เสียงกระบี่สั่นระริกราวกับเสียงคำรามของมังกรหลับไหลในห้วงนิทรา ดังสะท้านก้องลานประลองแปดทิศที่ถูกรายล้อมด้วยขุนเขาหิมะอันเหน็บหนาว ณ ใจกลางแคว้นบูรพา เวลานี้สายตาจากยอดฝีมือทั่วทั้งสี่แคว้นต่างจับจ้องมายังร่างสง่างามในชุดคลุมสีขาวสะอาดตาของลู่เฉิน บุรุษผู้ครั้งหนึ่งเคยถูกตราหน้าว่าเป็นเพียง "ศิษย์สวะ" ทว่าบัดนี้กลับยืนหยัดอยู่ ณ จุดสูงสุดของความสนใจ ท่ามกลางแรงกดดันมหาศาลจากเคล็ดวิชาปราณกระบี่ที่แผ่พุ่งออกมาราวกับคลื่นพายุ
"ลู่เฉิน... เจ้ากล้าหาญมากนักที่นำพาสำนักตกอับเช่นนี้ก้าวเข้ามาสู่สนามประลองสมบัติเซียน" เสียงทุ้มต่ำดั่งระฆังทองของเจ้าสำนักพยัคฆ์ทมิฬดังขึ้นจากอัฒจันทร์ฝั่งทิศเหนือ แฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นที่พยายามกดดันสภาพจิตใจของผู้เยาว์เบื้องล่าง "เก้ากระบี่สยบฟ้าดินอันเลื่องลือ บัดนี้อยู่ในมือของคนแซ่ลู่เช่นเจ้า รังแต่จะทำให้บรรพจารย์ต้องอัปยศอดสูเสียเปล่าๆ"
ลู่เฉินมิได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เขายกจอกสุรากลั่นลำดับที่เจ็ดขึ้นจิบรสชาติเผארร้อนลงคออย่างเชื่องช้า ดวงตาคู่คมดุจใบกระบี่หันกลับไปมองเจ้าสำนักพยัคฆ์ทมิฬด้วยแววตาเยือกเย็นไร้คลื่นอารมณ์ ก่อนจะวางจอกสุราลงในมืออย่างนุ่มนวล
"วาจาของสุนัขที่เห่าหอนใต้เงาจันทร์ ย่อมไม่อาจสั่นคลอนยอดเขาอันสงบได้หรอกครับ" ลู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่ากังวานก้องไปถึงจิตวิญญาณของผู้ฟังทุกนาย "สมบัติเซียน 'โอสถบรรพกาลหวนคืน' มิได้มีไว้สำหรับผู้ที่มีดีแต่ปาก หากแต่เป็นของผู้ที่เข้าใจในวิถีกระบี่อย่างแท้จริงต่างหาก"
บรรยากาศรอบลานประลองพลันเงียบกริบลงทันch คลื่นความกดอากาศหนักหน่วงแผ่ขยายออกไปจนเหล่าศิษย์สายตรงจากสามแคว้นที่เหลือต่างต้องถอยร่นไปคนละก้าว สัจธรรมแห่งวิถีกระบี่หาใช่การอวดเบ่งพลัง หากแต่คือความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะตัดขาดทุกสรรพสิ่งในคราเดียว
ณ ตำบลที่นั่งอันสงบเงียบและห่างไกลออกไป ไป๋จิงซู นางเซียนผู้เยือกเย็นแห่งตำหนักน้ำค้างสวรรค์ นางนั่งหลับตาประสานมือไว้แนบอก ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีขาวบางเบานั้น รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นมาวูบหนึ่ง นางสัมผัสได้ถึงไอพลังปราณกระบี่ที่บริสุทธิ์และคุ้นเคยซึ่งกำลังแผ่ซ่านออกมาจากตัวของลู่เฉิน... บุรุษผู้เป็นทั้งชีวิตและจิตวิญญาณของนาง
*‘เฉินหลาง... ข้าเชื่อมั่นในวิถีกระบี่ของท่านเสมอ’*
เสียงกระซิบแผ่วเบาในห้วงจิตสำนึกของนางส่งผ่านมิติอากาศไปถึงลู่เฉิน ราวกับสายน้ำเย็นฉ่ำที่ไหลรินเข้าสู่ดวงจิตอันร้อนรุ่ม ทำให้จิตใจของมหาเทพผู้กลับชาติมาเกิดผู้นี้มั่นคงดุจหินผา ไม่มีสิ่งใดในยุทธภพนี้ที่จะสามารถขัดขวางไม่ให้เขาไปยืนเคียงข้างนางได้ แม้กระทั่งทัณฑ์สวรรค์ก็มิอาจทำได้!
