“ฮ่าๆๆๆ… คิดว่าจะหนีพ้นเงื้อมมือของสวรรค์งั้นรึ มหาเทพกระบี่ ลู่เฉิน!”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงสำนึก ทว่าความจริงเบื้องหน้ากลับมิใช่หุบเขาทัณฑ์สวรรค์อันมืดมิด หากแต่เป็นลานฝึกยุทธสำนักกระบี่เมฆาอันกว้างใหญ่ ไอร้อนระอุของแสงตะวันยามเที่ยงวันสาดส่องกระทบกับพื้นศิลาขาวสะอาดจนเกิดประกายระยิบระยับ ลู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อปรับรับกับทัศนียภาพรอบตัว ไอพิสุทธิ์ของพลังปราณฟ้าดินในโลกใบนี้ยังคงบริสุทธิ์และไหลเวียนอย่างเชี่ยวกราก ดุจเดียวกับกระแสโลหิตในกายที่กำลังพลุ่งพล่านด้วยความทรงจำอันยาวนานข้ามภพชาติ
ทว่าความเงียบสงบอันน่ารื่นรมย์นี้ อยู่ได้ไม่นานนัก…
“เจ้าสวะลู่เฉิน! ยังมีหน้ามาทำตัวลอยชายอยู่อีกหรือ!”
น้ำเสียงอันทรงพลังและเปี่ยมด้วยจิตสังหารพุ่งทะยานแหวกอากาศเข้ามา ประดุจลูกธนูอาบยาพิษที่พุ่งตรงปักกลางเป้า สายตาหลายร้อยคู่รอบลานฝึกยุทธพลันหันขวับมามองเป็นตาเดียว บรรยากาศรอบด้านที่เคยอึกทึกครึกโครมพลันเงียบกริบลงในพริบตา ราวกับกาลเวลาถูกหยุดยั้งด้วยอานุภาพแห่งวิถีกระบี่
ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือชายหนุ่มรูปงามสวมอาภรณ์หรูหราปักลายเมฆาเหินหาว ใบหน้าคมคายหล่อเหลาแต่กลับบิดเบี้ยวด้วยความริษยาและหยิ่งผยอง ดวงตาเรียวรีคู่นั้นมองตรงมายังลู่เฉินด้วยแววตารังเกียจเดียดฉันท์ราวกับกำลังมองมดปลวกไร้ค่า เขาคือ ‘เฟิงเทียนหลาง’ ศิษย์พี่ใหญ่อันดับหนึ่งแห่งสำนักกระบี่เมฆา ผู้ครอบครองกระบี่นภาคำรณและพลังปราณขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นที่จับตามองของเหล่าผู้อาวุโสมาโดยตลอด
ลู่เฉินเพียงแค่ปรายตามองอีกฝ่ายด้วยหางตา ท่าทีของเขายังคงสงบนิ่งดุจผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อย มือเรียวยาวกุมด้ามกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาไว้หลวมๆ ความเยือกเย็นแผ่ซ่านออกจากร่างจนอุณหภูมิรอบตัวดูลดฮวบลงอย่างน่าประหลาด
“มีธุระอันใดกับข้าหรือ... ศิษย์พี่ใหญ่เฟิง” ลู่เฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานและบาดลึกถึงขั้วหัวใจของผู้ฟัง
เฟิงเทียนหลางแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ฮึ! เจ้ายังกล้าตีหน้าซื่อตาใสอยู่อีกรึ! ไม่กี่วันก่อน เจ้าบังอาจแสดงวิถีกระบี่ประหลาดจนดึงดูดความสนใจของเจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโส ทั้งที่ตัวเจ้าเป็นเพียงศิษย์ไร้รากฐานผู้หนึ่งเท่านั้น! เจ้าใช้วิธีมารอันใดหลอกลวงเบื้องสูงกันแน่!”
เสียงซุบซิบดังระงมขึ้นทันทีรอบลานฝึก เหล่าศิษย์น้องต่างพากันจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ หลายคนแสดงความอิจฉาริษยาออกมาอย่างไม่ปิดบัง เนื่องจากในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ชื่อของลู่เฉินได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาอันดับหนึ่ง หลังจากที่เขาแสดงทักษะกระบี่อันลึกล้ำในการทดสอบประจำปี จนทำให้ผู้อาวุโสหลายท่านถึงกับออกปากชมเชย
ทว่าสำหรับเฟิงเทียนหลาง ผู้ซึ่งเคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเหล่าศิษย์รุ่นเยาว์มาโดยตลอด การถูกแย่งชิงรัศมีและความสนใจไปโดย “ศิษย์สวะ” ที่เขาเคยเหยียบย่ำมานับครั้งไม่ถ้วน นั้นคือความอัปยศอดสูที่ไม่อาจให้อภัยได้!
