กี่เพลิงโลกันตร์แผดเผา จึงจะหลอมรวมจิตวิญญาณกระบี่ที่แตกสลายให้กลับคืนมาได้?
คำกล่าวเตือนสติอันเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปีของไป๋จิงซูยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงสมองของลู่เฉิน ทว่าในวินาทีนี้ ไม่มีเวลาให้เขาส่งเสียงทอดถอนใจแม้แต่ครึ่งคำ ความกดดันมหาศาลระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินกำลังแผ่ซ่านออกมาจากจุดตันtian (ตันเถียน) ของเขา ราวกับมีมังกรเพลิงดึกดำบรรพ์ตัวหนึ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนานนับพันปี
"คนจากแดนบูรพาตามล่าเจ้ามาถึงที่นี่แล้ว..."
น้ำเสียงของนางเซียนผู้เยือกเย็นยังคงติดตรึงอยู่ในโสตประสาท แต่ยามนี้ ร่างกายของลู่เฉินกลับร้อนดุจเตาหลอมโลหะ เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายไหลอาบทั่วแผ่นหลัง เส้นเลือดสีเขียวปูดโปนขึ้นตามขมับและลำคอ ทุกลมหายใจเข้าออกของเขาประดุจเสียงหีบสูบลมของช่างตีเหล็กสวรรค์ที่กำลังโหมกระพือเปลวเพลิงแห่งโชคชะตา
*เปรี้ยง!*
เสียงอสนีบาตคำรามก้องฟ้าอย่างไร้ที่มา ท้องน้ายามราตรีเหนือเมืองตระกูลลู่พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม เมฆฝนทะมึนก่อตัวหมุนวนเป็นรูปเกลียวคลื่นขนาดมหึมา แรงกดดันจากเขตแดนสวรรค์แผ่ซ่ายกดทับลงมายังเรือนพักหลังเล็กของลู่เฉินจนหลังคารetกระเบื้องสั่นสะเทือน เสียงแตกร้าว "กรอบแกรบ" ดังประสานกันเป็นระลอก
นี่คือทัณฑ์สวรรค์! หรือพูดให้ถูกคือ ปรากฏการณ์ที่ฟ้าดินกำลังตื่นตระหนกต่อการกำเนิดขึ้นใหม่อีกครั้งของมหาเทพกระบี่!
ภายในห้องโถงคับแคบ ลู่เฉินนั่งขัดสมาธิอยู่บนฟูกเก่าๆ สองมือประสานกันเป็นเคล็ดวิชาต้วนหลง (ทำลายมังกร) ดวงตาคู่นั้นที่เคยสงบนิ่งดุจน้ำในบึงลึก บัดนี้กลับเปล่งประกายแสงสีทองเจิดจ้าออกมาวับวามราวดารานับพันดวงในคราเดียว
"ฮึ่ม... คิดจะใช้เขตแดนสวรรค์มากดขี่ข้า ช้าเกินไปร้อยปี!"
ลู่เฉินคำรามในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าแต่น่าเกรงขามดุจพญาเสือโคร่งคำรามในป่าลึก กระแสลมปราณภายในร่างกายของเขาพวยพุ่งชนทะลวงเส้นชีพจรที่อุดตันมาเนิ่นนานทีละจุด ทีละจุด...
*ปั้ง! ปั้ง! ปั้ง!*
เสียงระเบิดดังขึ้นติดต่อกันสามครั้งครา เส้นชีพจรหลักทั้งสามสิบหกสายของร่างสวะนี้ถูกพลังปราณอันเกรี้ยวกราดแผดเผาจนชำระล้างจนสะอาดหมดจด เลือดลมที่เคยขุ่นมัวและซบเซากลับไหลเวียนรวดเร็วดุจสายน้ำเชี่ยวกรากในหุบเขา ความรู้สึกเจ็บปวดทรมานราถูกไฟสุมร่างทำให้กล้ามเนื้อทุกมัดกระตุกเกร็ง ทว่าแววตาของลู่เฉินหาได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความเย่อหยิ่งทนงตนและประกายความมุ่งมั่นที่เฉียบคมดุจคมกระบี่
นี่คือ "ขอบเขตลมปราณแท้จริง" ขั้นแรกสุด!
ทว่า สำหรับผู้ที่เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวัฏจักรเซียนอย่างเขา การทะลวงผ่านระดับเล็กน้อยเช่นนี้ เป็นเพียงการก้าวเท้าก้าวแรกออกจากหลุมโคลนเท่านั้น
"สยบ!"
