ความมืดมิดในบ้านหลังนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเฉพาะเมื่อพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับคดีฆาตกรรมและวิญญาณอาฆาต
“หึ... ปากเก่งนักนะ พอไฟดับเข้าหน่อย ทำไมถึงได้ตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำแบบนี้ล่ะครับ” เสียงทุ้มกระซิบอยู่ใกล้ชิดเสียจนแน่ใจว่าริมฝีปากของอีกฝ่ายคงเฉียดผ่านใบหูของเขาไปเพียงนิดเดียว
“ใครตัวสั่นกันครับ! ผมแค่... ระวังไม่ให้คุณเดินสะดุดขาตัวเองล้มต่างหาก!” รินเถียงเสียงแข็ง แม้ว่ามือที่กำชายเสื้อสูทของอีกฝ่ายจะแน่นจนแทบจะฝังเล็บลงไปก็ตาม ความอุ่นร้อนจากร่างกายของคีย์ที่แผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าคือสิ่งเดียวที่ช่วยยึดโยงสติของเขาไว้ในความมืดนี้
พรึบ... แสงไฟฉุกเฉินสีส้มสลัวตรงมุมห้องติดขึ้นมา ทว่ามันให้แสงสว่างได้เพียงน้อยนิด ทอดเงาทอดยาวน่ากลัวไปตามผนังห้อง
ในสภาพแสงสลัวเช่นนี้ รินเพิ่งสังเกตเห็นว่าพวกเขาติดอยู่ในซอกมุมแคบระหว่างชั้นหนังสือโบราณกับผนังห้องรับแขก เนื่องจากแรงลมเมื่อครู่ทำให้ประตูกระจกบานเลื่อนด้านนอกกระแทกปิดล็อกอัตโนมัติ และด้วยความที่รินพยายามถอยหนีคีย์เมื่อครู่ ทำให้ตอนนี้ร่างของเขากำลังถูกดันให้แนบชิดติดผนัง โดยมีร่างสูงใหญ่ของคีย์ยืนค้ำยันแขนทั้งสองข้างกั้นขوابเขาไว้ทุกด้าน
ระยะห่างระหว่างกันแทบจะเป็นศูนย์...
รินกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองเพล ไม่ใช่เพราะความกลัวผีในห้องใต้ดินอีกต่อไป แต่เป็นเพราะบรรยากาศชวนอึดอัดและอันตรายจากผู้ชายตรงหน้าต่างหาก
“ขยับออกไปหน่อยสครับคุณคีย์ ตรงนี้มัน... แคบเกินไปแล้วนะ” รินพยายามดันแผงอกกว้างของอีกฝ่ายออก แต่ทว่ากล้ามเนื้อแน่น ๆ ใต้ร่มผ้าของคีย์กลับแข็งราวกับกำแพงหิน ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
“แคบตรงไหนครับ ผมว่ากำลังพอดีเลยนะ” คีย์ก้มมองคนตัวเล็กกว่าที่ตอนนี้ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอุ่นและอารมณ์ที่พุ่งพล่าน ดวงตาดอกท้อคู่คมกวาดมองสำรวจเรือนร่างของรินตั้งแต่ใบเนียนใส ไล่ลงมาที่ลำคอระหง และหยุดนิ่งอยู่ที่เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ชุ่มเหงื่อจนแนบเนื้อ เผยให้เห็นสัดส่วนล่อตาล่อใจ
“คุณมองอะไรครับ!” รินรีบยกมือขึ้นกอดอกตัวเองโดยอัตโนมัติ ทว่าการกระทำนั้นยิ่งทำให้เสื้อผ้าที่เปียกชื้นแนบเนื้อชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก
“เปล่าครับ แค่กำลังคิดว่า... ชุดที่คุณใส่อยู่เนี่ย มันช่างไม่เหมาะกับการผจญภัยในค่ำคืนพายุเข้าเอาเสียเลยนะ” คีย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำ มือหนาข้างหนึ่งละจากการค้ำผนัง เลื่อนขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากหน้าผากเนียนอย่างถือวิสาสะ สัมผัสอุ่นร้อนจากปลายนิ้วนั้นทำให้รินสะดุ้งเฮือก
“อย่ามาฉวยโอกาสนะ!” รินปัดมืออีกฝ่ายออกทันควัน “ถ้าคุณยังไม่ถอยไป ผมจะ... ผมจะแจ้งตำรวจให้มาลากตัวคุณข้อหาอนาจาร!”
