กลิ่นคาวโลหิตเจือจางคละคลุ้งไปกับไอปราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของผาอัสดง แผ่นดินเบื้องล่างสงบลงแล้ว ห้วงมิติที่เคยบิดเบี้ยวฉีกขาดจากมหาสงครามล้างโลก ค่อยๆ สมานตัวเข้าหากันอย่างเชื่องช้าดุจแผลเป็นฉกรรจ์บนร่างของยักษ์ใหญ่ ความตายและความพินาศได้ผ่านพ้นไปพร้อมกับเงาร่างของอสูรบรรพกาลที่ถูกผนึกกลับลงสู่ห้วงเหวลึก แดนมนุษย์รอดพ้นจากหายนะครั้งใหญ่ในรอบหมื่นปี แต่นั่น... เป็นความสงบสุขที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเลือดและชีวิตของผู้คนนับไม่ถ้วน
ลู่เฉินยืนหยัดอยู่บนยอดผา ร่างกายของเขายังคงตั้งตรงสง่างามดุจกระบี่เหล็กกล้าที่ปักค้ำฟ้า แม้ลมหายใจจะแผ่วเบาลงถนัดตา ปลายกระบี่เทวะในมือขวาหยดหยาดโลหิตสีแดงสดลงสู่พื้นหินทีละหยด เสียงนั้นดังก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงันราวกับเสียงนาฬิกาแห่งกาลเวลาที่กำลังนับถอยหลัง
"ท่านพี่..."
เสียงเรียกอันแผ่วเบาและสั่นเครือเล็กน้อยดังขึ้นจากด้านหลัง ไป๋จิงซู นางเซียนผู้เยือกเย็นและไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใด บัดนี้ใบหน้าอันงดงามล่มเมืองกลับซีดเผือดไร้สีเลือด อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิตทั้งของตนเองและศัตรู นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยความเร่งร้อน ร่างกายเซถลาเล็กน้อยก่อนจะใช้กระบี่เหมันต์ค้ำยันพื้นไว้ ดวงตาคู่สวยที่เคยทอประกายเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้อย่างสุดกำลัง
ลู่เฉินหันกลับมามองช้าๆ มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่คุ้นเคย รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความทะนงตนและอ่อนโยนต่อสตรีเพียงคนเดียวในดวงใจ ทว่า... ทันทีที่เขาขยับตัว กระแสลมปราณภายในร่างก็เกิดความปั่นป่วนอย่างรุนแรงราวกับคลื่นยักษ์ซัดสาด
*พรวด!*
โลหิตคำโตทะลักออกจากปากของลู่เฉินสาดกระเซ็นลงบนพื้นหินสีเทาเข้มจนเกิดเป็นคราบสีชาดน่ากลัว ร่างกายของเขาโอนเอนไปมาราวกับต้นไม้ยืนต้นที่รากแก้วถูกถอนถอนจนหมดสิ้น พลังปราณเทพกระบี่ที่เคยยิ่งใหญ่ไร้ผู้ต่อต้าน บัดนี้กลับเหือดแห้งและแตกสลายราวกับแก้วที่ร้าวรานทั่วทั้งใบ
ไป๋จิงซูพุ่งเข้ามาประคองร่างของเขาไว้ทันท่วงที เรียวนิ้วสั่นเทวากดลงที่ชีพจรบนข้อมือของชายหนุ่ม สัมผัสที่ได้ทำให้นางต้องสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตก
"เส้นชีพจรปราณสวรรค์... แตกละเอียด" ไป๋จิงซูพึมพำด้วยน้ำเสียงที่แทบจะขาดหายไปในลำคอ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก "ทะเลปราณในร่างของท่าน... พังทลายลงจนหมดสิ้นแล้ว..."
มหาสงครามเมื่อครู่ ลู่เฉินฝืนใช้กระบวนท่าต้องห้าม "วิชาสยบฟ้าสลายวิญญาณ" เพื่อตัดขั้วอำนาจของจอมมารอสูร แม้จะได้รับชัยชนะและปกป้องแดนมนุษย์ไว้ได้ แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือการทำลายรากฐานการบำเพ็ญเพียรทั้งหมดที่เขาเพียรสร้างมาข้ามภพข้ามชาติ พลังยุทธ์ที่อยู่จุดสูงสุดของใต้หล้า บัดนี้ร่วงหล่นลงสู่ความว่างเปล่า กลายเป็นเพียงคนธรรมดาที่อ่อนแอผู้หนึ่ง
"เจ้า... ร้องไห้หรือ" ลู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า มือข้างที่สั่นเทวายื่นออกไปหมายจะเช็ดหยาดน้ำตาบนแก้มเนียนของนาง แต่มันกลับตกลงข้างลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง "ข้าไม่เป็นไร... ตราบใดที่เจ้าและแดนมนุษย์ยังปลอดภัย การสูญเสียพลังแค่นี้... นับเป็นอันใดได้"
"ท่านพูดเหลวไหลอันใด!" ไป๋จิงซูตวาดเสียงเครือ หยาดน้ำตาที่อดกลั้นไว้ร่วงหล่นลงมาอาบแก้ม นางสวมกอดร่างที่เย็นเฉียบของเขาไว้แนบแน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือ ลู่เฉินจะสลายหายไปกับสายลม "ท่านคือมหาเทพกระบี่... ท่านจะไร้พลังเช่นนี้ไม่ได้ ข้าจะไม่ยอมให้ท่านต้องกลายเป็นคนพิการทางลมปราณเด็ดขาด!"
