อัลฟาเจ้าเล่ห์กับสถาปนิกปากแข็ง•ตอนที่ 20

ถอยคนละก้าวเพื่อทบทวน

ผลงานโดย กระต่ายพระจันทร์
บรรยากาศในห้องประชุมโครงการเดอะ แกรนด์ รีสอร์ท นาทีนี้เย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่าติดแอร์ติดลบ แรงกดดันมหาศาลลอยเค្វ้งอยู่กลางอากาศจนแทบจะคว้ามาปั้นเป็นก้อนได้ ร่างสูงของบุคคลที่เพิ่งก้าวเข้ามาใหม่ไม่ได้สร้างความประหลาดใจแค่เพียงธนัตถ์ที่หน้าถอดสีจนซีดเผือด หากแต่ยังทำให้ดวงตาคมกริบของภาคินหรี่แคบลง รังสีอำมหิตระดับอัลฟาเลือดเย็นแผ่พุ่งออกมาจากตัวซีอีโอหนุ่มจนคนรอบข้างแทบไม่กล้าหายใจแรง "ไม่คิดเลยนะครับว่าจะได้เจอคุณที่นี่... คุณภูวดล" เสียงทุ้มต่ำที่เจือแววเยาะหยันดังขึ้นทำลายความเงียบ ภาคินขยับตัวยืนบังร่างโปร่งของคณาธิปไว้ครึ่งหนึ่งโดยสัญชาตญาณ แม้ปากจะยังแย้มยิ้ม แต่นัยน์ตากลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ นอกจากความระแวดระวังขั้นสุด ภูวดล อดีตคู่แข่งทางธุรกิจและคนที่เคยมีประเด็นเรื่องการขโมยผลงานออกแบบของคณาธิปเมื่อหลายปีก่อนแย้มยิ้มเย็นชา เขากวาดสายตามองเอกสารบนโต๊ะก่อนจะหยุดอยู่ที่ใบหน้าเรียบเฉยของสถาปนิกหนุ่ม "โลกกลมดีนะครับ คุณคณิน... ผลงานชิ้นเอกชิ้นนี้ ดูท่าทางจะมีคนแย่งกันครอบครองเยอะเสียด้วยสิ แต่ระวังหน่อยนะครับ ของบางอย่าง... ต่อให้พยายามคว้าไว้แค่ไหน ถ้าไม่ใช่เจ้าของตัวจริง มันก็หลุดมืออยู่ดี" "ถ้าพูดจบแล้วก็เชิญออกไปครับ ห้องนี้กำลังประชุมงานแบบปิด" ภาคินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเรียบสนทนาราบเรียบแต่ทรงพลังจนอีกฝ่ายหุบยิ้มลงทันที "ใจร้อนเสียจริงนะท่านซีอีโอ... ผมแค่แวะมาทักทายเพื่อนเก่าเท่านั้นเอง" ภูวดลทิ้งสายตาเจ้าเล่ห์ไว้ที่คณาธิปอีกวับหนึ่งก่อนจะยอมเดินเลี่ยงออกไปจากห้อง ทิ้งไว้เพียงความระอุที่ยังคงคุกรุ่น แต่สำหรับคณาธิปแล้ว การปรากฏตัวของภูวดลไม่ได้น่ากลัวเท่ากับความจริงที่ว่า... ปมในอดีตที่เขาพยายามฝังกลบมาตลอด กำลังถูกขุดคุ้ยขึ้นมาต่อหน้าผู้ชายที่ชื่อภาคิน ผู้ชายที่เขากำลังอนุญาตให้เข้ามามีอิทธิพลในหัวใจมากเกินไป ครึ่งชั่วโมงต่อมา หลังจากไล่ธนัตถ์และทีมงานคนอื่นออกไปจนหมดห้อง คณาธิปก็เก็บรวบรวมแปลนงานลงกระเป๋าด้วยท่าทีสงบนิ่ง ผิดกับภาคินที่ยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะทำงาน สายตาดุดันมองตามทุกการเคลื่อนไหวของคนตัวบาง "หยุดเก็บของแล้วหันมาคุยกันก่อน คณิน" ภาคินเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่น่าอึดอัด "ผมไม่มีอะไรจะคุยครับ งานวันนี้เสร็จแล้ว ขอตัว" คณาธิปตอบเสียงเรียบ ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นสบตา ปลายนิ้วเรียวที่กำลังรูดซิปกระเป๋ากลับสั่นน้อยๆ โดยที่เจ้าตัวพยายามซ่อนมันไว้ พรึบ! ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะตั้งตัว มือแกร่งคว้าข้อมือบางไว้เบื้องหน้า แรงบีบไม่ได้รุนแรงแต่เด็ดขาดพอที่จะตรึงให้อีกฝ่ายขยับไปไหนไม่ได้ คณาธิปเงยหน้าขึ้นมองด้วยความไม่พอใจ ดวงตากลมโตฉายแววพยศเช่นเคย แต่กลับมีความไหวระริกบางอย่างซ่อนอยู่ข้างในที่ภาคินสังเกตเห็น "ปล่อยครับ ภาคิน" "ไม่ปล่อย จนกว่าคุณจะอธิบายเรื่องเมื่อครู่ให้ผมฟัง" ภาคินกดเสียงต่ำ กลิ่นฟีโรโมนกลิ่นสนซีดาร์เจือความร้อนรุ่มแผ่ออกมาสะท้อนความหงุดหงิดในใจ "ไอ้เวรนั่นมันเป็นใคร และมันมีปมอะไรกับคุณ ทำไมคุณต้องทำหน้าเหมือนคนกำลังแบกโลกไว้ทั้งใบตอนที่มันเดินเข้ามา" "มันไม่ใช่เรื่องของคุณ!" คณาธิปตวาดกลับเสียงกร้าว ความอดทนที่สะสมมาทั้งวันระเบิดออก "เรื่องในอดีตของผม ผมจัดการเองได้ ทำไมคุณต้องทำตัวก้าวก่ายทุกเรื่อง ทำไมต้องทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของผมทั้งที่เรา..." "ที่เราอะไร? ทั้งที่เราไม่ได้เป็นอะไรกันงั้นเหรอ?" ภาคินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบวับวาวด้วยความเจ็บปวดเจือความโมโห "นอนด้วยกัน จูบกัน ห่วงแทบตาย สุดท้ายคุณก็จะบอกว่าเราเป็นแค่คนรู้จักกันงั้นสิ คณิน!" "ใช่! เราควรจะเว้นระยะห่างกันได้แล้ว!" คำพูดนั้นหลุดออกจากปากของคณาธิป ท่ามกลางความเงียบงันที่เฉียบ1ขาดราวกับมีใครเอาใบมีดมาเชือดเฉือนอากาศ ดวงตาของภาคินเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความช็อกระคนไม่อยากเชื่อ อัลฟาหนุ่มคลั่งรักนิ่งอึ้งไปหลายวินาที มือที่กุมข้อมือบางค่อยๆ คลายแรงลงอย่างช้าๆ ราวกับเรี่ยวแรงทั้งหมดถูกสูบหายไป คณาธิปใจหายวาบเมื่อเห็นปฏิกิริยาแบบนั้น หัวใจข้างซ้ายกระตุกวูบอย่างรุนแรง ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาจนต้องเม้มปากแน่นจนห่อเลือด แต่เขาก็ยังใจแข็ง ดึงข้อมือตัวเองกลับมาอย่างเด็ดขาด "ผมคิดว่า... เราควรเว้นระยะห่างเพื่อทบทวนความรู้สึกกันสักพักนะครับ คุณภาคิน ช่วงนี้เราต่างคนต่างยุ่ง และปัญหารอบตัวผมมันก็เยอะเกินไป ผมไม่อยากดึงคุณเข้ามาแปดเปื้อนด้วย ลาภะ... เอ่อ ลาก่อนครับ" พูดจบ คณาธิปก็หันหลังเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องประชุมไปทันที โดยไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมองสีหน้าของคนที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ปล่อยให้หัวใจตัวเองเต้นรัวระรัวด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว ภาคินยืนนิ่งสนิทอยู่ที่เดิม สายตาคมกริบมองตามแผ่นหลังบางที่หายลับไปที่ประตู