“เชิญเลยครับ... ถ้าสัญญาณโทรศัพท์ในบ้านหลังนี้มันใช้งานได้น่ะนะ” คีย์ยิ้มมุมปากอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า “อย่าลืมสิครับว่าเราอยู่ในเขตอับสัญญาณ แถมพายุลูกนี้ยังตัดขาดระบบสื่อสารทั้งหมดไปแล้วด้วยซ้ำ ตอนนี้... ในบ้านหลังนี้ มีแค่คุณกับผม... และบางสิ่งที่กำลังเดินอยู่ข้างล่างนั้น”
ราวกับคำประกาศิต ทันทีที่คีย์พูดจบ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ลากถูไปกับพื้นไม้ชั้นล่างก็ดังขึ้น “เอี๊ยด... เอี๊ยด...” ตามมาด้วยเสียงเคาะกระจกเบา ๆ จากหน้าต่างด้านนอกที่สะท้อนแสงแลบแปลบปลาบของสายฟ้า
รินสะดุ้งสุดตัวด้วยความหวาดผวา สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้เขาโผเข้าซบกับแผงอกของคีย์โดยไม่ทันได้คิด สองมือคว้ากอดเอวสอบของชายหนุ่มไว้แน่น ใบหน้าซุกเข้ากับซอกคออุ่นเพื่อหนีพ้นจากเสียงน่ากลัวภายนอก
คีย์ชะงักไปชั่วครู่ ร่างสูงแข็งทื่อด้วยความประหลาดใจกับปฏิกิริยาที่เปลี่ยน180องศาของคนปากเก่ง แต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา มุมปากของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลก็ยกยิ้มขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ มือหนาโอบกอดกระชับเอวบางของรินเข้าหาตัวแน่นขึ้น จนแทบไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่าน
“ไหนบอกว่าไม่กลัวไงครับ หื้ม?” เสียงกระsิบแหบพร่าดังอยู่ข้างใบหู พร้อมกับจมูกโด่งที่แกล้งกดลง1กลุ่มผมชื้นของรินเบา ๆ
“หุบปากไปเลยนะ...” รินเอ่ยเสียงอู้อี้อยู่กับอกเสื้อของอีกฝ่าย ใบหน้าร้อนผ่าวจนลามไปถึงใบหู “ผมไม่ได้กลัวผี... ผมแค่... หมั่นไส้คุณต่างหากเล่า!”
“ปากแข็งจังนะครับ... ทั้งที่ตัวสั่นขนาดนี้” คีย์หัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี มือหนาลูบไล้แผ่นหลังบางเบา ๆ เป็นเชิงปลอบโยน แม้ว่าสัมผัส1นั้นจะแฝงไปด้วยความรู้สึกคุกคามและเร้าอารมณ์ในเวลาเดียวกัน
ท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำภายนอกและความมืดมิดที่โอบล้อมภายในบ้าน ทั้งคู่ติดอยู่ในพื้นที่แคบ ๆ ในสภาพที่แนบชิดกันจนหัวใจเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ความโกรธและความระแวงในตอนแรกค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยกระแสความร้อนรุ่มบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ
คีย์ก้มลงมองคนในอ้อมแขนที่ตอนนี้เงียบเสียงลง ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองเขาอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ริมฝีปากจะเม้มแน่นด้วยความประหม่าก็ตาม ระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินงามทำให้ลมหายใจอุ่นร้อนผสมผสานกันจนแยกไม่ออก
“ถ้าพายุคืนนี้มันไม่ยอมหยุด... คุณคิดว่าเราจะติดอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนล่ะครับ... คุณริน” คีย์กระซิบชิดริมฝีปาก นัยน์ตาคมกริบเป็นประกายวับวับราวกับสัตว์ป่าที่กำลังจ้องมองเหยื่ออันโอชะ
รินอ้าปากจะเถียงกลับ แต่ทว่าก่อนที่คำพูดใดจะได้หลุดออกจากริมฝีปาก เสียงเคาะประตูห้องรับแขกที่ดังขึ้นสามครั้งติด ๆ กัน ก็ทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงในพริบตา!
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
ไม่ใช่เสียงลม... และไม่ใช่เสียงฝน... แต่มันคือเสียงเคาะจากมนุษย์ที่ยืนอยู่ ‘ด้านใน’ บ้าน!
ทั้งคู่ผละออกจากกันอย่างรวดเร็วราวกับถูกไฟช็อต คีย์ดึงรินมาหลบไว้ด้านหลังทันที ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังประตูห้องที่ปิดสนิท ซึ่งตอนนี้ ลูกบิดประตูสีทองกำลังค่อย ๆ หมุนวนด้วยมือปริศนาจากด้านนอก...
“นั่นใคร...” คีย์ตะโกนถามเสียงกร้าว มือขวาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งไม่คาดฝัน
แอ๊ด... เสียงประตูห้องเปิดออกช้า ๆ เผยให้เห็นร่างโปร่งแสงในชุดสูทเปียกโชกของชายคนหนึ่งที่ควรจะนอนแน่นิ่งอยู่ในห้องใต้ดิน... ร่างนั้นหันมาส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้พวกเขา พร้อมกับเอ่ยเสียงเย็นเยียบที่ทำเอาเลือดในกายของรินจับตัวเป็นน้ำแข็ง
“ขอโทษที่รบกวนเวลาสวีทนะครับ... แต่พอดีผมลืมของไว้บนนี้”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามและสนับสนุน "ประตูมิติที่แปด" เสมอมานะครับ
ดีลลับจับผีมาเป็นผัว (Ghostly Contract)•ตอนที่ 9
คืนพายุเข้า
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับจับผีมาเป็นผัว (Ghostly Contract) นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!