กลิ่นอายสุราหมักร้อยปีในไหหยกเขียวระเหยกลายเป็นไอเย็นเยียบยามต้องสายลมราตรี ทว่ามันยังมิอาจเทียบเท่าความหนาบึ้งในแววตาของไป๋จิงซู นางเซียนผู้เยือกเย็นแห่งตำหนักน้ำค้างสวรรค์ ปลายนิ้วเรียวดั่งหยกสลักกุมด้ามกระบี่เหมันต์แน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด บรรยากาศรอบตัวนางกดดันจนเหล่าสัตว์อสูรในรัศมีร้อยลี้ต่างหมอบกราบด้วยความหวาดกลัว
"เจ้ายังดื่มมันลงไปได้อีกหรือ ลู่เฉิน..." เสียงหวานใสที่เย็นชาดุจน้ำค้างแข็งเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันในศาลาแปดเหลี่ยมโบราณ นางกวาดสายตามองบุรุษเบื้องหน้าผู้กำลังรินสุราลงจอกอย่างไม่รีวรรณ ท่าทีสุขุมเยือกเย็นและรอยยิ้มบางเบาที่ประดับอยู่บนมุมปากนั้น ยิ่งทำให้นางรู้สึกปวดแปลบในอกลึกๆ
ลู่เฉินเงยหน้าขึ้น สบตากับดวงตาคู่สวยที่ฉายแววห่วงใยแต่ซ่อนไว้ภายใต้ความเย็นชา เขาคลี่ยิ้มจางๆ ก่อนจะยกจอกสุราขึ้นดื่มจนหมดรสชาติอันเผ็ดร้อนบาดคอ
"จิงซู... สุราฤทธิ์แรงกล้าเพียงใด ก็ยังสร่างได้ด้วยเวลา แต่ความจริงที่ถูกฝังกลบมานับร้อยปี ต่อให้ดื่มมหาสมุทรทั้งสาย ก็มิอาจล้างความอัปยศให้สะอาดหมดจดได้หรอกนะครับ"
คำพูดของลู่เฉินแฝงไว้ด้วยกระแสพลังปราณที่สั่นสะเทือนห้วงมิติรอบด้าน ในชาติภพก่อน เขาคือมหาเทพกระบี่ผู้ไร้ผู้ต่อกร ทว่าในคืนที่ดาราดับแสงและฟ้าดินพลิกคว่ำ เขากลับต้องดับสูญภายใต้ค่ายกลสังหารเทพอันไร้ช่องโหว่ ร่างกายแหลกสลายวิญญาณเกือบแตกดับ และในวันนี้... เงามืดที่เคยพรากทุกสิ่งไปจากเขาก началปรากฏร่องรอยให้เห็นชัดเจนขึ้นทีละน้อย
บนโต๊ะหินตรงหน้า มีเศษกระดาษหนังอสูรเก่าแก่แผ่นหนึ่งวางอยู่ บนนั้นปรากฏคราบโลหิตที่แห้งกรังจนกลายเป็นสีดำสนิท พร้อมด้วยอักขระโบราณที่จารึกชื่อของ "ผู้อาวุโสเทียนเฉิน" แห่งแดนเซียนชั้นฟ้า
"ข้าตรวจสอบร่องรอยพลังปราณบนกระดาษแผ่นนี้อย่างละเอียดแล้ว" ลู่เฉินวางจอกสุราลงบนโต๊ะ เสียงกระทบเบาๆ ดังก้องกังวานในความเงียบ "ค่ายกลสะبرวิญญาณที่ใช้ปลิดชีพข้าในชาติก่อน ไม่ใช่วิชาที่มนุษย์ในยุทธภพนี้จะสามารถหลอมสร้างขึ้นมาได้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตเซียนบรรพกาล ก็ยังขาดความลึกซึ้งระดับนั้น มีเพียงเคล็ดวิชา 'สวรรค์กลืนดารา' ของตำหนักเซียนชั้นฟ้าเท่านั้น ที่มีเอกลักษณ์ในการดูดกลืนรากวิญญาณอย่างไร้ร่องรอย"
ไป๋จิงซูขมวดคิ้วมุ่น นางขยับกายเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นกายหอมเย็นดั่งดอกเหมันต์โชยปะทะนาสิก ลมหายใจของนางสะดุดไปวูบหนึ่งเมื่อได้ยินชื่อนั้น
"ผู้อาวุโสเทียนเฉิน... หนึ่งในห้าเสาหลักแห่งแดนเซียนผู้ดูแลกฎระเบียบสวรรค์ เหตุใดเขาจึงต้องลงมือกับเจ้า ข้าม2ภพภภูมิเพื่อมาสังหารศิษย์เอกสำนักกระบี่เมฆา มันไม่สมเหตุสมผลเลยแม้แต่น้อย" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ความเยือกเย็นชาของนางมักจะพังทลายลงทุกครั้งเมื่ออยู่เบื้องหน้าบุรุษผู้นี้
ลู่เฉินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่ทอประกายวาวโรจน์ ทะนงตนและเย้ยหยันโชคชะตา
"เหตุผลน่ะหรือ... ก็เพราะว่าในยุคนั้น ข้ากำลังจะก้าวข้ามผ่านแดนเซียนไปสู่ขอบเขตที่เหนือกว่าอย่างไรเล่า! การบรรลุวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ของข้าในตอนนั้น สั่นคลอนบัลลังก์ของพวกมันบนแดนเซียน พวกมันกลัว... กลัวว่าหากข้าก้าวขึ้นไปถึงจุดนั้น อำนาจที่พวกมันผูกขาดมานานนับหมื่นปีจะพังทลายลงในชั่วพริบตา"
