อัลฟาเจ้าเล่ห์กับสถาปนิกปากแข็ง•ตอนที่ 16

รอยต่อของความจริง

ผลงานโดย กระต่ายพระจันทร์
“คุณจะเงียบใส่ฉันไปถึงไหนคะ ภาคิน” เสียงหวานที่เจือความหงุดหงิดระคนกังวลดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องทำงานส่วนตัว แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดกระทบใบหน้าคมคายที่ปกติมักจะมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับอยู่เสมอ ทว่าในวินาทีนี้ ภาคินกลับนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ราวกับรูปปั้นหินที่ถูกสูบเอาวิญญาณออกไป ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทเนื้อดีที่ยับย่นเล็กน้อยจากการผ่านศึกหนักมาตลอดทั้งวัน ไหล่กว้างที่เคยผึ่งผายลู่ลงอย่างคนแบกรับโลกไว้ทั้งใบ กลิ่นฟีโรโมนกลิ่นสนซีดาร์ที่เคยอบอุ่นและมั่นคง บัดนี้กลับเจือกลิ่นอายความเครียดและรuปร่าจนน่าใจหาย คณาธิปยืนกอดอกพิงบานประตู ร่างโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนขยับตัวเข้าใกล้ทีละน้อย แม้ปากจะบอกว่ารำคาญนักหนากับความกวนประสาทของอัลฟาหนุ่มผู้นี้ แต่ดวงตากลมโตคู่สวยกลับฉายแววไหว ระริกอย่างปิดไม่มิด “ถ้าเรียกมาแค่อยากนั่งมองหน้ากันเฉยๆ ฉันจะได้กลับค่ะ งานแปลนคอนโดโครงการริมน้ำยังรอให้ฉันแก้ใหม่อีกครึ่งเล่ม” คณาธิปแสร้งทำเป็นถอนหายใจยาว เพื่อกลบเกลื่อนความกระวนกระวายใจที่กำลังตีตื้นขึ้นมาในอก ภาคินเงยหน้าขึ้นช้าๆ นัยน์ตาสีเข้มที่มักพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ บัดนี้กลับแดงก่ำและว่างเปล่า สายตาคู่นั้นมองทะลุผ่านร่างของสถาปนิกปากแข็งไปราวกับกำลังมองเห็นอดีตอันเจ็บปวดที่ไม่มีใครล่วงรู้ “แม่โทรมา...” เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยขึ้นราวกับกระซิบ หลุดรอดมาจากริมฝีปากที่แห้งผาก คณาธิปชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกไปชั่วขณะ ขาทั้งสองข้างที่กำลังจะก้าวถอยหลังเพื่อเว้นระยะห่างกลับหยุดชะงักลงโดยอัตโนมัติ เขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างภาคินกับครอบครัว โดยเฉพาะมารดาผู้ให้กำเนิด เป็นแผลเป็นเรื้อรังที่อัลฟาหนุ่มไม่เคยยอมเปิดให้ใครเห็น แม้แต่ธนัตถ์เพื่อนสนิทก็ยังรู้เพียงผิวเผิน “ท่านบอกว่าฉันมันตัวปัญหา... เป็นกาลกิณีที่ทำให้บริษัทของพ่อเกือบล้มละลาย” ภาคินแค่นหัวเราะออกมา เป็นรอยยิ้มหยันที่น่าเวทนาที่สุดเท่าที่คณาธิปเคยเห็น “ทั้งชีวิต... ไม่เคยมีสักครั้งที่ทำอะไรแล้วถูกใจท่าน ต่อให้ฉันทุ่มเทจนเลือดตาแทบกระเด็น ผลสุดท้ายสิ่งที่ได้กลับมาก็มีแค่คำดูถูกเหยียดหยาม” ไม่มีคําปลอบโยนสวยหรู ไม่มีคําพูดประเภท “ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง” จากปากของสถาปนิกหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าปากแข็งและใจแข็งที่สุด คณาธิปเลือกที่จะก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานตัวใหญ่ มือเรียวยาวเอื้อมไปคว้าข้อมือหนาที่กำลังกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนออกแรงดึงเบาๆ “ลุกขึ้นค่ะ” “คณิน... ฉันเหนื่อยเหลือเกิน” ภาคินยอมปล่อยให้ร่างสูงของตนถูกฉุดให้ลุกขึ้นตามแรงดึง ก่อนจะซบใบหน้าลงกับลาดไหล่บางของโอเมก้าตรงหน้าอย่างหมดแรง คณาธิปสะيّدเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นบริเวณหัวไหล่ ความเย่อหยิ่งและทิฐิทั้งหมดที่เคยมีมลายหายไปในพริบตา เขายกมือขึ้นลูบกลุ่มผมนุ่มสีเข้มอย่างเก้ๆ กังๆ เป็นครั้งแรกที่อัลฟาผู้ทรงอิทธิพลยอมแสดงด้านที่อ่อนแอที่สุดออกมาให้เขาเห็น “ใครบอกให้คุณแบกทุกอย่างไว้คนเดียวล่ะคะ” น้ำเสียงที่เคยแข็งกระด้าง บัดนี้กลับอ่อนโยนลงอย่างประหลาด “คุณเก่งจะตายไป ภาคิน... ใครจะพูดอะไรก็ช่างเขาสิคะ ในเมื่อตัวคุณเองรู้ดีที่สุดว่าคุณทำอะไรลงไปบ้าง” “เธอไม่เข้าใจหรอก... คนที่แม่ไม่เคยรักเลย มันเจ็บปวดแค่ไหน” ภาคินกระซิบชิดซอกคอขาว กลิ่นฟีโรโมนของเขาปั่นป่วนจนน่ากลัว แต่คณาธิปกลับไม่คิดจะผลักไส มือบางยังคงลูบแผ่นหลังกว้างขึ้นลงเบาๆ เพื่อถ่ายทอดความอบอุ่น “ฉันอาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกของการไม่ถูกรักจากแม่หรอกค่ะ...” คณาธิปเว้นจังหวะ ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่โอบกอดความเปราะบางของคนทั้งคู่ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจังที่สุดในชีวิต “แต่ฉันเข้าใจความรู้สึกของการถูกปฏิเสธ... ถูกมองข้ามผลงานที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำมันด้วยหัวใจ” ภาคินเงยหน้าขึ้นจากลาดไหล่ ดวงตาคมกวาดมองใบหน้าหวานที่ฉายแววเด็ดเดี่ยว ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ใกล้เสียจนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดกันและกัน “ตอนที่แบบร่างตึกของฉันถูกฉีกทิ้งต่อหน้าต่อตา... ฉันก็เคยคิดว่าตัวเองไร้ค่าแบบที่คุณกำลังรู้สึกนี่แหละค่ะ” คณาธิปสบตาอีกฝ่ายตรงๆ นัยน์ตากลมโตไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่เลย “แต่สุดท้ายแล้วยังไงคะ? คนที่ตัดสินคุณค่าของเรา ไม่ใช่คนอื่นที่มองเข้ามา... แต่คือตัวเราเองต่างหาก” หัวใจของภาคินกระตุกวูบ ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซึมลึกเข้าสู่ก้นบึ้งของหัวใจที่ด้านชามานานแสนนาน ผู้หญิง... ไม่สิ โอเมก้าตรงหน้าคนนี้ ช่างร้ายกาจเสียจริง ปากบอกว่าเกลียดนักเกลียดหนา แต่กลับมองทะลุปรุโปร่งถึงตัวตนที่แท้จริงภายใต้หน้ากากซีอีโอผู้เย่อหยิ่ง “เธอทำให้ฉันถอนตัวไม่ขึ้นจริงๆ แล้วนะ คณิน” ภาคินส่งเสียงหัวเราะแหบพร่าในลำคอ มือหนาเอื้อมขึ้นประคองกรอบหน้าเรียวไว้ด้วยความทะนุถนอม นิ้วโป้งเกลี่ยพวงแก้มเนียนแผ่วเบา “ปากก็ร้าย ใจก็แข็ง... แต่ทำไมเวลาที่ฉันแย่ที่สุด ถึงมีแค่เธอที่ยืนอยู่ตรงนี้ล่ะ” “พูดมากค่ะ ฉันแค่ไม่อยากทนนั่งฟังคนบ้าแถวนี้เพ้อเจ้อต่างหาก” คณาธิปแสร้งเบือนหน้าหนีความร้อนผ่าวที่ลามเลียพวงแก้ม หัวใจเต้นรำถี่ระรัวจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน “ปล่อยได้แล้วค่ะ ฉันจะกลับคอนโด” “ไม่ปล่อย...” ภาคินกระซิบเสียงพร่า นัยน์ตาคมพราวระยับด้วยประกายบางอย่างที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง “ในเมื่อเธอใจดีกับฉันขนาดนี้แล้ว... ขอค่าปลอบใจเป็นสิทธิ์ในการไปกินมื้อค่ำด้วยกันทุกวันจากนี้ไป ได้ไหมคะ?” คณาธิปอ้าปากเตรียมจะปฏิเสธคำขอแกมบังคับนั้น แต่ยังไม่ทันที่เสียงบ่นกระปอดกระแปดจะหลุดรอดจากริมฝีปาก ประตูห้องทำงานบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท พร้อมกับร่างสูงสมส่วนของใครบางคนก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ภาคิน! แย่แล้ว... ทางบอร์ดบริหารรู้เรื่องที่คุณแอบโอนหุ้นส่วนใหญ่ไปให้...!” เสียงของบุคคลมาใหม่ขาดหายไปในลำคอ เมื่อดวงตาทั้งสองคู่สบเข้ากับภาพของซีอีโอหนุ่มที่กำลังโอบกอดสถาปนิกคนเก่งไว้แนบชิดในระยะประชิดติดริมฝีปาก คณาธิปเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบดันอกแกร่งออกทันที ทว่าภาคินกลับไวกว่า มือหนาคว้าเอวบางไว้แน่น ไม่ยอมให้ขยับหนี พร้อมกับตวัดสายตาดุดันไปยังผู้บุกรุกด้วยความไม่พอใจ “ธนัตถ์... นายนี่มันมารความสุขคนอื่นเก่งเป็นที่หนึ่งจริงๆ นะ” ภาคินขบกรามแน่น เอ่ยลอดไรฟันด้วยความหงุดหงิดระคนกรุ่นโกรธ ขอบคุณที่ติดตามอ่านและอยู่เคียงข้าง "กระต่ายพระจันทร์" เสมอมานะคะ!
สารจากนักเขียน (กระต่ายพระจันทร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลฟาเจ้าเล่ห์กับสถาปนิกปากแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%