กลิ่นอายคาวโลหิตจางๆ คละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นอายอับชื้นของศิลาโบราณ ณ ดินแดนรกร้างแห่งห้วงมิติที่แปด สรรพเสียงทั้งปวงในจักรวาลนี้ราวกับถูกดูดกลืนหายไปจนสิ้น เหลือเพียงเสียงฝีเท้าของบุรุษผู้หนึ่งที่ก้าวเดินไปบนพื้นหินอ่อนสีดำสนิท ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวนี้ ลู่เฉินในชุดคลุมสีขาวสะอาดตาไร้รอยเปื้อน ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวกับถูกแกะสลักจากหยกสวรรค์ ทว่าแววตาทั้งคู่กลับลุ่มลึกดุจมหาสมุทรที่ซ่อนคลื่นพายุคลั่งเอาไว้ ในมือขวาของเขาไม่ได้ถือศาสตราวุธใดๆ นอกจากจอกสุราหยกเขียวที่บรรจุของเหลวสีชาดส่งกลิ่นหอมหวลตัดกับบรรยากาศมรณะเบื้องหน้า
"เจ้ายังคงเย่อหยิ่งจองหองเช่นเคย... ลู่เฉิน"
เสียงทุ้มต่ำกังวานดั่งระฆังทองสัมฤทธิ์ดังสะท้อนก้องกวาดผ่านโถงมหาสมบัติสวรรค์ เบื้องหน้าของลู่เฉินคือบัลลังก์มังกรทองคำบริสุทธิ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนแท่นบูชาสูงชัน ร่างของบุรุษผู้หนึ่งประทับนั่งอยู่บนนั้น สวมอาภรณ์ปักลายดาราจักรและมงกุฎไข่มุกราตรี ทว่าสิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือรอยแผลเป็นรูปกากบาทบริเวณกลางหน้าอก ซึ่งยังคงเปล่งประกายแสงสีทองของสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์จางๆ นั่นคือ ‘เทียนจวิน’ หรือมหาเทพผู้เคยเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายผู้เคยร่วมดื่มสุราใต้ต้นท้อสวรรค์กับเขาในอดีต ก่อนที่คมกระบี่เล่มเดียวกันจะถูกแทงทะลุแผ่นหลังของลู่เฉินในคืนวันมหาวิปโยค
ลู่เฉินยกจอกสุราขึ้นจิบรสชาติฝาดเฝื่อนเล็กน้อย ก่อนจะแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นไร้ซึ่งความอบอุ่น มีเพียงความหนาวเหน็บที่สามารถแช่แข็งวิญญาณได้ "ข้าเคยคิดว่ากาลเวลาจะขัดเกลาจิตใจของสุนัขรับใช้ให้รู้จักสำนึกบุญคุณบ้าง... ที่แท้ สุนัขต่อให้เปลี่ยนเจ้าของ นิสัยย่อมไม่เคยเปลี่ยน"
"สามหامة!" เทียนจวินตบพนักบัลลังก์เสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงกดดันระดับมหาเทพทะลักทะลายออกมาดุจเขื่อนแตก ภูผาศิลาโบราณรอบด้านสั่นสะเทือน รอยร้าวรานกระจายตัวดุจใยแมงมุม ปราณเทพสีทองคำแผ่พุ่งเป็นคลื่นกระแทกเข้าใส่ลู่เฉินอย่างบ้าคลั่ง "ในอดีตข้าสามารถเหยียบย่ำเจ้าให้จมธรณีสวรรค์ได้ เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าการกลับชาติมาเกิดในร่างสวะจะทำให้เจ้าพลิกฟ้าได้อีกครั้ง!"
ลู่เฉินไม่แม้แต่จะกะพริบตา ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ที่ซุกซ่อนอยู่ในตัน田 (ตันเถียน) เคลื่อนไหวเพียงแผ่วเบา คลื่นแรงกดดันระดับมหาเทพที่ถาโถมเข้ามากลับถูกตัดขาดเป็นสองท่าง่ายดายราวกับสายหมอกที่ถูกคมดาบเฉือนผ่าน เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าวอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง
"เจ้ากลัว..." ลู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "มือของเจ้าที่กุมพนักบัลลังก์กำลังสั่นเทา เทียนจวิน... เจ้าหวาดกลัวกระบี่ของข้าตั้งแต่วินาทีที่ข้าก้าวเข้ามาในดินแดนแห่งนี้แล้ว"
"เหลวไหล!" เทียนจวินคำรามลั่น ร่างสูงใหญ่พุ่งทะยานจากบัลลังก์ลงมาเบื้องล่างด้วยความเร็วเหนือแสง ฝ่ามือขวาคว้าจับกระบี่โบราณประจำกายที่สลักลวดลายอสุรกายกลืนตะวัน "ในเมื่อเจ้าอยากตายนัก ข้าจะส่งวิญญาณของเจ้าไปสู่ความว่างเปล่า ชั่วนิรันดร์!"
พริบตานั้น รัศมีกระบี่เจิดจ้าปานดวงอาทิตย์แผดเผา พลังแห่งกฎเกณฑ์สวรรค์ถูกหลอมรวมเข้ากับวิถีกระบี่สังหาร เทียนจวินฟาดฟันลงมาหมายผ่าร่างของลู่เฉินให้ขาดเป็นจุล ท่ามกลางประกายไฟและเสียงอสนีบาตคำรามก้อง ลู่เฉินยังคงยืนนิ่งสงบดุจขุนเขา ไม่มีความตื่นตระหนก มีเพียงประกายตาที่วับวามด้วยความสมเพชเวทนา
ในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่กำลังจะถึงตัว แสงสีฟ้าครามดั่งธารน้ำแข็งก็พุ่งวาบตัดผ่านความมืดมิด เสียงกระบี่กระทบกันดั่งสนั่นหวั่นไหวสะท้อนก้องไปทั่วห้วงมิติ
*เคร้ง!*
ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ปักลวดลายดอกเหมันต์สวรรค์ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าลู่เฉินอย่างงดงามและเยือกเย็น ไป๋จิงซูถือกระบี่เหมันต์ในมือขวา ปลายกระบี่ชี้ตรงไปยังลำคอของเทียนจวิน แววตาคู่คมของนางไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ นอกจากความเย็นชาที่พร้อมจะแช่แข็งสรรพชีวิต
"หากผู้ใดแตะต้องเขา... ต้องก้าวข้ามซากศพของข้าไปก่อน" น้ำเสียงของไป๋จิงซูราบเรียบและทรงพลัง ดุจสายลมหนาวจากยอดเขาเก้าสวรรค์ที่ไม่เคยปรานีผู้ใด
เทียนจวินถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวและประหลาดใจ "ไป๋จิงซู! เจ้าเซียนผู้เยือกเย็นแห่งตำหนักน้ำค้าง... เจ้ากล้าทรยศต่อกฎสวรรค์เพื่อมันผู้นี้งั้นหรือ? เจ้าก็รู้ว่าจุดจบของผู้ที่ฝืนลิขิตฟ้าคือความตายอย่างไร้ที่กลบฝัง!"
ไป๋จิงซูไม่ตอบคำ นางเพียงกวาดสายตามองมหาเทพผู้ทรยศด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ก่อนจะเอ่ยเบาๆ แต่ก้องกังวาน "ลิขิตฟ้าหรือ? ตั้งแต่วันที่ข้าเลือกมอบหัวใจให้เขา... ฟ้าดินก็ไม่มีสิทธิ์มาตัดสินชะตากรรมของเราอีกต่อไป"
ลู่เฉินแย้มยิ้มกว้างขึ้น มือข้างที่ถือจอกสุราเอื้อมไปโอบเอวบางของนางไว้หลวมๆ สัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากกายของนาง ทว่าหัวใจของพวกเขากลับอบอุ่นยิ่งกว่าสิ่งใดในสามภพ เขาเงยหน้าขึ้นมองเทียนจวินที่กำลังกัดฟันกรอดด้วยความแค้นเคือง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัว
"เจ้าได้ยินแล้วกระมัง... เทียนจวิน" ลู่เฉินสะบัดมือขวาเบาๆ จอกสุราหยกเขียวสลายกลายเป็นละอองแสง ขณะที่กระบี่บินคู่กายปรากฏขึ้นบนฝ่ามือด้วยเสียงคำรามดุจมังกรยักษ์ตื่นจากหลับใหล "หนี้เลือดในอดีต ถึงเวลาต้องชำระด้วยชีวิตของเจ้าแล้ว"
บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนเป็นอึมครึม เมฆดำทะมุนปกคลุมทั่วท้องฟ้าเหนือตำหนักสวรรค์ สายฟ้าสีแดงฉานผ่าลงมากลางโถงพิธี แรงกดดันจากขอบเขตพลังที่แท้จริงของลู่เฉินทะยานทะลุเพดานสวรรค์ ระเบิดออกจนมิติรอบด้านปริแตกเป็นเสี่ยงๆ ทว่า ในวินาทีที่ลู่เฉินกำลังจะยกกระบี่ขึ้นปลิดชีพศัตรูคู่อาฆาต ทันใดนั้นเอง—
เสียงปรบมือช้าๆ ดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหลังบัลลังก์มังกร พร้อมกับเงาร่างของบุคคลลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทที่ก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบ
"ช่างเป็นภาพความรักที่น่าประทับใจเสียจริง... แต่พวกเจ้าแน่ใจแล้วหรือ ว่าศัตรูที่แท้จริงในค่ำคืนนี้... มีเพียงแค่มันคนเดียว?"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันคลื่นลมยุทธภพเคียงบ่าเคียงไหล่กับข้ามาจนถึงบทนี้นะครับ
สยบจอมกระบี่ข้ามภพ•ตอนที่ 38
เผชิญหน้ามหาเทพผู้ทรยศ
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบจอมกระบี่ข้ามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!