กลิ่นอายคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วตำหนักโถงใหญ่แห่งตระกูลหลี่ ราตรีนี้ไร้ซึ่งแสงจันทร์ มีเพียงประกายวาบจากคมกระบี่ที่สะท้อนกับหยาดโลหิตบนพื้นศิลา ราวกับสรวงสวรรค์กำลังพิพากษาบาปหนาของเหล่าผู้อาวุโสผู้ทรยศต่อคุณธรรม
"ลู่เฉิน... เจ้าเด็กสามหาว! คิดว่าบรรลุขอบเขตวิญญาณกระบี่แล้วจะกำ่ายุทธภพไว้ในกำมือได้หรือ? พวกเรากินเกลือมามากกว่าเจ้ากินข้าว อาศัยบารมีบรรพชนคุ้มครองตระกูล เจ้าไม่มีวันออกไปจากที่นี่ได้ทั้งเป็น!"
เสียงคำรามด้วยความหวาดกลัวปนเปด้วยความโกรธเกรี้ยวของหลี่เทียนป้า ดังสะท้อนก้องไปทั่วผนังห้องโถง แม้ในยามนี้สองขาของมันจะสั่นเทาจนแทบทรุดฮวบลงกับพื้น แต่ศักดิ์ศรีจอมยุทธ์รุ่นอาวุโสยังคงบังคับให้มันต้องยกกระบี่คู่กายขึ้นชี้หน้าบุรุษหนุ่มเบื้องหน้า
ลู่เฉินหาได้สะดุ้งสะเทือนไม่ ใบหน้าหล่อเหลายังคงเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี นัยน์ตาดำขลับลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาลที่ไร้ก้นบึ้ง ในมือขวาของเขาไม่ได้ถือศาสตราชูชูดังเช่นคนทั่วไป หากแต่เป็นเพียง "กระบี่ไม้ไผ่" ธรรมดาเล่มหนึ่งที่หาได้ตามข้างทาง ทว่ากระบี่เล่มนี้ ในยามที่อยู่ในมือของอดีตมหาเทพกระบี่ กลับทรงพลังอำนาจยิ่งใหญ่กว่ายอดศาสตรานับหมื่นในใต้หล้า
"กินเกลือมากว่าข้า... ก็น่าเสียดายที่สมองของพวกเจ้าคงถูกความโลภกัดกินจนหมดสิ้นแล้ว" ลู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าทุกคำที่หลุดจากริมฝีปากกลับกดทับจิตวิญญาณของผู้อาวุโสรอบกายจนหายใจไม่ออก "ทรยศสำนัก สังหารเจ้าสำนักคนก่อนเพื่อแย่งชิงคัมภีร์กระบี่เก้าสวรรค์ บาปกรรมที่พวกเจ้าก่อ ต่อให้ใช้เลือดของคนทั้งตระกูลมาล้าง ก็ยังไม่เพียงพอ"
"สามหาวนัก! ลงมือพร้อมกัน! ฆ่ามัน!"
สิ้นเสียงคำราม หลี่เทียนป้าและผู้อาวุโสอีกห้าคนพุ่งทะยานเข้าหาลู่เฉินพร้อมกัน พลังปราณระดับกำเนิดจิตวิญญาณระเบิดออกจนเรือนโถงสั่นสะเทือน คลื่นกระบี่นับร้อยสายพาดผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหิวแหลมคม หมายฉีกร่างของลู่เฉินให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในกระบวนท่าเดียว
ทว่า... ลู่เฉินไม่แม้แต่จะขยับเท้าถอยหลัง
เขากวาดสายตามองการจู่โจมอันบ้าคลั่งนั้นด้วยความรู้สึกเวทนา ในสายตาของมหาเทพผู้ผ่านการรบราฆ่าฟันมานับไม่ถ้วน กระบวนท่าเหล่านี้ช่างเต็มไปด้วยช่องโหว่ราวกับรังผึ้ง
ร่างของลู่เฉินพลันเลือนราง ราวกับหมอกควันยามเช้าที่ถูกสายลมพัดผ่าน
*ฟรุบ!*
เงาร่างของเขากลายเป็นเส้นสายสีขาวพาดผ่านกลางวงล้อมของยอดฝีมือทั้งหก เสียงลมหายใจของเหล่าผู้อาวุโสสะดุดกึกในลำคอทันทีที่เงาร่างนั้นปรากฏขึ้นอีกครั้งที่เบื้องหลังของหลี่เทียนป้า
ไม่มีเสียงปะทะรุนแรง ไม่มีประกายไฟจากการปะทะกันของคมกระบี่ มีเพียงเสียงกิ่งไม้ไผ่กระทบอากาศเบาหวิว... ราวกับสายลมที่พัดผ่านยอดไผ่ในยามค่ำคืน
หลี่เทียนป้าเบิกตากว้างจนแทบถล่นออกจากเบ้า มันยกมือขึ้นกุมลำคอของตนเองโดยไม่รู้ตัว ของเหลวสีแดงฉานอุ่นร้อนทะลักไหลผ่านร่องนิ้ว ท่อนแขนและกระบี่ในมือร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ผู้อาวุโสอีกห้าคนที่เหลือต่างแข็งค้างอยู่ในท่าพุ่งทะยาน ดวงตาเบิกโพรงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ก่อนที่ร่างของพวกเขาทั้งหมดจะค่อยๆ แยกออกเป็นสองส่วนอย่างประณีต เลือดสดๆ พุ่งทะลักย้อมพื้นศิลาจนกลายเป็นทะเลเลือดขนาดย่อม
กระบี่ในมือลู่เฉินพาดผ่านคอหอยของผู้อาวุโสทรยศ ไม่มีใครสามารถต้านทานกระบวนท่าอันล้ำลึกได้ แม้แต่จะกระพริบตาก็ยังไม่ทัน
ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ มีเพียงเสียงหยดเลือดที่ไหลหยดลงกระทบพื้นเป็นจังหวะ ราวกับเสียงนาฬิกาแห่งความตายที่กำลังนับถอยหลัง
"วิชา... วิชาอะไรกัน..." หลี่เทียนป้ากระอักเลือดคำโตออกมา ดวงตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง "นี่ไม่ใช่... วิชากระบี่ของตระกูลลู่... เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่..."
