"ข้าตามหาท่านพบแล้ว... ศิษย์พี่"
สุ้มเสียงนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท แม้เงาร่างบอบบางในอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะสลักของไป๋จิงซูจะเลือนหายไปจากสำนักกระบี่เมฆาคล้อยแล้ว ทว่ากลิ่นอายความเย็นเยือกของกระบี่เหมันต์และห้วงคำนึงอันโหยหายังคงอบอวลอยู่รอบกายของลู่เฉิน
ความเงียบงันยามราตรีเข้าปกคลุมเรือนพักโทรมๆ ลู่เฉินนั่งขัดสมาธิอยู่บนฟูกนอนเก่าๆ แววตาของเขาที่เคยราบเรียบดุจน้ำในบึงลึก บัดนี้กลับทอประกายคมกล้าดุจกระบี่เพิ่งลับคม
สิบปี... สำหรับคนทั่วไปคือหนึ่งในสามของช่วงชีวิต แต่วัยวานนับหมื่นปีที่เขาเคยครองตำแหน่งมหาเทพกระบี่แห่งแดนสรวงนั้นยาวนานเสียจนความทรงจำกลายเป็นเถ้าถ่าน ทว่าชื่อ "ไป๋จิงซู" กลับส刻ตรึงอยู่ในดวงจิตวิญญาณ ไม่เคยเลือนหายแม้ในยามที่เขาต้องแตกดับสลายร่างในมหาสงครามทัณฑ์สวรรค์
"เจ้ายังคงดื้อดึงเช่นเคยนะ จิงซู..." ลู่เฉินพึมพำกับความว่างเปล่า มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เจือด้วยความรู้สึกที่ยากจะหาคำใดมานิยาม มันทั้งอบอุ่นและปวดร้าวในคราเดียวกัน
เขาสลัดความอาลัยอาวรณ์ทิ้งไปอย่างเด็ดขาด ยุทธภพเบื้องหน้าหาใช่สถานที่สำหรับความอ่อนแอ มารดาเลี้ยงและบรรดาพี่น้องร่วมสายโลหิตต่างหมายเอาชีวิตเขา ศิษย์พี่ร่วมสำนักต่างดูแคลน และที่สำคัญที่สุด... ร่างกายที่เขากำลังอาศัยอยู่นี้ ช่างเปราะบางและไร้ค่าเสียยิ่งกว่ามดปลวก
ชีพจรโลหิตมังกรที่ควรจะตื่น ภายในร่างนี้กลับตีบตันและพิการตั้งแต่กำเนิด นี่คือเหตุผลที่เจ้าของร่างเดิมต้องตรอมใจตาย
"คิดจะใช้เศษสวะร่างนี้มาขวางทางข้า ช่างน่าขันสิ้นดี"
ลู่เฉินหลับตาลง ดึงจิตเข้าสู่ห้วงลึกแห่งตบะ ภายในห้วงสมุทรแห่งจิตวิญญาณของเขา ภาพของตำราโบราณสีทองเล่มหนึ่งกำลังลอยเคว้งคว้าง มันคือ "เคล็ดกระบี่กลืนฟ้า" วิชาบรรพกาลที่แม้แต่เง็กตianฮ่องเต้ยังต้องสั่นสะทวน วิชานี้ไม่ได้มีไว้เพื่อฝึกฝนกระบี่ตามตำราทั่วไป แต่มันคือวิชาที่ใช้ "ฟ้าดินเป็นฝักกระบี่" และ "จักรวาลเป็นคมดาบ"
*ฮูม—!*
ทันทีที่ลู่เฉินเริ่มโคจรวิถีลมปราณ อุณหภูมิภายในห้องพักขนาดเล็กก็ลดฮวบลงอย่างฉับพลัน อากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นเกลียวคลื่น พลังปราณฟ้าดินที่เคยกระจัดกระจายอย่างไร้ทิศทางราวกับถูกแม่เหล็กทรงพลังดึงดูด มันพากันทะлักทะลายเข้าสู่ร่างของลู่เฉินผ่านทางร้อยจุดชีพจรอย่างบ้าคลั่ง!
"อึก..."
เสียงคำรามต่ำลอดไรฟัน ร่างกายที่ผอมแห้งของลู่เฉินสั่นสะท้าน เส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาตามผิวหนังราวกับตัวหนอนดุร้าย พลังปราณดิบเถื่อนเหล่านั้นกำลังแผดเผาอวัยวะภายในของเขาจนเกิดเสียงดังปะทุ *เปรี๊ยะๆ* ความเจ็บปวดระดับที่ทำให้ยอดฝีมือทั่วไปกระอักเลือดตายได้ในพริบตา แต่สำหรับลู่เฉิน... นี่เป็นเพียงความรู้สึกราวกับมดกัดเท่านั้น
จิตใจของเขานิ่งสงบดุจมหาสมุทรลึกหมื่น丈 แม้คลื่นลมจะโหมกระหน่ำเพียงใด แก่นแท้แห่งวิญญาณยังคงมั่นคงไม่ไหวติง
"เส้นชีพจรที่พิการหรือ? ฮ่าๆๆ... ในสายตาของมหาเทพเช่นข้า ไม่มีสิ่งใดเรียกว่า 'เป็นไปไม่ได้' มีเพียงแต่ 'ยังไม่พยายาม' เท่านั้น!"
