กลิ่นอายโลหิตคละคลุ้งตลบอบอวลอยู่เบื้องหน้า ภายใต้ร่มเงาของค่ายกลกระบี่หกทิศที่แผ่ไอสังหารออกมาราวกับพญายมเงื้อมือรอตักตวงวิญญาณ
รอบสนามประลองใหญ่แห่งสำนักกระบี่โลหิตเวลานี้ เงียบสงัดจนได้ยินกระทั่งเสียงลมหายใจของผู้ชมหลายพันชีวิตที่กำลังระทึกจนแทบหยุดหายใจ รอบ 16 คนสุดท้ายของงานประลองยุทธภพไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดลำดับฝีมือธรรมดา หากแต่มันคือเวทีนองเลือดที่ไร้ซึ่งความปรานี
"ไป๋หลาง... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการใช้กระบี่ไม้ไผ่ผุๆ เล่มนั้น จะช่วยให้เจ้าก้าวผ่านค่ายกลโลหิตโลกันตร์ของข้าไปได้?"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้นจาก 'ต้วนอี้' ศิษย์เอกสายตรงแห่งสำนักกระบี่โลหิต ผู้ครอบครองฉายา 'กระบี่โลหิตไร้เงา' ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความเหี้ยมเกรียม ดวงตาแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าที่กระหายเลือด ในมือของมันกำกระบี่เหล็กกล้าชั้นดีที่อาบไว้ด้วยพิษโลหิตสวรรค์ ส่งเสียงหึ่งๆ สะท้อนก้องฟ้า
ไป๋หลางยืนสงบนิ่งราวกับรูปสลักหินหยก ดวงตาคมกริบดุจประกายกระบี่มิได้มีความหวั่นไหวแม้แต่น้อย เสื้อคลุมสีขาวสะอาดตาของเขาโบกสะบัดตามแรงลมปราณที่หมุนวนอยู่รอบกาย ท่าทีที่เยือกเย็นและสุขุมเกินกว่าวัยนี้ ยิ่งทำให้ต้วนอี้รู้สึกราวกับถูกหยามเกียรติ
"กระบี่อยู่ที่ใจ... หาใช่ที่คมเหล็ก" ไป๋หลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานลึกซึ้งเข้าไปถึงจิตใจของทุกคน "ต่อให้เจ้าจะอาบกระบี่ด้วยโลหิตนับพันชีวิต แต่หากจิตใจของเจ้ายังเต็มไปด้วยความโลภและอวิชชา กระบี่ในมือเจ้าก็เป็นได้เพียงแค่เศษเหล็กขึ้นสนิมอันไร้ค่า"
"สามห่าว!" ต้วนอี้คำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ร่างกายของมันระเบิดพลังปราณสีชาดพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจนเมฆหมอกแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด
*ตูม!*
พริบตานั้น ร่างของต้วนอี้ก็หายวับไปจากจุดเดิม ทิ้งไว้เพียงรอยแยกของพื้นศิลาที่แตกละเอียดเป็นจุล ความเร็วของมันในยามนี้รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด รังสีอำมหิตพุ่งตรงเข้าสู่จุดตายกลางอกของไป๋หลางในเสี้ยววินาที
เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นจากหมู่ผู้ฝึกยุทธรอบสนาม หลายคนถึงกับหลับตาลงเพราะไม่อาจทนดูภาพที่เด็กหนุ่มรูปงามผู้นี้ถูกตัดเป็นชิ้นๆ ได้
ทว่า... ไป๋หลางกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ในห้วงเวลาที่คมกระบี่สีเลือดห่างจากหัวใจเพียงแค่ลมหายใจกั้น มุมปากของไป๋หลางกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รัศมีกระบี่สีครามบริสุทธิ์พลุ่งพล่านออกจากปลายนิ้ว ชักนำวิถีแห่งฟ้าดินมารวมกันไว้ที่กึ่งกลาง
*เคร้ง!*
ประกายไฟสีทองสว่างวาบเจิดจ้าจนแสบตา ท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างด้วยความตะลึงงัน ไป๋หลางไม่ได้ใช้กระบี่ไม้ไผ่รับการโจมตีโดยตรง หากแต่เขาสะบัดนิ้วสองนิ้วคีบคมกระบี่โลหิตของต้วนอี้เอาไว้ได้อย่างแม่นยำราวกับจับใบไม้ร่วง!
