กลิ่นอายโลหิตจางๆ ที่ลอยอวลอยู่ปลายจมูกหาใช่กลิ่นจากคราบเลือดในปัจจุบันไม่ หากแต่เป็นกลิ่นสาบสางแห่งความทรงจำเมื่อร้อยปีก่อน—กลิ่นอายของ "กระบี่อัสนีโลหิต" ที่แทงทะลวงผ่านแผ่นหลังของลู่เฉินในคืนฝนดาวตกดับสลาย
แคว้นตงหยางยามรัตติกาลปกคลุมด้วยความเงียบงันราวกับสุสานขนาดใหญ่ ภายในห้องโถงลับใต้ดินของสำนักกระบี่ทมิฬ เปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันปลาวาฬวับแวมสาดส่องเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งให้ทอดยาวน่ากลัว
"เจ้ายังสงสัยในตัวข้าอยู่อีกหรือ... ศิษย์น้อง?"
เสียงแหบพร่าดั่งเสียงไม้ผุพังดังขึ้นทำลายความเงียบ ผู้อาวุโส 'เมิ่งเทียนหลาง' ยืนไขว้หลังอยู่เบื้องหน้าโต๊ะศิลาจารึกอาคม ดวงตาหรี่แคบมองจดหมายลับฉบับหนึ่งที่เพิ่งถูกส่งมาจากแดนเหนือ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปากของมัน
ลู่เฉินในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเท้าออกมาจากความมืด ฝ่าเท้าเหยียบย่างบนพื้นหินโดยไร้ซึ่งสรรพเสียง ดรุณีผู้เยือกเย็นเคียงข้างกายเขาคือ 'ไป๋จิงซู' นางเซียนแห่งตำหนักน้ำค้างสวรรค์ นางมิได้กล่าววาจาใด ทว่ากระบี่เหมันต์ในฝักข้างกายกลับส่งเสียงสั่นพริ้วเบาๆ คล้ายดั่งรับรู้ได้ถึงจิตสังหารอันเข้มข้นที่แผ่ออกมาจากร่างของหญิงสาว
"เมิ่งเทียนหลาง เมื่อร้อยปีก่อน ตอนที่ข้าถูกลอบสังหารที่หน้าผาสุริยันจันทรา เจ้าเป็นคนเปิดค่ายกลพิทักษ์นิกายให้ 'มัน' เข้ามา... ใช่หรือไม่?"
น้ำเสียงของลู่เฉินราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงความเย็นเยียบที่กดดันจนอากาศรอบตัวคล้ายจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง
เมิ่งเทียนหลางสะท้านเฮือก ชะงักไปชั่วลมหายใจก่อนจะหัวเราะรơiร่าออกมาเสียงดังลั่น "ฮ่าๆๆ... ลู่เฉิน! เจ้าคิดว่าตัวเจ้าในตอนนี้เป็นมหาเทพกระบี่ผู้ไร้เทียมทานเมื่อชาติก่อนกระนั้นหรือ? เจ้าเป็นเพียงแค่ศิษย์สวะที่เพิ่งฟื้นคืนชีพจากความตาย ทะลวงสู่ขอบเขตหลอมรวมลมปราณได้ไม่นาน เจ้าเอาความมั่นใจอันใดมาไต่ถามข้า?"
"ความมั่นใจของข้า... ได้มาจากคมกระบี่ในมือนี้"
ฉับพลัน บรรยากาศภายในห้องโถงพลันเปลี่ยนเป็นสมรภูมิรบ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์พวยพุ่งออกจากร่างของลู่เฉินราวกับพายุหมุนอัสนี อักขระเวทโบราณบนกำแพงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเกิดรอยร้าวลึก เมิ่งเทียนหลางหน้าถอดสี ถอยหลังกรูดไปสามก้าว มันไม่คาดคิดเลยว่าเด็กหนุ่มอายุสิบแปดปีจะครอบครองจิตวิญญาณกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้
"หยุดมือก่อน!" เมิ่งเทียนหลางแผดเสียงลั่น พร้อมกับดีดนิ้วส่งสัญญาณบางอย่าง
ครู่ต่อมา เงาร่างนับสิบสายพุ่งทะลุเพดานลงมาล้อมรอบทั้งสองไว้ ตรงกลางคือมือสังหารในชุดเกราะศิลาทมิฬ ใบหน้าสวมหน้ากากรูปอสูร ปราณพลังที่แผ่ออกมาจากพวกมันล้วนอยู่ในขอบเขตเบิกเนตรขั้นสูงทั้งสิ้น!
"ศิษย์พี่ลู่..." ไป๋จิงซูขยับตัวเล็กน้อย แววตาน้ำแข็งคู่นั้นกวาดมองเหล่ามือสังหารด้วยความรังเกียจ นางก้าวออกไปด้านหน้าหนึ่งก้าว ฝ่ามือเรียวดั่งหยกขาวแตะลงบนด้ามกระบี่เหมันต์
"จิงซู... คนเหล่านี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถอะ" ลู่เฉินเอ่ยเสียงนุ่ม ทว่าเด็ดขาด สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่เมิ่งเทียนหลางไม่วางตา
"แต่พวกมัน..."
