"โครม!"
ประตูไม้เนื้อดีของเรือนพักหลังน้อยถูกพลังปราณอันรุนแรงกระแทกจนแหลกละเอียดเป็นจุล เศษไม้ปลิวว่อนคละคลุ้งไปกับฝุ่นผง ท่ามกลางบรรยากาศยามดึกที่ยังคงอบอวลด้วยไอฝนและเสียงคำรามของสายฟ้า
ร่างของชายวัยกลางคนผู้สวมชุดคลุมผ้าไหมปักลายเสือดาวก้าวเข้ามาด้วยฝ่าเท้าหนักหน่วง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองและไอสังหารที่แผ่พุ่งออกมาอย่างไม่ปิดบัง เขาคือ 'ลู่เทียนหลง' ผู้อาวุโสลำดับที่สามแห่งตระกูลลู่ ผู้ซึ่งถือหางว่าตนเองอยู่ในขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่เจ็ด ย่อมมองศิษย์สายรองอย่างลู่เฉินเป็นเพียงมดปลวกตัวหนึ่งเท่านั้น
"ลู่เฉิน! เจ้าสวะตัวดี กล้าดียังไงถึงยังกล้าซุกหัวอยู่ในเรือนนี้ รู้อยู่แก่ใจว่าสมบัติวิญญาณขั้นสาม 'ศิลาเพลิงสุริยัน' ที่เจ้าบังเอิญได้มาจากหุบเขาอัสนี สมควรตกเป็นของบุตรชายข้า!"
เสียงคำรามของลู่เทียนหลงดังสะเทือนไปทั่วบริเวณ แรงกดดันจากลมปราณระดับสูงกดทับลงมาจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว สำหรับคนทั่วไปแล้ว แรงกดดันนี้คงทำให้เข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัวไปนานแล้ว
ทว่า... ลู่เฉินกลับยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตียงไม้เก่าๆ แผ่นหลังของเขายังคงเหยียดตรงดุจกระบี่คมที่ซ่อนอยู่ในฝัก ดวงตาคู่คมกริบเหลือบมองผู้มาเยือนช้าๆ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงความเย็นชาและประกายแสงสีเงินยวดยิ่งที่วับผ่านนัยน์ตา ราวกับห้วงมหาสมุทรอันไร้ก้นบึ้งที่กำลังมองดูแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ
"สมบัติงั้นหรือ..." น้ำเสียงของลู่เฉินราบเรียบ ทว่ากลับทรงพลังจนลู่เทียนหลงชะงักไปชั่วขณะ "ในสายตาของข้า สิ่งนั้นก็เป็นเพียงก้อนกรวดไร้ค่าชิ้นหนึ่ง เหตุใดข้าต้องมอบมันให้สุนัขที่เห่าหอนไม่เลือกที่อย่างบุตรชายเจ้าด้วยเล่า?"
"สามหงส์! เจ้าเด็กเหลือขอเดรัจฉาน!" ลู่เทียนหลงใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน รังสีอำมหิตพวยพุ่งทะลัก "ในเมื่อเจ้าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้เจ้ารู้ซึ้งถึงความแตกต่างระหว่างฟ้ากับดินเอง กระดูกทั่วร่างของเจ้าจะต้องถูกบดขยี้ให้แหลکละเอียด!"
สิ้นคำพูด ฝ่ามือหนาก็ถูกตบออกไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด พลังปราณสีแดงฉานรวมตัวกันเป็นรูปฝ่ามือเพลิงขนาดใหญ่ แหวกอากาศเข้ามาหมายจะปลิดชีพและคว้าเอาแหวนมิติที่นิ้วของลู่เฉินในคราเดียว
นี่คือกระบวนวิชา "ฝ่ามือเพลิงผลาญโลกันตร์" ซึ่งเป็นวิชาประจำตัวของลู่เทียนหลง ผู้อาวุโสหลายคนในตระกูลต่างรู้ดีว่า หากโดนเข้าไปเต็มรัก แม้แต่แผ่นศิลาผาดยังต้องแหลกสลายเป็นผุยผง
ทว่า... ลู่เฉินไม่แม้แต่จะขยับตัวลุกขึ้นยืน เขายังคงนั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ ราวกับกำลังชมการแสดงงิ้วที่น่าเบื่อฉากหนึ่ง
ในเสี้ยววินาทีที่ฝ่ามือเพลิงกำลังจะพุ่งเข้าประชิดใบหน้า ลู่เฉินก็ยกมือขึ้นช้าๆ นิ้วชี้และนิ้วกลางประสานเข้าหากันเป็น "ดัชนีกระบี่" ไร้ลักษณ์ ไร้เสียง ไร้รูป
"ช้ง!"
เสียงคล้ายโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว พลังปราณสีเงินยวงเส้นบางเฉียบราวเส้นไหมพุ่งทะยานออกจากปลายนิ้วของลู่เฉิน มันมีความคมกริบชนิดที่สามารถตัดผ่านมิติเวลาและช่องว่างได้อย่างง่ายดาย
เมื่อดัชนีกระบี่เส้นนั้นปะทะเข้ากับฝ่ามือเพลิงขนาดมหึมาของลู่เทียนหลง ภาพที่ทุกคนคาดคิดว่าจะเห็นเด็กหนุ่มถูกอัดกระเด็นกลับไม่เกิดขึ้น!