ความเงียบงันโอบล้อมรอบตัวเขา รังสีความเย็นชาที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความมุ่งมั่นและประกายตาดุดันที่ลุกโชนขึ้นมาแทนที่ เว้นระยะห่างงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ! ตลอดสัปดาห์ถัดมา คณาธิปใช้ชีวิตอยู่กับการสุมหัวทำงานในออฟฟิศและไซต์งาน เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับซีอีโอหนุ่ม ธนัตถ์เพื่อนสนิทพยายามแซวหลายครั้งเรื่องที่ภาคินหายหน้าไป แต่คนปากแข็งอย่างคณาธิปทำได้เพียงตีหน้าตายแล้วบอกว่าดีแล้วที่ต่างคนต่างอยู่ ทว่า... ความสงบสุขจอมปลอมนั้นกลับอยู่ได้ไม่นาน เย็นวันหนึ่ง ขณะที่คณาธิปกําลังตรวจแบบแปลนสุดท้ายอยู่บนโต๊ะทำงานในห้องส่วนตัว เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งตามมารยาท ก่อนที่ร่างสูงสง่าในชุดสูทสั่งตัดราคาแพงจะก้าวเข้ามาโดยไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาต "เชิญออกไปครับ ผมบอกแล้วว่าช่วงนี้..." คณาธิปเงยหน้าขึ้นจากกระดาษ หวังจะไล่แขกไม่ได้รับเชิญ แต่คำพูดทั้งหมดกลับกลืนหายไปในลำคอทันที ภาคินไม่ได้เดินเข้ามามือเปล่า ในมือข้างหนึ่งถือช่อดอกไม้สีขาวสะอาดตา แต่อีกข้างหนึ่ง... กลับมีร่างของใครบางคนถูกดันให้ก้าวตามเข้ามาด้วย บุคคลนั้นคือ 'ภูวดล' อดีตคู่แข่งตัวแสบ ที่ตอนนี้ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและมุมปากแตกยับเยิน เสื้อผ้าหลุดลุ่ยราวกับเพิ่งผ่านการมีเรื่องชกต่อยมาหมาดๆ คณาธิปลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ "นี่มันเรื่องอะไรกัน!" ภาคินโยนร่างของภูวดลลงบนโซฟาข้างๆ อย่างไม่ไยดี ก่อนจะสาวเท้ายาวๆ เข้ามาประชิดโต๊ะทำงานของสถาปนิกหนุ่ม รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แต่แฝงความอันตรายฉาบอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาสีเข้มคู่นั้นมองตรงมาที่คณาธิปด้วยแววตาคลั่งรักที่อ่านไม่ออก พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำเอาสถาปนิกปากแข็งถึงกับลมแทบจับ "ผมไปจัดการเคลียร์ขยะชิ้นเก่าให้คุณเรียบร้อยแล้ว คณิน..." ภาคินโน้มตัวลงกระซิบชิดริมหفกหู น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าและอันตรายที่สุดในรอบปี "ทีนี้... ถึงเวลาที่เราต้องมาทบทวน 'บทลงโทษ' ของคนใจร้ายที่กล้าขอถอยหลังหนีผมแล้วล่ะครับ" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุน "กระต่ายพระจันทร์" เสมอมานะคะ!
สารจากนักเขียน (กระต่ายพระจันทร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลฟาเจ้าเล่ห์กับสถาปนิกปากแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%