นางรวบรวมลมปราณเหมันต์ที่เหลืออยู่ทั้งหมดถ่ายเทเข้าไปในร่างของลู่เฉิน เพื่อพยุงชีพจรที่ใกล้จะดับสูญของเขาไว้ ทว่าความเย็นเยือกของปราณเหมันต์กลับทำให้ลู่เฉินต้องสั่นสะท้าน เนื่องจากร่างกายของเขายามนี้ไร้ซึ่งเกราะป้องกันใดๆ
"อย่า... จิงซู... หยุดเถอะ" ลู่เฉินขมวดคิ้วแน่นด้วยความเจ็บปวด พยายามผลักร่างของนางออกเบาๆ "พลังของเจ้าก็เสียหายหนักจากการปกป้องค่ายกล หากเจ้ายังดันทุรังถ่ายทอดพลังให้ข้าอีก แก่นแท้เซียนของเจ้าจะแตกสลายตามไปด้วย... ข้าไม่ยอมให้เจ้าต้องเอาชีวิตมาแลกกับข้า"
"ถ้าไม่มีท่าน ข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อสิ่งใด" ไป๋จิงซูสบตาเขาด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวและมั่นคง นางไม่สนใจความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับตนเองอีกต่อไป ขอเพียงแค่ลมหายใจของบุรุษผู้นี้ยังคงอยู่ต่อ นางยินยอมที่จะสูญเสียทุกสิ่งแม้กระทั่งชีวิตของตนเอง "ท่านปกป้องโลกใบนี้มาแล้ว... ถึงตาข้าที่ต้องปกป้องท่านบ้าง"
บรรยากาศรอบกายเงียบสงัดลง มีเพียงเสียงลมหายใจที่รวยรินของลู่เฉินและเสียงสะอื้นไห้ที่ถูกกลืนหายไปในลำคอของนางเซียนผู้สูงศักดิ์ ท่ามกลางซากปรักหักพังและความสูญเสีย ทั้งสองกอดก่ายกันไว้ท่ามกลางลมหนาวของยอดผา เป็นภาพที่สะท้อนสัจธรรมของยุทธภพ—ชัยชนะมักแลกมาด้วยหยาดเลือด และความรักที่แท้จริงมักถูกทดสอบด้วยความตาย
ทว่า ในขณะที่ไป๋จิงซูกำลังทุ่มเทพลังเฮือกสุดท้ายเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บให้ลู่เฉินนั้นเอง...
*เปรี้ยง!*
ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ควรจะสงบลงแล้ว กลับเกิดประกายสายสีม่วงเข้มผ่าผาดลงมาตรงกลางลานพิธีเบื้องหน้าอย่างไร้สัญญาณเตือน แรงกดดันจากห้วงมิติที่ทรงพลังมหาศาลกดทับลงมาจนพื้นหินแตกละเอียดเป็นจุล แรงระเบิดนี้ไม่ใช่พลังของมารร้ายตนใด แต่เป็น... "ทัณฑ์สวรรค์" ที่กำลังลงทัณฑ์ผู้ที่ฝืนลิขิตชะตา!
ร่างเงาสมส่วนในชุดคลุมสีดำสนิท ปรากฏขึ้นท่ามกลางม่านสายฟ้าสีม่วงอย่างกะทันหัน กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วบริเวณ รัศมีรอบตัวของแขกผู้มาเยือนปริศนานั้นทรงพลังเสียจนแม้แต่ไป๋จิงซูลมปราณเกือบแตกซ่าน
มือเรียวยาวดั่งสตรีแต่เต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดโปนยื่นออกมาจากชายแขนเสื้อ พร้อมกับกระบี่โบราณเล่มหนึ่งที่ถูกชักออกจากฝักช้าๆ เสียงคมดาบเสียดสีกับฝักดังเสียดแก้วหู
"ลู่เฉิน... วันนี้คือวันตายของเจ้า"
เสียงแหบพร่าราวนกแสกดังขึ้นทำลายความเงียบ พร้อมกับปลายกระบี่ที่พุ่งตรงมายังจุดตายของลู่เฉินอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ ฝ่าฟันคลื่นลมยุทธภพมาด้วยกันจนถึงบทนี้นะครับ
สยบจอมกระบี่ข้ามภพ•ตอนที่ 36
ความสงบสุขที่แลกมาด้วยหยาดเลือด
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบจอมกระบี่ข้ามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!