ตรงกันข้าม... ฝ่ามือเพลิงกลับถูกตัดขาดออกเป็นสองซีกราวกับกระดาษบางๆ ที่โดนกรรไกรคมกริบตัดฉับ! พลังปราณที่สะท้อนกลับรุนแรงยิ่งกว่าคลื่นสึนามิซัดกระหน่ำใส่ร่างของลู่เทียนหลงในพริบตา
"อั๊ก...!"
ลู่เทียนหลงเบิกตากว้างจนแทบถ้านทะลัก ความรู้สึกเจ็บปวดราวกับกระดูกทั่วร่างถูกหักเป็นท่อนๆ แล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง ร่างท้วมของผู้อาวุโสลำดับที่สามกระเด็นทะลุประตูเรือนที่พังไปแล้วออกไปไกลกว่าสิบเมตร กระแทกเข้ากับกำแพงหินศิลาจนแตกละเอียด ร่างของเขากระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุดราวกับได้เห็นภูตผีปีศาจ
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมบริเวณเรือนพักในทันที ลู่เทียนหลงพยายามใช้มือยันพื้นเพื่อพยุงร่างลุกขึ้น แต่เขากลับพบว่าเส้นชีพจรลมปราณทั่วร่างถูกพลังแปลกปลอมสายหนึ่งกดทับเอาไว้จนไม่สามารถโคจรพลังได้แม้แต่น้อย
"ทะ... เป็นไปได้ 0อย่างไร..." ลู่เทียนหลงชี้หน้าเด็กหนุ่มด้วยมือที่สั่นเทา หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนกและไม่อยากเชื่อ "เจ้า... เจ้าอยู่ในขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นเริ่มต้นแท้ๆ เหตุใด... เหตุใดพลังวิญญาณของเจ้าจึงบริสุทธิ์และน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้!"
ลู่เฉินค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากเรือนอย่างช้าๆ ฝีเท้าของเขานุ่มนวลและมั่นคง ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบเฉย ไร้ซึ่งความยินดีหรือโกรธเกรี้ยว เขาก้มมองผู้อาวุโสที่นอนกองอยู่แทบเท้า ราวกับพญาอินทรีที่กำลังมองดูหนอนแมลงบนพื้นดิน
"ขอบเขตพลังเป็นเพียงตัวเลขที่มนุษย์สมมติขึ้นมาเพื่อปลอบใจคนอ่อนแอเท่านั้น" ลู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มลึก ทว่าก้องกังวานบาดลึกถึงจิตวิญญาณ "ในสายตาของข้า ต่อให้เจ้าอยู่ในขอบเขตราชันย์สวรรค์ หากบัง1อาจทำตัวรบกวนความสงบของข้า... เจ้าก็รุกล้ำเส้นตายที่มิอาจให้อภัยแล้ว"
บรรยากาศรอบตัวเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นหนาวเหน็บ ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณจนน้ำค้างบนยอดหญ้ากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง
ในจังหวะที่ลู่เฉินกำลังจะก้าวเข้าไปปลิดชีพสุนัขรับใช้ผู้ไม่เจียมตัวรายนี้เพื่อตัดปัญหาที่ต้นลม สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งกำลังเหินฟ้าลงมาจากยอดเขาไกลโพ้น นางสวมชุดกระโปรงยาวพลิ้วไหวราวกับเทพธิดา กลิ่นอายความเย็นชาและสูงส่งแผ่กระจายออกมาจนผู้คนต้องก้มหัวให้ด้วยความเคารพ
นั่นคือ 'ไป๋จิงซู' นางเซียนแห่งตำหนักน้ำค้างสวรรค์ ผู้ซึ่งไม่ควรจะปรากฏตัว ณ สถานที่อันโสโครกแห่งนี้ยามวิกาล!
ทว่า สิ่งที่ทำให้หัวใจของลู่เฉินกระตุกวูบไม่ใช่การมาถึงของนางเซียนผู้เย็นชา หากแต่เป็นกระบี่เหมันต์ในมือของนางที่บัดนี้... กลับมีหยดเลือดสดๆ ไหลหยดลงสู่พื้นดิน พร้อมกับเศษผ้าคลุมสีดำสนิทที่นางขว้างลงมาแทบเท้าของเขา
"ลู่เฉิน..." น้ำเสียงไพเราะแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปีเอ่ยขึ้นเบาๆ ทว่ากลับทำให้ลมหายใจของเขาสะดุด "คนจากแดนบูรพาตามล่าเจ้ามาถึงที่นี่แล้ว และ... ดูเหมือนว่าความลับเรื่องที่เจ้ายังไม่ตาย จะรั่วไหลไปถึงหูของ 'มัน' ผู้ทรยศคนนั้นแล้ว"
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันไร้จุดสิ้นสุดนี้นะครับ
สยบจอมกระบี่ข้ามภพ•ตอนที่ 3
ตบหน้าผู้อาวุโสตาบอด
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบจอมกระบี่ข้ามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!