สยบจอมกระบี่ข้ามภพ•ตอนที่ 16

กระบี่เดียวปลิดชีพ

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
จอกสุราในมือขวาของข้ายังคงหลงเหลือหยาดหยดสุดท้าย ความหนาบวกกับความเยือกเย็นของเหล้าหมักหมื่นปีไหลผ่านลำคอ ดุจดั่งสายธารแห่งเพลิงอัคคีที่แผดเผาความอึดอัดขัดข้องในอกให้มลายสิ้น ทว่า บรรยากาศ ณ ลานประลองกระบี่เมฆาเบื้องหน้านั้น กลับเงียบสงบราวกับป่าช้า ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจของเหล่าศิษย์ร่วมสำนักนับร้อยคนที่รายล้อมอยู่รอบด้าน ทุกสายตาต่างจดจ้องมาที่จุดๆ เดียว—จุดที่ศิษย์พี่ใหญ่ "หานเฟิง" ยืนสงบนิ่งอยู่บนแท่นหินอัคนีด้วยท่าทีเย่อหยิ่งจองหอง "ลู่เฉิน... เจ้าเดรัจฉานไร้ค่า เจ้ายังกล้าอาจหาญก้าวเท้าขึ้นมาเหยียบย่าง ณ ลานประลองแห่งนี้อีกหรือ?" เสียงคำรามของหานเฟิงดังสะท้อนก้องกبار ดาบยาวในมือของมันสั่นระริกแผ่ไอสังหารสีครามเข้มข้นออกมาจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว รัศมีพลังปราณขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งกดดันลงมาดุจภูเขาขนาดย่อม หวังบดขยี้ร่างของลู่เฉินให้แหลกสลายกลายเป็นจุลในพริบตาเดียว ทว่า สำหรับข้า—ลู่เฉิน ผู้ผ่านภพชาติแห่งการนองเลือดในมหาแดนเซียนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แรงกดดันระดับนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับสายลมบางเบาที่พัดผ่านชายเสื้อเท่านั้น ข้าค่อยๆ วางจอกสุราลงบนโขดหินข้างกายอย่างเชื่องช้า สายตาดำขลับกวาดมองร่างของหานเฟิงด้วยความรู้สึกเวทนาปนสมเพช วิถีกระบี่ในยุคสมัยนี้นับวันยิ่งเสื่อมถอย ผู้คนต่างหลงงมงายอยู่กับรูปกายภายนอกและพลังปราณอันฉาบฉวย โดยหลงลืมแกแท้ที่แท้จริงของวิถีกระบี่ไปเสียสนิท "หานเฟิง" ข้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ เจือปน "เจ้าคิดว่ากระบี่ในมือของเจ้า คืออาวุธสำหรับสังหารผู้คนกระนั้นหรือ?" "สามหัน! เจ้าเป็นแค่ศิษย์สวะที่แม้แต่รากจิตวิญญาณยังพิการ ยังกล้ามาสั่งสอนข้าผู้เป็นศิษย์เอกแห่งสำนักกระบี่เมฆาเร้นลับเชียวรึ วันนี้ข้าจะใช้กระบี่เล่มนี้ ตัดหัวใจของเจ้าออกมาเซ่นสังเวยแด่ความอวดดีของเจ้า!" หานเฟิงแผดเสียงคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว ความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ มันระเบิดพลังปราณทั้งหมดที่มีออกมาในคราเดียว ร่างกายพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ดาบยาวในมือสะบั้นลงมาพร้อมกับกระบวนท่า "อัสนีแยกปฐพี" ที่ทรงพลังดุจสายฟ้าฟาดจากสรวงสวรรค์ แสงสีฟ้าเจิดจ้าบาดตาแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ แรงกดดันมหาศาลทำให้พื้นศิลาใต้เท้าของลู่เฉินแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ เสียงอุทานด้วยความตกใจดังระงมไปทั่วจากเหล่าศิษย์ที่ยืนดูอยู่รอบด้าน หลายคนถึงกับหลับตาลงด้วยความหวาดกลัว เพราะภาพที่เห็นราวกับความตายกำลังพุ่งตรงมาคร่าชีวิตของลู่เฉินในชั่วพริบตา ท่ามกลางพายุพลังปราณและคมดาบที่กำลังตวัดลงมาหมายปลิดชีพนั้น ลู่เฉินกลับยังคงยืนนิ่งสงบ ดุจดั่งขุนเขาที่ตั้งตระหง่านท้าทายคลื่นลม ร่างกายไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย มีเพียงมือขวาเท่านั้นที่ค่อยๆ เอื้อมไปแตะที่ด้าม "กระบี่ไร้ลักษณ์" ซึ่งเสียบอยู่ข้างเอว ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ... เป็นความเงียบที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงคำรามใดๆ *แกร๊ก...* เสียงชักกระบี่ออกจากฝักดังขึ้นเบาหวิว ราวกับเสียงกระซิบของสายลมหนาวยามราตรี ทว่า ในโสตประสาทของหานเฟิงและยอดฝีมือที่จับตาดองอยู่ กลับเป็นเสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงคำรามของมังกรสวรรค์ที่ตื่นจากการหลับใหล นั่นไม่ใช่แค่การชักกระบี่... แต่มันคือการ "ตื่นรู้" ของวิถีกระบี่ที่หลับใหลมานานนับหมื่นปี! ประกายแสงสีเงินยวดยวงสายหนึ่งพาดผ่านความมืดมิดในอากาศ รวดเร็วยิ่งกว่าความคิด เร็วยิ่งกว่าแสง และคมกริบเสียจนกระทั่งห้วงมิติรอบด้านปริแตกออกเป็นรอยแยกสีดำสนิท ลู่เฉินไม่ได้ใช้กระบวนท่าที่ซับซ้อน หรือเคล็ดวิชาอันตึงตังอลังการใดๆ เขาเพียงแค่ "ตวัด" มันออกไปครั้งเดียว—ด้วยมือข้างเดียว และด้วยความเรียบง่ายที่ถึงพร้อมซึ่งสัจธรรมสูงสุด *ฉับพลัน!* ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าหยุดชะงักลงราวกับภาพที่ถูกกระชากให้หยุดนิ่ง หานเฟิงที่กำลังพุ่งทะยานอยู่กลางอากาศ ร่างกายแข็งค้างในท่าเดิม ดาบยาวในมือยังไม่ทันได้สัมผัสแม้แต่ชายเสื้อของลู่เฉิน แว่นตาทั้งสองข้างเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด รูม่านหดแคบลงจนเหลือเพียงเท่าเมล็ดงา เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายท่วมใบหน้าซีดเผือด ความรู้สึกหนתเหน็บเสียดแทงลึกลงไปถึงไขกระดูกดำ หานเฟิงรับรู้ได้ทันทีว่า เส้นชีพจรปราณทั่วร่างถูกตัดขาดอย่างไร้เยื่อใย แก่นแท้พลังวิญญาณที่บำเพ็ญเพียรมาหลายสิบปีสลายหายไปในพริบตา ราวกับหยดน้ำที่ระเหยหายไปท่ามกลางแสงแดด "อั๊ก..." เลือดสดๆทะลักพุ่งออกมาจากปากของหานเฟิงคำโต ร่างกายที่เคยเหิมเกริมพลันสูญสิ้นเรี่ยวแรง เข่าทั้งสองข้างทรุดฮวบลงกระแทกกับพื้นศิลาเบื้องล่างอย่างแรง เสียงกระดูกแตกหักดังกร๊อบสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ ความอัปยศอดสูและความหวาดกลัวเข้ากัดกินจิตใจจนมันตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับบุรุษหนุ่มผู้ยืนอยู่ตรงหน้าอีก แพ้แล้ว... พ่ายแพ้อย่างราบคาบ และน่าอนาถยิ่งกว่าสุนัขข้างถนน แม้แต่กระบวนท่าเดียวก็ยังไม่มีปัญญาต้านทาน! ความเงียบสงัดปกคลุมลานประลองอีกครั้ง ทว่า หนนี้มันเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงพรึงเพริดจนแทบหายใจไม่ออก เหล่าศิษย์ร่วมสำนักต่างอ้าปากค้าง ดวงตาทุกคู่เบิกกว้างแทบถล่นออกมานอกเบ้า พวกเขาไม่อาจเชื่อในสิ่งที่สายตาตนเองกำลังมองเห็น ศิษย์พี่ใหญ่ผู้เกรียงไกรและทรงพลังที่สุดในรอบทศวรรษ กลับต้องคุกเข่าลงแทบเท้าของศิษย์สวะที่พวกเขาเคยเหยียดหยามภายในกระบี่เดียว! ลู่เฉินเก็บกระบี่เข้าฝักอย่างนิ่มนวล ท่วงท่าสง่างามราพกับเซียนผู้สูงส่ง เขาก้มมองหานเฟิงที่กำลังสั่นเทาอยู่เบื้องล่างด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานก้องที่บาดลึกถึงจิตวิญญาณ "จำไว้... วิชาดาบของเจ้าเป็นเพียงแค่การร่ายรำที่ไร้จิตวิญญาณ หากเจ้ายังไม่เข้าใจความหมายของการมีชีวิตอยู่เพื่อปกป้องสิ่งสำคัญ กระบี่ในมือของเจ้า ก็เป็นได้แค่เพียงเศษเหล็กไร้ค่าชิ้นหนึ่งเท่านั้น" สิ้นคำพูดของลู่เฉิน เขาก็สะบัดชายเสื้อเตรียมจะก้าวเดินจากไป โดยไม่แม้แต่จะชายตามองคู่ต่อสู้ที่พ่ายแพ้ไปแล้วแม้แต่น้อย ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง สายลมหนาวยะเยือกสายหนึ่งก็พัดผ่านเข้ามาอย่างกะทันหัน พร้อมกับกลิ่นอายพลังปราณอันบริสุทธิ์และเยือกเย็นดุจน้ำค้างสวรรค์ที่แผ่ซ่านกดทับลงมาทั่วทั้งอาณาบริเวณ ทำให้ทุกคนในที่นั้นต้องสะท้านเฮือกด้วยความหวาดผวา บนยอดหลังคาตำหนักกระบี่เมฆาอันสูงชัน ร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวกับหิมะแรกฤดูยืนตระหง่านอยู่ ณ ที่นั้น ใบหน้าเรียวสวยงดงามราวกับภาพวาด ทว่า เยชาชาและไร้ซึ่งความรู้สึกดุจดั่งรูปสลักน้ำแข็ง ดวงตาสีฟ้าครามคู่นั้นกวาดมองลงมายังลู่เฉิน ก่อนที่ริมฝีปากบางเฉียบจะขยับเอ่ยคำพูดที่ทำให้หัวใจของลู่เฉินต้องกระตุกวูบ "ลู่เฉิน... คนของตำหนักน้ำค้างสวรรค์มาเยือนแล้ว และพวกมัน... กำลังตามล่าเจ้าเพื่อทวงคืน 'กระบี่ผนึกสวรรค์' ที่เจ้าครอบครองอยู่" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางทุกท่านที่ร่วมดื่มด่ำไปกับวิถีกระบี่และจิตวิญญาณแห่งเซียน ณ ยุทธภพอันไร้ขอบเขตนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบจอมกระบี่ข้ามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%