ลู่เฉินประสานนิ้วชี้และนิ้วกลางเข้าหากัน ชี้ขึ้นสู่เบื้องบน พลังลมปราณสายหนึ่งพุ่งทะลวงหลังคาเรือนขึ้นไปบนท้องฟ้าดุจลำแสงสีครามพุ่งแหกม่านเมฆ แรงระเบิดสะท้อนสะเทือนไปทั่วรัศมีสีย우ล (สิบโยชน์) ฝูงนกกาในเมืองตระกูลลู่ต่างพากันบินหนีตายอลหม่าน เสียงสุนัขเห่าหอนระงมไปทั่วทุกตรอกซอกซอย
ความสะเทือนขวัญนี้ มิได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในระดับกายภาพ แต่จิตวิญญาณและคลื่นพลังปราณที่แผ่ขยายออกไป ทำให้ผู้อาวุโสและยอดฝีมือทุกท่านในเมืองตระกูลลู่ต่างต้องสะดุ้งตื่นจากการบำเพ็ญเพียร!
ณ เรือนโถงใหญ่ตระกูลลู่
ผู้อาวุโสใหญ่ลู่ซานผู้มีตบะอยู่ในขอบเขตลมปราณแท้จริงขั้นปลาย พลางสะδอกสะท้านจนถ้วยชาในมือหล่นแตกละเอียด ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง เขากวาดสายตามองไปยังทิศทางของเรือนพักร้างท้ายจวนด้วยความหวาดระแวง
"พลังปราณนี้มัน... อะไรกัน?" ลู่ซานพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ลมหายใจสะดุดติดขัด "ความกดดันระดับนี้... ยิ่งใหญ่และบริสุทธิ์ยิ่งกว่าตอนที่ข้าทะลวงสู่ขอบเขตลมปราณแท้จริงเสียอีก! หรือว่า... จะมี19ยอดฝีมือลึกลับลักลอบเข้ามาในเขตตระกูลเรา?"
มิใช่เพียงแค่ลู่ซานเท่านั้น ยอดฝีมือรุ่นเยาว์และผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างก็พากันพุ่งทะยานออกมาจากห้องพักของตน เงาร่างนับสิบสายลอยตัวขึ้นสู่ที่สูง ทะยานฝ่าความมืดมิดมุ่งตรงไปยังเรือนพักของลู่เฉินดุจฝูงตั๊กแตนต้องลม
พวกเขาลอบคิดในใจเป็นตาเดียว: *ไม่ว่ามันจะเป็นผู้ใด หากกล้ามาสร้างความอัปยศหรือแอบฝึกวิชาต้องห้ามในเขตอาณาจักรตระกูลลู่ มันผู้นั้นต้องตายอย่างไร้ที่ฝัง!*
ตัดกลับมาที่เรือนพักของลู่เฉิน
ละอองแสงสีทองและไอหมอกสีขาวบริสุทธิ์ยังคงล้อมรอบกายของชายหนุ่ม ร่างกายของเขาในยามนี้โปร่งใสราวกระจกแก้ว ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวและหยาบกร้านกลับเปล่งประกายเรืองรองราวกับหยกเนื้อดี ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ "รัศมีกระบี่ไร้ลักษณ์" ที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาโดยไม่รู้ตัว มันคมกริบเสียจนอากาศรอบกายเกิดรอยปริแตกเป็นทางยาวราวกับกระจกถูกของมีคมกรีด
ลู่เฉินค่อยๆ ลืมตาขึ้น ช้าๆ แววตาสีทองเข้มฉายประกายเยือกเย็นราวกับเทพผู้ลงมาจุติ เขากวาดสายตามองฝ่าความมืดออกไปนอกหน้าต่างที่พังทลาย สัมผัสได้ถึงจิตสังหารนับสิบสายที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วสูง
"หึ... รวดเร็วกว่าที่คิดเสียอีกนะเนี่ย" ลู่เฉินเหยียดยิ้มที่มุมปาก น้ำเสียงเรียบสนิทเจือแววเย้ยหยัน "พวกสุนัขรับใช้ที่ไร้ประโยชน์เหล่านี้ ช่างขยันขันแข็งเสียจริงยามที่ได้กลิ่นเหยื่ออ่อนแอ"
เขายันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่วงท่าองอาจมั่นคงดุจขุนเขา ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึง แม้ว่าพลังยุทธ์ในยามนี้จะเพิ่งฟื้นคืนมาถึงเพียงแค่ขอบเขตลมปราณแท้จริงขั้นแรก ทว่าสำหรับมหาเทพกระบี่อย่างเขา การจัดการกับพวกมดปลวกในขอบเขตเดียวกันหรือเหนือกว่าสักสองสามขั้น มิใช่เรื่องที่ต้องเปลืองเรี่ยวแรงอันใดเลย
*ตึง!*
ประตูไม้เก่าแก่ของเรือนพักถูกพลังลมปราณรุนแรงกระแทกจนแหลละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เศษฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ เงาร่างสามสายพุ่งทะรุเข้ามาในห้อง ยืนขนาบซ้ายขวาและตรงกลางอย่างเป็นระเบียบ แววตาของพวกมันเต็มไปด้วยจิตสังหารและรอยยิ้มเยาะหยัน
"ลู่เฉิน!" เสียงอันทรงอำนาจและเต็มไปด้วยความเกลียดชังดังขึ้นจากปากของลู่หลาง บุตรชายคนรองของผู้อาวุโสใหญ่ ผู้มีฉายา 'กระบี่วายุคลั่ง' เขากวาดตามองลู่เฉินด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์ดุจมองเศษสวะใต้รองเท้า "เจ้าสวะไร้ค่าเช่นเจ้า กล้าดีอย่างไรจึงแอบฝึกวิชาต้องห้ามจนเกิดความวุ่นวายไปทั่วตระกูลเช่นนี้! รู้ตัวหรือไม่ว่าความผิดของเจ้าในวันนี้ มีโทษถึงตายสถานเดียว!"
