เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธราชบัลลังก์สวรรค์•ตอนที่ 38

การกลับมาดุจเทพลงทัณฑ์

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
ความเงียบงันภายในโถงใหญ่สำนักกระบี่เมฆาหนาหนักราวน้ำโลหะหลอมละลาย กลิ่นอายกดดันระดับปฐพีขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกมาจากร่างของผู้อาวุโสจ้าว จนทำให้เหล่าศิษย์สายในหลายคนถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด “นับเวลาดูแล้ว เจ้าสวะไป๋หลางคงกลายเป็นศพเน่าเปื่อยอยู่ก้นหุบเขาอเวจีไปนานโขแล้วกระมัง” ผู้อาวุโสจ้าวแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยัน แววตาคมกริบดุจเหยี่ยวเพชฌฆาตวาดมองไปยังมู่หรงเสวี่ยที่นั่งสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์ นางยังคงรักษาความเยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็งบนยอดเขาหมื่นปี แม้ว่าทั่วทั้งร่างจะถูกกดทับด้วยอาคมสะกดวิญญาณก็ตาม มู่หรงเสวี่ยปรายตามองเฒ่าชราผู้นำความหายนะมาสู่สำนักแวบหนึ่ง มุมปากเรียวบางยกยดขึ้นเล็กน้อยอย่างเย้ยหยัน นางมิได้เอ่ยวาจาใดๆ ออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ทว่ารัศมีเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากร่างกลับทำให้ผู้อาวุโสจ้าวรู้สึกราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่แผ่นหลัง “นังตัวดี! ถึงยามนี้แล้วเจ้ายังกล้าอวดดีกระนั้นหรือ?” ผู้อาวุโสจ้าวกัดฟันกรวดด้วยความโกรธเกรี้ยว มือเหี่ยวย่นดั่งกิ่งไม้แห้งเงื้อขึ้นหมายตบลงบนใบงดงามล่มเมือง *ตูม—!* ยังไม่ทันที่ฝ่ามืออันเปี่ยมด้วยพลังปราณจะสัมผัสโดนเป้าหมาย เสียงระเบิดดังกึกก้องสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มก็แผดเผาเข้ามาจากเบื้องนอก! แรงปะทะอันมหาศาลซัดสาดเอาประตูไม้สักทองหนาสองชั่งจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง เศษไม้ปลิวว่อนคละคลุ้งไปทั่วอาณาบริเวณ แรงลมปราณที่รุนแรงถึงกับพัดพาให้เหล่าผู้อาวุโสระดับสูงหลายคนต้องถอยหลังไปสามก้าว ทุกสายตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก หันขวับไปมองยังเบื้องหน้าซึ่งบัดนี้ถูกปกคลุมไปด้วยม่านฝุ่นทึบหนา “เกิดอันใดขึ้น? ผู้ใดบังกลาอาจบุกรุกเขตแดนต้องห้ามสำนักกระบี่เมฆา!” เสียงตะโกนด้วยความตกใจของผู้อาวุโสฝ่ายมือปราบดังขึ้น ท่ามกลางกลุ่มฝุ่นควันและละอองฝนที่โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า เงาร่างหนึ่งควบม้าสีดำสนิทราวกับพญายมก้าวล่วงสู่แดนมนุษย์ ดวงตาของม้าศึกเปล่งประกายสีชาดดุจโลหิต ลมหายใจพ่นไอสีขาวออกมาราวกับสัตว์อสูรบรรพกาล และที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด... เหนือศีรษะของเงาร่างบนหลังม้านั้น มีรัศมีกระบี่สีครามเข้มพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภากว้าง ไesยออุกกาบาต พลังกดดันระดับเซียนกระบี่ขั้นแท้จริงแผ่ซ่านครอบคลุมรัศมีร้อยลี้ จนสรรพชีวิตในสำนักต่างสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวจากก้นบึ้งจิตวิญญาณ เงาร่างนั้นค่อยๆ ดึงบังเหียนลงช้าๆ ม้าศึกหยุดยืนสง่านิ่งอยู่กลางลานพิธี ฝุ่นควันจางลง เผยให้เห็นใบหน้ารูปสลักที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี ดวงตาคู่คมดุจห้วงอวกาศเต็มไปด้วยความเย็นชาและเด็ดเดี่ยว เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลมปราณ ในมือขวาถือกระบี่เหล็กกล้าไร้ลวดลาย ทว่ากลับเปล่งประกายอำมหิตจนแม้แต่แสงอาทิตย์ก็ยังต้องหมองหม่น ไป๋หลาง... เขากลับมาแล้ว! และการกลับมาครั้งนี้มิใช่ฐานะศิษย์ผู้ต่ำต้อยผู้ถูกขับไล่ ทว่าคือเทพแห่งการลงทัณฑ์ผู้ถือครองความเป็นความตายในกำมือ! “วะ... ไป๋หลาง? เป็นไปได้อย่างไร เจ้า... เจ้าควรจะตายอยู่ในหุบเขาอเวจีสิ!” ผู้อาวุโสจ้าวถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าเผือดสีด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ดวงตาเบิกกว้างราวกับเห็นผีสางในเวลากลางวันแสกๆ ปราณคุ้มกายของเฒ่าชราสั่นสะท้านรุนแรงจนควบคุมไม่อยู่ ไป๋หลางมิได้ชายตามองผู้อาวุโสจ้าวแม้แต่น้อย สายตาของเขาทอดมองตรงไปยังร่างบอบบางที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ทันทีที่สบตากับมู่หรงเสวี่ย ความเย็นชาในแววตาก็พลันอ่อนแสงลง กลายเป็นความอบอุ่นล้ำลึกที่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกผิด “ข้ามาช้าไป… ทำให้เจ้าต้องลำบากแล้ว เสวี่ยเอ๋อร์” น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่กลับก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของทุกคนอย่างชัดเจน มู่หรงเสวี่ยเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตากลมโตคู่สวยเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใสระเรื่อ นางส่ายหัวเบาๆ รอยยิ้มงดงามราดอกเหมันต์ผลิบานท่ามกลางฤดูหนาวปรากฏขึ้นบนใบหน้า “ท่านไม่เคยมาช้า... ข้ารู้ว่าท่านต้องกลับมา” เพียงประโยคสั้นๆ ระหว่างคนทั้งสอง กลับสร้างความอึดอัดและหวาดผวาให้กับผู้อาวุโสจ้าวและพรรคพวกอย่างถึงที่สุด เฒ่าชรากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก กำลังภายในที่เคยภูมิใจนักหนาบัดนี้กลับหดหายไปครึ่งหนึ่งเมื่อเผชิญหน้ากับกลิ่นอายกระบี่อันไร้เทียมทานของชายหนุ่มเบื้องหน้า “บังحัน! ไป๋หลาง เจ้าบังอาจฝ่าฝืนกฎสำนัก กลับมาสร้างความวุ่นวาย นำตัวมันไปประหาร!” ผู้อาวุโสจ้าวแผדเสียงคำรามลั่นเพื่อเรียกขวัญกำลังใจให้ตนเอง พร้อมทั้งส่งสัญญาณมือให้เหล่าศิษย์สายในนับร้อยชีวิตชักอาวุธพุ่งเข้าจู่โจม ทว่า... ไม่มีศิษย์คนใดขยับตัวแม้แต่ปลายนิ้ว ทุกคนต่างยืนแข็งทื่อราวกับรูปปั้นหิน รัศมีกระบี่ที่แผ่ออกมาจากตัวไป๋หลางได้กดทับเส้นชีพจรของพวกมันไว้จนหมดสิ้น เพียงแค่หายใจก็ยังทำได้ยากลำบาก จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปต่อสู้? ไป๋หลางค่อยๆ ก้าวลงจากหลังม้า เสียงรองเท้าบู๊ตกระทบพื้นศิลาแต่ละครั้ง ดังก้องราวกับเสียงกลองศึกแห่งความตายที่กำลังเคาะเรียกวิญญาณ เขายกกระบี่ในมือขึ้นระดับอก ปลายกระบี่ชี้ตรงไปยังผู้อาวุโสจ้าวอย่างไม่เกรงกลัว “กฎสำนักงั้นหรือ?” ไป๋หลางแค่นหัวเราะในลำคอ แววตาคมกริบทอประกายอำมหิต “ในเมื่อพวกเจ้าใช้กฎอันเน่าเฟะเหยียบย่ำผู้อื่นตามอำเภอใจ วันนี้... ข้า ‘ไป๋หลาง’ ผู้นี้ จะใช้กระบี่ในมือร่างกฎเกณฑ์ใหม่ขึ้นมาเอง!” สิ้นเสียงคำราม รัศมีกระบี่สีครามสว่างวาบขึ้นเสียดฟ้า เมฆหมอกบนท้องนภาพล้วนหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น สายฟ้าสีทองคำคำรามกึกก้องผ่าผ่าลงมาผสานกับพลังปราณกระบี่จนกลายเป็นมังกรวารีคำรามสะท้านแผ่นดิน แรงกดดันระดับที่ทำเอาแผ่นดินใต้เท้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นแผ่ขยายออกไปอย่างไร้ขอบเขต ผู้อาวุโสจ้าวหน้าถอดสีจนโปร่งใส ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุดเมื่อรับรู้ได้ถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาประชิดตัว ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่กระบี่ของไป๋หลางกำลังจะตวัดฟันลงมาปลิดชีพศัตรู แผ่นดินเบื้องล่างกลับสั่นไหวอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ประตูหินโบราณแห่งเขตหวงห้ามชั้นในที่ปิดตายมานานนับพันปีค่อยๆ เลื่อนเปิดออก พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าอันทรงพลังที่ดังสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งขุนเขา... *“ฮ่าๆๆๆ... เด็กน้อยอวดดี เจ้าคิดว่าขจัดกวาดล้างสวะพวกนี้ได้แล้ว จะถือว่าไร้เทียมทานในใต้หล้าแล้วอย่างนั้นรึ?”* ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้มหากาพย์บทนี้มา ณ ที่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธราชบัลลังก์สวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%