"ผู้ท้าประลองรอบแรก... ก้าวขึ้นมา!" เสียงประกาศจากกรรมการกลางลานประลองดังกึกก้อง
ร่างของคู่ต่อสู้พุ่งทะยานขึ้นสู่กลางอากาศด้วยวิชาตัวเบาอันรวดเร็ว เขาคือ "มู่หรงเฟิง" อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งแคว้นประจิม ผู้ครอบครอง "กระบี่เพลิงโลกันตร์" อาวุธวิเศษระดับนภาที่แผ่ไอความร้อนระอุออกมาจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว มู่หรงเฟิงจ้องมองลู่เฉินด้วยสายตารังเกียจเจือความริษยาอย่างปิดไม่มิด
"ลู่เฉิน เจ้าจงชักกระบี่ออกมาเถอะ มิฉะนั้นเจ้าจะไม่มีโอกาสได้ใช้อีกเลยตลอดกาล" มู่หรงเฟิงคำรามลั่น พร้อมกับตวัดกระบี่เพลิงโลกันตร์สร้างเปลวเพลิงสีชาดพุ่งเข้าใส่ดุลยภาพรอบทิศทาง คลื่นความร้อนแผดเผาพื้นศิลาจนแตกละเอียดเป็นผุยผง
ลู่เฉินยังคงยืนนิ่งสงบราวกับรูปสลัก มือขวาของเขาวางอยู่บนด้ามกระบี่ไม้ธรรมดาๆ เล่มหนึ่ง ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อประเมินวิถีโคจรของพลังปราณฝ่ายตรงข้าม
*‘วิชากระบี่เพลิงโลกันตร์ของตระกูลมู่หรงรุดหน้าไปไม่น้อย... ทว่าจุดอ่อนยังคงอยู่ที่จุดตันเถียนเบื้องล่างที่ขาดความต่อเนื่องในย่างก้าวที่สาม’* ลู่เฉินวิเคราะห์ในใจด้วยประสบการณ์ที่เหนือล้ำกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปนับร้อยเท่า
ฟึ่บ!
เปลวเพลิงสีชาดพุ่งเข้าประชิดร่างในชั่วพริบตา ความร้อนแผดเผาจนเส้นผมของลู่เฉินปลิวไสว ทว่าในวินาทีเป็นตายนั้นเอง ร่างของลู่เฉินกลับหายวับไปจากจุดเดิมอย่างไร้ร่องรอย ราวกับเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่ ณ ที่ตรงนั้นตั้งแต่แรก!
"วิชาตัวเบาอันใดกัน!" มู่หรงเฟิงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เขารีบกวาดสายตามองไปรอบด้านอย่างลนลาน ไอสังหารแผ่ซ่านไปทั่วทิศทาง
"ช้าเกินไปครับ"
เสียงกระซิบกระชากวิญญาณดังขึ้นที่ข้างใบหูของมู่หรงเฟิง ลู่เฉินปรากฏกายขึ้นบนอากาศอย่างไร้ซุ่มเสียง นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวแตะลงบนด้ามกระบี่ไม้ พร้อมกับปลดปล่อยจิตวิญญาณกระบี่ที่คมกริบดุจสายฟ้าฟาดลงสู่จุดตันเถียนของคู่ต่อสู้ในเสี้ยววินาที
เคร้ง!
พลังปราณมหาศาลระเบิดออกจนมู่หรงเฟิงกระเด็นกระดอนตกลานประลอง กระบี่เพลิงโลกันตร์ในมือหักสะบั้นเป็นสองท่อน เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากปากของอัจฉริยะแห่งแคว้นประจิมท่ามกลางความตะลึงงันของฝูงชนนับหมื่นชีวิต ไม่มีใครมองทันแม้แต่วิชาที่ลู่เฉินใช้ในการโจมตีเมื่อครู่!
ทว่า ในขณะที่เสียงเฮจากผู้คนเริ่มดังขึ้นระลอกแรก ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยแจ่มใสกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทในพริบตา เมฆสีนิลม้วนตัวเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง สายฟ้าสีทองคำคำรามกึกก้องสะท้านสะเทือนผืนแผ่นดิน
มิใช่เพียงแค่ลมพายุธรรมดา หากแต่เป็น "ทัณฑ์อสนีบาทสวรรค์" ที่ถูกกระตุ้นขึ้นจากขุมพลังปริศนา!
จากม่านหมอกทึบเบื้องหลังลานประลอง ร่างของชายชราในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาอย่างช้าๆ กลิ่นอายความชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากตัวเขารุนแรงเสียจนทำให้ยอดฝีมือหลายคนถึงกับกระอักเลือดออกมาโดยไม่รู้ตัว ดวงตาของชายชราผู้นั้นเป็นสีแดงฉานไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ และเป้าหมายที่เขากำลังจดจ้องมิใช่ลู่เฉิน... หากแต่เป็นร่างของไป๋จิงซูที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์!
"ฮ่าๆๆๆ ลู่เฉิน เจ้าคิดว่าเจ้าชนะการประลองนี้แล้วอย่างนั้นหรือ? แต่น่าเสียดายนัก... หญิงคนรักของเจ้าจะต้องเป็นเครื่องสังเวยให้กับกระบี่โลหิตทมิฬในวันนี้!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางทุกท่านที่ร่วมดื่มด่ำไปกับวิถีกระบี่และจิตวิญญาณแห่งเซียน ณ ยุทธภพอันไร้ขอบเขตนี้ด้วยกันนะครับ
สยบจอมกระบี่ข้ามภพ•ตอนที่ 21
งานประลองยุทธภพสี่แคว้น
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบจอมกระบี่ข้ามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!