ลู่เฉินระบายยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและทัศนคติที่เหนือกว่า ซึ่งยิ่งเติมเชื้อเพลิงให้โทสะของเฟิงเทียนหลางลุกโชนขึ้นเป็นเท่าตัว
“วิถีกระบี่… หาใช่เรื่องที่จะใช้เล่ห์กลหลอกลวงผู้ใดได้ไม่” ลู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทรงพลัง “ผู้ที่ใช้ใจสัมผัสกระบี่ ย่อมเห็นสัจธรรมที่แท้จริง แต่ผู้ที่ใช้ตาเนื้อและความโลภเข้าครอบงำ ต่อให้ถือครองกระบี่วิเศษระดับนภา ก็เป็นได้เพียงแค่เด็กน้อยที่ถืออาวุธลอบทำร้ายผู้คนเท่านั้น... น่าสมเพชยิ่งนัก”
*เปรี้ยง!*
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางลานฝึกยุทธ จิตสังหารของเฟิงเทียนหลางทะลักทลายออกมาดุจทำนบแตก พลังปราณสีครามเข้มพวยพุ่งขึ้นปกคลุมทั่วร่างจนเสื้อผ้าสะบัดพริ้วไหว กระบี่นภาคำรณที่อยู่บนหลังถูกชักออกมาครึ่งฝัก ส่งเสียงคำรามกึกก้องเสียดแก้วหูของผู้คน
“ลู่เฉิน! เจ้ากล้าดียังไงมาสั่งสอนข้า! วันนี้ ถ้าข้าไม่สั่งสอนให้เจ้าสำนึกว่าฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเป็นเช่นไร ข้าเฟิงเทียนหลางคงเอาหน้าไปซุกไว้ที่ไหนไม่ได้อีก!”
เฟิงเทียนหลางแผดเสียงคำรามลั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าแตกละเอียดเป็นจุล แรงกดดันจากขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายออกไปกดทับเหล่าศิษย์รอบข้างจนหายใจแทบไม่ออก หลายคนต้องรีบถอยร่นไปด้านหลังด้วยความหวาดกลัว
ทว่า ลู่เฉินยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง สายตาคู่คมกริบมองตรงไปยังคู่ต่อสู้ราวกับกำลังพิจารณาสัตว์ตัวหนึ่งที่กำลังดิ้นรนอย่างไร้ความหมาย
“อยากประลองกับข้าอย่างนั้นหรือ?” ลู่เฉินเอ่ยถาม น้ำเสียงเจือความเย้ยหยัน “เกรงว่าเจ้า... ยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะให้ข้าชักกระบี่ออกจากฝักด้วยซ้ำ”
“อวดดีนัก! กล้าดูถูกข้าหรือ!” เฟิงเทียนหลางบันดาลโทสะจนขาดผึ่ง พลังปราณทั้งหมดถูกระเบิดออกมาในคราเดียว “ถ้าเช่นนั้น กล้าเดิมพันกับข้าหรือไม่! การประลองเป็นตาย! หากเจ้าแน่จริง จงรับคำท้าของข้า ณ ลานประลองกระบี่โลหิตบัดนี้!”