"เป็นไป1ได้ย่อมไม่...!" ต้วนอี้หน้าถอดสี ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด มันพยายามดึงกระบี่กลับ แต่กลับพบว่าคมกระบี่ของตนราวกับถูกตรึงไว้ด้วยภูเขาไท่ซานนับร้อยลูก ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่น้อย
"วิชากระบี่โลหิตของสำนักพวกเจ้า มีดีแค่ความรุนแรงแต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ" ไป๋หลางกล่าวเบาๆ น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็งในยามเหมันต์ "วันนี้ ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นเองว่า... สัจธรรมแห่งกระบี่ที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร"
สิ้นเสียงคำว่า 'ไร' ร่างของไป๋หลางก็พร่ามัวลง เขาก้าวเท้าเดินไปตามทิศทางลมอย่างไร้ร่องรอย ท่วงท่าที่สง่างามราวกับเทพเซียนร่ายรำพู่กัน ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยอานุภาพที่สามารถผ่าฟ้าดินได้ในคราเดียว
*ฉับ!*
เงากระบี่สีครามสายหนึ่งพาดผ่านอากาศอย่างไร้เสียง ต้วนอี้รู้สึกราวกับเวลาหยุดนิ่ง ร่างกายของมันแข็งค้าง เสื้อผ้าบริเวณหน้าอกขาดวิ่นเป็นทางยาว และที่ลำคอมีรอยขีดบางๆ ปรากฏขึ้นพร้อมกับหยดโลหิตสีแดงฉานที่ค่อยๆ ซึมออกมา
ต้วนอี้ทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นกระบี่หลุดจากมือ ดวงตาเหม่อลอยไร้สติ ปราณในร่างแตกซ่านจนหมดสิ้น ความพ่ายแพ้มาเยือนอย่างรวดเร็วจนมันไม่อาจทำใจยอมรับได้
สนามประลองทั้งสนามตกอยู่ในความเงียบงันสนิท ก่อนที่เสียงเชียร์และเสียงฮือฮาจะระเบิดขึ้นราวกับคลื่นทะเลคลั่ง ชื่อของ 'ไป๋หลาง' ดังกระหึ่มก้องไปทั่วสารทิศในชั่วพริบตา
บนอัฒจันทร์ฝั่งทิศเหนือ มู่หรงเสวี่ย นางเซียนผู้สูงส่งแห่งตำหนักเหมืองสวรรค์ ซึ่งนั่งหลบมุมอยู่ท่ามกลางม่านหมอกบางเบา ปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่งดงามราวดอกเหมยแรกแย้มท่ามกลางหิมะโปรยปราย แววตาคู่สวยที่เคยเย็นชาต่อทุกสิ่งในโลกหล้า บัดนี้กลับทอประกายความอ่อนโยนและความภาคภูมิใจไว้อย่างลึกซึ้ง นางพึมพำกับตนเองเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะดุจดนตรีสวรรค์
"เขาก้าวหน้าขึ้นอีกแล้ว... วิถีกระบี่ของเขา บัดนี้ไร้ผู้ต่อต้านอย่างแท้จริง"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศแห่งชัยชนะกำลังแผ่ขยายออกไป ทันใดนั้น ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยโปร่งใสกลับมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน ลมพายุหมุนวนรุนแรงพัดกระหน่ำจนเสาธงหินศิลาสำนักกระบี่โลหิตสั่นสะเทือน ไอสังหารอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งแผ่ซ่านกดทับลงมาจากฟากฟ้า ราวกับมหาเทพผู้ลงทัณฑ์กำลังจับจ้องมองลงมา
ผู้อาวุโสจ้าวแห่งสำนักกระบี่เมฆา ซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน ลุกขึ้นยืนช้าๆ รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของมัน พร้อมกับสะบัดแขนเสื้อส่งกระดาษแผ่นหนึ่งพุ่งแหวกอากาศลงมาปักตรงหน้าไป๋หลางอย่างแรง
"เด็กน้อย... เจ้าอย่าเพิ่งลำพองใจไป" เสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังของผู้อาวุโสจ้าวสะท้อนก้องไปทั่ว "ในรอบ 8 คนสุดท้าย คู่ต่อสู้ของเจ้าหาใช่ศิษย์สำนักเล็กๆ เช่นนี้ไม่... จงดูให้ดีว่าผู้ใดคือผู้ที่จะมาเด็ดหัวเจ้าในรอบถัดไป"
ไป๋หลางก้มลงมองกระดาษแผ่นนั้น ดวงตาหรี่แคบลงเล็กน้อยเมื่อเห็นรายชื่อและตราประทับที่สลักอยู่บนนั้น—มันคือชื่อของ 'ม่อเหยียน' ศิษย์พี่ใหญ่อันดับหนึ่งแห่งสำนักกระบี่เมฆา ผู้ฝึกฝนวิชา 'กระบี่ผ่าจิตวิญญาณ' ที่หายสูญหายไปจากยุทธภพมากว่าสามร้อยปี!
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น... เบื้องหลังเงาร่างของม่อเหยียนที่กำลังก้าวเดินออกมาจากความมืด มีกลิ่นอายปราณอันคุ้นเคยที่ไป๋หลางไม่มีวันลืมเลือนตลอดกาล... มันคือกลิ่นอายของ 'ทรราชผู้สังหารเขาในชาติภพก่อน'!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้อุตสาหะวิถีกระบี่นี้ด้วยกันเสมอนะครับ
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธราชบัลลังก์สวรรค์•ตอนที่ 24
รอบ 16 คนสุดท้าย
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธราชบัลลังก์สวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!