ลู่เฉินไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาก้มมองกระบี่ไม้ไผ่ในมือที่ไม่มีรอยเปื้อนเลือดแม้แต่หยดเดียว ก่อนจะก้าวเดินผ่านร่างที่ไร้ลมหายใจเหล่านั้นไปอย่างช้าๆ
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังสงบลง เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งก็ร่อนลงมาจากหลังคาตำหนักอย่างเงียบเชเชียบ นางปรากฏตัวขึ้นราวกับเทพธิดาน้ำค้างที่ล่องลอยมาจากสรวงสวรรค์ กลิ่นอายความเยือกเย็นแผ่ซ่านออกมารอบตัวจนหยดน้ำค้างบนใบไม้รอบข้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง
ไป๋จิงซู นางเซียนผู้เย็นชาแห่งตำหนักน้ำค้างสวรรค์ ในมือถือกระบี่เหมันต์ที่ยังคงส่งไอเย็นยะเยือก นางมองดูซากศพเกลื่อนกลาดเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะเบนสายตามาสบกับนัยน์ตาของลู่เฉิน
"เจ้าฆ่าคนเร็วเกินไป" ไป๋จิงซูเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบทว่าไพเราะดุจดนตรีสวรรค์ "ทำให้พวกมันตายสบายเกินไป ไม่สมกับที่พวกมันเคยทำกับสำนักของเจ้า"
ลู่เฉินแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง รัศมีอันเย็นชาเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความอ่อนโยนที่เขามอบให้นางเพียงผู้เดียว "ความตายไม่ใช่การลงโทษที่สาสมที่สุดสำหรับพวกมันหรอกจิงซู... แต่การที่พวกมันตระหนักได้ว่า ตนเองช่างไร้ค่าเพียงใดก่อนลมหายใจสุดท้าย นั่นต่างหากคือบทลงโทษที่แท้จริง"
ไป๋จิงซูมิได้เอާމคำใดต่อ นางเพียงแต่ก้าวเข้ามาใกล้เขา กลิ่นอายความหอมบริสุทธิ์จากร่างของนางลอยเข้าจมูก ทว่าก่อนที่ทั้งสองจะได้เอ่ยสิ่งใดเพิ่มเติม สายลมยามราตรีก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นพายุหมุนวนอย่างรุนแรง
*เปรี้ยง!*
ท้องนภายามค่ำคืนที่ไร้เมฆหมอก กลับปรากฏสายฟ้าสีม่วงเข้มผ่าลงมากลางลานกว้างของตระกูลหลี่ แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวระดับ "ราชันย์สวรรค์" กดทับลงมาจากเบื้องบนจนพื้นศิลาแตกร้าวเป็นใยแมงมุม
เงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิท ปรากฏกายขึ้นบนยอดกำแพงตำหนัก ไอพลังชั่วร้ายแผ่พุ่งออกมาปกคลุมทั่วท้องฟ้า ดวงตาสองข้างภายใต้ฮู้ดสีดำเปล่งประกายแสงสีแดงฉานจ้องมองมาที่ลู่เฉินและไป๋จิงซูด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
"ฮ่าๆๆๆ... ลู่เฉิน นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะซ่อนฝีมือไว้ถึงเพียงนี้ สมแล้วที่เป็นผู้สืบทอดกระบี่เก้าสวรรค์ แต่น่าเสียดาย... ค่ำคืนนี้ จะเป็นค่ำคืนสุดท้ายที่เจ้าจะได้หายใจ!"
เสียงหัวเราะก้องกังวานพร้อมกับกระบี่มารโลหิตในมือของมันที่ถูกชูขึ้นสู่ท้องฟ้า ดึงดูดสายฟ้าสีม่วงนับร้อยสายให้พุ่งมารวมกันที่ปลายกระบี่ แรงกดดันนี้ทำให้แม้แต่ไป๋จิงซูก็ยังต้องขมวดคิ้วเรียวงามเข้าหากันอย่างเคร่งเครียด
ลู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย กระบี่ไม้ไผ่ในมือส่งเสียงสั่นพั่บๆ ราวกับมันกำลังตื่นเต้นที่จะได้ลิ้มรสเลือดของยอดฝีมือที่แท้จริง
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่ากระบี่และสายเลือดไปกับข้า แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
---
*เซียนสุราเมามาย*
สยบจอมกระบี่ข้ามภพ•ตอนที่ 8
กวาดล้างศัตรูในค่ำคืนเดียว
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบจอมกระบี่ข้ามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!