ลู่เฉินแผดเสียงในใจ เคล็ดกระบี่กลืนฟ้าถูกเร่งเร้าถึงขีดสุด เขาใช้พลังปราณอันเกรี้ยวกราดดุจพายุุสุริยะเข้ากระแทกใส่จุดชีพจรโลหิตมังกรที่อุดตันมาเนิ่นนาน
*เปรี้ยง—!*
เสียงระเบิดดังขึ้นในห้วงสมุทรปราณ ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางผืนปฐพี เลือดสีดำคล้ำซึ่งเป็นพิษร้ายและสิ่งสกปรกสะสมตั้งแต่เกิด พุ่งทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ดของลู่เฉินจนเบาะรองนั่งเปรอะเปื้อน กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง
ทว่า... ร่างกายของเขากลับเบาสบายขึ้นอย่างอัศจรรย์
ชีพจรโลหิตมังกรที่ตายด้าน บัดนี้ได้รับการชำระล้างจนสะอาดหมดจด ราวกับแม่น้ำที่เคยแห้งเหือดถูกเติมเต็มด้วยกระแสน้ำวนแห่งพลังชีวิตอันมหาศาล เสียงคำรามของมังกรคำรามก้องอยู่ในหูของเขา เป็นเสียงที่ทรงพลังและดุดัน จนทำให้ผนังไม้ของเรือนพักถึงกับปริร้าว
[ท่านได้ทะลวงเข้าสู่ ขอบเขตหลอมรวมลมปราณ ขั้นที่หนึ่ง!]
[ท่านได้ปลุกสัญชาตญาณมังกรบรรพกาลสำเร็จ!]
ลู่เฉินลืมตาขึ้น ประกายแสงสีทองเจิดจ้าพุ่งวาบผ่านนัยน์ตาของเขาทั้งสองข้าง ดุจประกายไฟจากเหล็กกล้ากระทบหินลับกระบี่ ความแข็งแกร่งที่เอ่อล้นอยู่ในร่างกายนี้ ทำให้เขารู้สึกได้ถึงพลังอำนาจที่สามารถฉีกกระชากเสือดาวด้วยมือเปล่าได้อย่างง่ายดาย
เขายกมือขึ้น แบฝ่ามือออกเบาๆ ปราณกระบี่สีครามเข้มสายหนึ่งพุ่งออกมาจากปลายนิ้วราวกับงูพิษที่เตรียมฉกเหยื่อ แม้จะเป็นเพียงปราณกระบี่ขั้นต้น แต่มันกลับอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารและเจตจำนงแห่งกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัว เกินกว่าที่ผู้ฝึกยุทธ์ในระดับเดียวกันจะจินตนาการถึง
"นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น..." ลู่เฉินพึมพำเบาๆ รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นที่มุมปาก "หนี้เลือดที่สำนักกระบี่เมฆาติดค้างไว้กับร่างนี้ และบัญชีแค้นในแดนสวรรค์... ข้าจะทยอยทวงคืนมันทีละคน"
ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะเก็บซ่อนพลังปราณเพื่อพักผ่อนฟื้น
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงเคาะประตูยามวิกาลดังขึ้นสามครั้งอย่างแผ่วเบา แต่กลับดังก้องชัดเจนในโสตประสาทของลู่เฉินที่ประสาทสัมผัสเพิ่งถูกยกระดับขึ้นถึงขีดสุด
ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีแม้แต่ร่องรอยการเคลื่อนไหวของลมปราณรอบตัว ราวกับว่าผู้ที่มาเยือนไม่ได้ใช้วิชาตัวเบาเดินทางมา แต่... ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูนั่นราวกับภูตผี
แววตาของลู่เฉินหรี่แคบลงทันที ความตึงเครียดสายหนึ่งพาดผ่านจิตใจ ยามวิกาลเช่นนี้ ใครกันที่มีฝีมือลึกล้ำจนเขาก่อนหน้านี้ไม่ทันสังเกตเห็นการมาถึง?
ประตูกลอนไม้เก่าๆ ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกเองอย่างช้าๆ โดยไม่มีมือผู้ใดแตะต้อง สายลมเย็นยะเยือกพัดกรรโชกเข้ามาในห้อง พร้อมกับกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ที่คุ้นเคยอย่างยิ่งยวด
เงาร่างหนึ่งก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในความมืด นางสวมชุดคลุมสีดำสนิทเพื่ออำพรางตัว แต่กระบี่เล่มยาวที่สะพายอยู่ด้านหลังกลับเปล่งแสงเรืองรองสีฟ้าครามอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีวันลืมเลือน
ไป๋จิงซู!
แต่นางไม่ได้มาเพื่อพบเขาในฐานะศิษย์น้องและศิษย์พี่เช่นเมื่อหัวค่ำ...
ใบหน้าอันงดงามล่มเมืองของนางในยามนี้ซีดเซียว หยาดเลือดสีแดงฉานไหลซึมออกจากมุมปากหยักสวยหยดลงบนพื้นเรือนไม้ และที่สำคัญที่สุด... ปลายกระบี่เหมันต์ในมือของนางกำลังสั่นระริก หยดเลือดสดๆ ไหลหยดลงตามคมกระบี่กระทบพื้นเสียงดัง *ติ๋ท... ติ๋ท...*
ก่อนที่ลู่เฉินจะทันได้เอ่ยปากถาม นางก็ทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นห้อง ลมหายใจโรยริน แววตาที่เคยเยือกเย็นและหยิ่งผยอง บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของลู่เฉินแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง
"ศิษย์พี่... หนีไป... พวกมัน... 'ผู้ใช้วิชากลืนวิญญาณเก้าสวรรค์' ตามหาเราเจอแล้ว..."
*โครม—!!*
เสียงฟ้าคำรามสนั่นหวั่นไหวผ่าลงมากลางดึกราวกับสวรรค์กำลังพิโรธ แสงแลบแปลบปลาบส่องกระทบใบหน้าของลู่เฉินที่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความมืดทะมึนดุจพายุมรณะ!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
สยบจอมกระบี่ข้ามภพ•ตอนที่ 2
ชำระล้างชีพจรโลหิตมังกร
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบจอมกระบี่ข้ามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!