ลู่เฉินไม่แม้แต่จะชายตามองลู่หลาง เขากลับก้มลงปัดฝุ่นตามชายเสื้อเบาๆ ราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงแค่ฝุ่นละอองที่ติดอยู่บนอาภรณ์ ท่าทีที่เย่อหยิ่งและไม่แยแสเช่นนี้ ยิ่งทำให้ลู่หลางเดือดดาลจนเส้นเลือดที่หน้าผากปูดโปน
"โทษถึงตายงั้นหรือ?" ลู่เฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกคำกลับหนักแน่นราวกับค้อนเหล็กที่ตอกลงบนลิ้นปี่ของคู่สนทนา "ในสายตาของข้า ลู่หลาง... แม้แต่สุนัขที่นอนเฝ้าประตูจวนยังสูงส่งกว่าเจ้าถึงสามส่วน เจ้าเอาความมั่นใจมาจากที่ใด ถึงกล้ามายืนเห่าหอนอยู่ต่อหน้าข้าด้วยท่าทีเช่นนี้?"
"เจ้า...!" ลู่หลางหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธเกรี้ยวจนแทบกระอักเลือด "สามห่าว! วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้รู้สำนึกว่า การล่วงเกินผู้อาวุโสและทายาทสายตรง มีจุดจบเช่นไร!"
สิ้นคำพูด ลู่หลางไม่รอช้า พลิกข้อมือชักกระบี่เหล็กกล้าออกจากฝักทันที แสงประกายสีฟ้าประกายวาววับพุ่งเข้าใส่ลู่เฉินด้วยความเร็วราสายฟ้าแลบ วิชากระบี่วายุคลั่งถูกแผดเผาจนสุดกำลัง หวังจะปลิดชีพสวะตรงหน้าให้สิ้นซากภายในกระบวนท่าเดียว!
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่กำลังจะพุ่งเข้าประชิดลำคอของลู่เฉินนั่นเอง
มือขวาของลู่เฉินก็ขยับขึ้นอย่างช้าๆ ช้าเสียจนทุกคนคิดว่าเขากำลังยอมรับความตาย แต่แล้ว... นิ้วมือทั้งสองข้างของเขากลับดีดออกไปกระทบเข้ากับคมกระบี่เหล็กกล้าของลู่หลางอย่างแม่นยำราวจจับวาง!
*ติ๊ง!*
เสียงใสดุจเสียงระฆังเงินดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน... กระบี่ในมือของลู่หลางพลันหยุดชะงักกลางอากาศ รอยร้าวขนาดเล็กปรากฏขึ้นบนใบดาบเหล็กกล้าชั้นดี ก่อนที่มันจะแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ นับร้อยชิ้น ร่วงหล่นลงสู่พื้นราวกับสายฝนโปรยปราย
ลู่หลางเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนลูกตาแทบทะลักออกมานอกเบ้า หัวใจของเขาหยุดเต้นไปชั่วขณะเมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับลู่เฉิน
ทว่า สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของเขาสะดุดหยุดลงอย่างแท้จริง มิใช่เพราะกระบี่หัก... แต่เป็นเพราะที่เบื้องหลังของลู่เฉิน ในความมืดมิดของรัตติกาลยามวิกาล บัดนี้ปรากฏเงาร่างของสตรีในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์นางหนึ่งยืนอยู่บนยอดหลังคาเรือน นางถือกระบี่เหมันต์ที่ยังไม่ทันชักออกจากฝัก ทว่าไอเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวนาง กลับแช่แข็งบรรยากาศรอบบริเวณให้กลายเป็นน้ำแข็งในพริบตา!
และน้ำเสียงที่เยียบเย็นราวน้ำแข็งพันปี ก็กระซิบแผ่วเบาข้างหูของลู่เฉิน... แต่กลับดังชัดเจนก้องกังวานในโสตประสาทของทุกคนว่า
"พวกมันมาเร็วกว่าที่คาดไว้... และดูเหมือนว่า... 'คนผู้นั้น' จะยืนอยู่หลังประตูเมืองแล้ว"
--------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานไปในวิถีกระบี่อันไร้ขอบเขตด้วยกันนะครับ
สยบจอมกระบี่ข้ามภพ•ตอนที่ 4
ก้าวแรกสู่วิถีลมปราณแท้จริง
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบจอมกระบี่ข้ามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!