ลู่เฉินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลังปราณที่กดดันพวยพุ่งออกจากร่างโดยไร้การควบคุม ชั่วขณะนั้น ท้องน้ายามราตรีพลلสั่นสะเทือน เมฆหมอกบนท้องฟ้าแตกกระจายเผยให้เห็นดาราจักรระยิบระยับ รังสีดาบอันคมกริบแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาราวกับพายุหมุน
ไป๋จิงซูสัมผัสได้ถึงความแค้นอันล้ำลึกที่ถูกเก็บงำไว้ภายใต้รอยยิ้มสุขุม นางยื่นมือเรียวไปสัมผัสแขนเสื้อของเขาเบาๆ สัมผัสอันอบอุ่นจากนางทำให้นارโทสะในใจของลู่เฉินสงบลงอย่างรวดเร็ว
"ไม่ว่าผู้อยู่เบื้องหลังจะเป็นใคร หรือยิ่งใหญ่มาจากแดนเซียนชั้นฟ้าไหน..." ไป๋จิงซูเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่สวยฉายแววเด็ดเดี่ยวและมั่นคง "ข้า... ไป๋จิงซู จะใช้กระบี่เหมันต์ในมือนี้ เคียงข้างเจ้าแหวกฟ้าฝ่าแดนเซียน ล้างบางพวกมันให้สิ้นซาก"
ลู่เฉินมองนางด้วยความซาบซึ้งใจ ในยุทธภพนี้ ผู้คนต่างเกรงกลัวอำนาจและผลประโยชน์ มีเพียงนางเซียนผู้นี้ที่ยินยอมพร้อมใจจะเดินเคียงข้างเขา แม้จะต้องเป็นศัตรูกับทั้งฟ้าดินก็ตามที เขาเอื้อมมือไปกุมมืออันเย็นเฉียบของนางไว้ ถ่ายทอดความอบอุ่นผ่านฝ่ามือ
"ขอบใจเจ้ามาก... จิงซู แต่ศึกครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากพวกมันรู้ว่าข้ายังไม่ตาย ผู้อาวุโสพวกนั้นย่อมส่งมือสังหารระดับเทพเซียนลงมาเหยียบย่ำดินแดนเบื้องล่างอย่างแน่นอน"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังเต็มไปด้วยความลึกซึ้งและมุ่งมั่นอยู่นั้น ลู่เฉินก็พลันชะงักฝีเท้า ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยสุขุมเยือกเย็นกลับแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมอย่างฉับพลัน เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างในห้วงมิติรอบตัว
*เปรี้ยง!*
เสียงสายฟ้าฟาดคำรามก้องกังวานทั้งที่ไร้เมฆฝน ท้องน้ายามราตรีที่เคยกระจ่างใส กลับถูกย้อมด้วยสีเลือดฉานในพริบตา แรงกดดันระดับมหาเทพเซียนกดทับลงมาจากฟากฟ้า ราวกับภูเขาไท่ซานทั้งลูกโถมทับลงบนศาลาแปดเหลี่ยม
ไป๋จิงซูชักกระบี่เหมันต์ออกจากฝักทันที ประกายแสงสีฟ้าจัดแผ่ขยายปกป้องร่างทั้งสองไว้ "มีผู้มาเยือน... และพลังของมันเหนือกว่ายอดฝีมือทุกคนที่เราเคยเจอมา!"
ลู่เฉินหรี่ตาลง มองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามราตรีที่กำลังฉีกขาดออกเป็นทางยาว ร่างเงาสوงตระหง่านร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกมิติทีละก้าว ทุกย่างก้าวที่มันเดินผ่าน อากาศธาตุรอบด้านต่างแข็งตัวกลายเป็นผลึกน้ำแข็งสีดำสนิท
บนหน้าผากของเงาลึกลับนั้น มีอักขระเซียนโบราณเปล่งแสงสีทองเรืองรอง และเสียงอันกังวานดุจระฆังทองคำจากสรวงสวรรค์ก็ดังสะท้อนก้องกวาดผ่านโสตประสาทของคนทั้งสอง
*"ลู่เฉิน... มดปลวกผู้บังอาจฝืนลิขิตสวรรค์ เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการหนีมาเกิดใหม่ในแดนมนุษย์ จะทำให้เจ้าหลุดพ้นเงื้อมมือของข้าไปได้?"*
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางทุกท่านที่ร่วมดื่มด่ำไปกับวิถีกระบี่และจิตวิญญาณแห่งเซียน ณ ยุทธภพอันไร้ขอบเขตนี้ด้วยกันนะครับ
สยบจอมกระบี่ข้ามภพ•ตอนที่ 25
เงื่อนงำการตายของสหายเก่า
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบจอมกระบี่ข้ามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!