สิ้นคำพูดของเฟิงเทียนหลาง บรรยากาศรอบลานฝึกพลันตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ การประลองเดิมพันชีวิต! นี่คือการเดิมพันที่รุนแรงที่สุดในสำนักกระบี่เมฆา ผู้แพ้จะต้องสูญเสียแม้กระทั่งลมหายใจ ไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีข้อยกเว้น มีเพียงความเป็นความตายที่ตัดสินด้วยคมกระบี่เท่านั้น
เหล่าผู้อาวุโสที่แอบสังเกตการณ์อยู่บนหอคอยสูงต่างพากันขมวดคิ้วมุ่น ไม่มีใครคาดคิดว่าเรื่องราวจะบานปลายไปถึงขั้นนี้ บางคนเตรียมจะเคลื่อนไหวเข้ายับยั้ง ทว่ากลับต้องชะงักเมื่อสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวจากร่างของลู่เฉิน
ณ ตำหนักน้ำค้างสวรรค์อันไกลโพ้น หญิงสาวในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวน้ำแข็ง นางยืนนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง นัยน์ตาคู่คู่สวยทอดมองไปยังทิศทางของลานฝึกยุทธ กระบี่เหมันต์ในมือสั่นระริกเบาๆ ราวกับรับรู้ถึงจิตสังหารที่กำลังพุ่งพล่าน นางมิได้เอ่ยสิ่งใด ทว่าประกายตาคู่นั้นกลับเยียบเย็นจนน่ากลัว พร้อมจะแช่แข็งทุกสิ่งที่กล้าเข้ามาทำร้ายชายหนุ่มผู้นั้นได้ทุกเมื่อ
กลับมาที่ลานฝึกยุทธ ลู่เฉินค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับเฟิงเทียนหลาง แววตาของเขาไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงประกายแสงสีเงินวับวามที่สะท้อนอยู่ในแก้วตา ดุจดั่งเทพเซียนผู้ลงมาทัณฑ์ทายาจกผู้โง่เขลา
มุมปากของลู่เฉินยกย่องขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของเฟิงเทียนหลางกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“ในเมื่อเจ้ารนหาที่ตายเอง... ข้าก็ไม่ขัดศรัทธา” ลู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังดุจประกาศิตจากสวรรค์ “เชิญนำทางไปที่ลานประลองโลหิตได้... ข้าจะใช้กระบี่ไม้ไผ่เล่มนี้ สยบความเย่อหยิ่งของเจ้าให้สิ้นซาก”
เฟิงเทียนหลางกัดฟันกรอดด้วยความแค้น ดวงตาแดงก่ำ “ปากดีนัก! อีกเคียนเดียว เจ้าจะได้รู้ซึ้งว่านรกบนดินมันเป็นอย่างไร!”
เขาสะบัดแขนเสื้อแล้วทะยานร่างนำหน้าไปยังลานประลองกระบี่โลหิตทันที ท่ามกลางเสียงฮือฮาและสายตานับร้อยคู่ที่ติดตามไปด้วยความตื่นเต้นระทึกใจ ทุกคนต่างรู้ดีว่าศึกครั้งนี้จะเป็นการนองเลือด และไม่มีทางที่ศิษย์สวะผู้นั้นจะรอดชีวิตกลับมาได้
ลู่เฉินก้าวเดินตามไปอย่างช้าๆ ฝีเท้าของเขามั่นคงและสม่ำเสมอ ราวกับกำลังเดินเล่นในสวนหลังบ้าน ทว่าในห้วงสำนึกของเขากลับปรากฏภาพเหตุการณ์บางอย่างซ้อนทับเข้ามา ภาพของมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่ถูกหักหลังโดยสวรรค์ และเงาร่างของหญิงสาวผู้เย็นชาที่ยอมสละแม้กระทั่งชีวิตเพื่อเขา
ดวงตาของลู่เฉินฉายประกายคมกริบขึ้นวูบหนึ่ง
*ตึง!*
ร่างของลู่เฉินก้าวเท้าเหยียบลงบนพื้นลานประลองกระบี่โลหิตอย่างเป็นทางการ แรงสั่นสะเทือนเบาๆ ส่งผลให้กระบี่นภาคำรณของเฟิงเทียนหลางที่ชักออกมาจนสุดส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูง ทว่าในวินาทีที่เฟิงเทียนหลางกำลังจะเงื้อกระบี่หมายจะปลิดชีพรวดเดียวจบ ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยแจ่มใสพลันมืดครึ้มลงฉับพลัน เมฆดำทะมึนก่อตัวหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น สายฟ้าสีทองสายหนึ่งผ่าลงมากลางลานประลองอย่างรุนแรง พร้อมกับแรงกดดันระดับมหาเทพที่กดทับลงมาจนทุกคนต้องคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว!
และในเงาของสายฟ้านั้นเอง ร่างของบุคคลผู้หนึ่งก็ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกมิติ พร้อมกับเสียงกระซิบที่ทำให้หัวใจของลู่เฉินต้องกระตุกวูบ...
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางทุกท่านที่ร่วมดื่มด่ำไปกับวิถีกระบี่และจิตวิญญาณแห่งเซียน ณ ยุทธภพอันไร้ขอบเขตนี้ด้วยกันนะครับ
สยบจอมกระบี่ข้ามภพ•ตอนที่ 15
ศิษย์พี่ใหญ่ผู้เย่อหยิ่ง
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบจอมกระบี่ข้ามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!