"ข้าบอกแล้วว่า... หนี้เลือดเมื่อชาติก่อน วันนี้ต้องชำระด้วยเลือด"
สิ้นคำพูด ร่างของลู่เฉินก็เลือนหายไปจากจุดเดิมราวกับภูตผี พริบตานั้น ประกายแสงกระบี่สีครามเข้มก็ผ่าผ่านความมืดดั่งสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นตามมาด้วยเสียงโลหะกระทบกันสนั่นหวั่นไหว เลือดสีชาดสาดกระเซ็นย้อมผนังห้องโถงสีเทาให้กลายเป็นสีแดงฉานในชั่วพริบตา
เมิ่งเทียนหลางเบิกตากว้างจนแทบถล่น มือที่ถือจดหมายลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ภาพที่เห็นตรงหน้ามิใช่การต่อสู้ แต่มันคือการ "สังหารหมู่" ฝ่ายเดียว! ลู่เฉินในยามนี้เปรียบดั่งยมทัตผู้ลงมาจากขุมนรก เก้ากระบวนท่ากระบี่เซียนผลาญนภาถูกใช้ออกอย่างลื่นไหลไร้ที่ติ มือสังหารขอบเขตเบิกเนตรเหล่านั้นแม้แต่จะชักอาวุธขึ้นมาตั้งรับยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ
"ปีศาจ... เจ้ามันคือปีศาจ!" เมิ่งเทียนหลางกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงกับพื้น
ลู่เฉินเดินย่างสามขุมเข้าไปหาเมิ่งเทียนหลาง ปลายกระบี่ในมือหยดหยาดโลหิตลงบนพื้นหินส่งเสียง "ติ๋ง... ติ๋ง..." เป็นจังหวะ หัวใจของเมิ่งเทียนหลางเต้นระรัวราวกับกลองศึกใกล้แตก
"บอกข้ามา ใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังเจ้า? ใครคือผู้สั่งการให้สังหารข้าที่แดนสวรรค์เมื่อร้อยปีก่อน?" ลู่เฉินย่อตัวลงใช้ปลายกระบี่จ่อที่หว่างคิ้วของเมิ่งเทียนหลาง แรงกดดันจากจิตสังหารทำให้เมิ่งเทียนหลางกระอักเลือดคำโตออกมา
เมิ่งเทียนหลางหัวเราะร่าทั้งน้ำตา ดวงตาแดงก่ำด้วยความบ้าคลั่ง "ฮìฮì... ลู่เฉิน เจ้าคิดว่าข้าเป็นผู้บงการตัวจริงงั้นรึ? เจ้าคิดตื้นเขินเกินไปแล้ว! เบื้องหลังของข้า... คือผู้ที่แม้แต่เจ้าในย่อมหาญกล้าต่อกรก็ยังต้องสั่นกลัว! คนผู้นั้น... คนผู้นั้นกำลังรอวันที่เจ้าเหยียบย่างขึ้นสู่แดนสวรรค์อีกครั้ง เพื่อจะ..."
*ฉึบ!*
ยังไม่ทันที่เมิ่งเทียนหลางจะกล่าวจบ ลูกดอกโลหิตปริศนาดอกหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าแสงเข้าปะทะทะลุขั้วหัวใจของเมิ่งเทียนหลางในเสี้ยววินาที!
ดวงตาของเมิ่งเทียนหลางเบิกค้าง ลมหายใจขาดห้วง ร่างกายหงายหลังล้มตึงลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้น สิ้นใจตายโดยที่ความลับยังไม่ทันถูกเอ่ยออกมาจนหมดสิ้น!
ลู่เฉินหรี่ตาลงวูบ สะบัดกระบี่หันขวับไปมองที่หน้าต่างหินบานทิศเหนือทันที
ไป๋จิงซูพุ่งตัวเข้ามาเคียงข้าง มือบางคว้าแขนเสื้อเขาไว้เบื้องหน้า แววตาเย็นชาฉายประกายระแวดระวังสูงสุด นางเอ่ยเสียงเบาแต่กังวาน "มีคนแอบซ่อนอยู่... ปราณพลังนี้ มิต้องสงสัยเลยว่าเป็นหนึ่งใน 'สี่จตุรเทพเงา' จากตำหนักราชันสวรรค์!"
ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมอีกครา จู่ๆ ก็มีเสียงปรบมือช้าๆ ดังแว่วมาจากความมืดเบื้องนอกหน้าต่าง
*แปะ... แปะ... แปะ...*
"สมคำร่ำลือ... อดีตมหาเทพกระบี่ลู่เฉิน ฝีมือของท่านในร่างมนุษย์ปุถุชนยังคงน่ากลัวไม่เปลี่ยน" เสียงหัวเราะแหบพร่าอันเป็นเอกลักษณ์ลอยตามสายลมมา "น่าเสียดายนัก... ที่เจ้าไม่มีวันได้รู้ว่า ใครกันแน่ที่เป็นคนยื่นยาพิษให้ 'นาง' กรอกใส่ปากเจ้าในคืนก่อนวันวิวาห์เมื่อร้อยปีก่อน..."
สิ้นเสียงนั้น ลู่เฉินพลันตัวแข็งทื่อ นัยน์ตาดำขลับสั่นไหวอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรกในรอบร้อยปี!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางทุกท่านที่ร่วมดื่มด่ำไปกับวิถีกระบี่และจิตวิญญาณแห่งเซียน ณ ยุทธภพอันไร้ขอบเขตนี้ด้วยกันนะครับ
สยบจอมกระบี่ข้ามภพ•ตอนที่ 26
ม่านหมอกแห่งความจริง
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบจอมกระบี่ข้ามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!