"ศิษย์พี่ใหญ่เหอ... ท่านแน่ใจแล้วหรือว่า การเอาชีวิตรอดในสำนักกระบี่เมฆา จำต้องใช้เลือดของสวะสำนักล่างเช่นมันมาเซ่นสังเวยลานประลอง?"
เสียงหัวเราะเยาะหยันดังระงมก้องลานประลองหินแกรนิตสีดำ ท่ามกลางสายตาของเหล่าศิษย์สายในนับร้อยชีวิตที่จับจ้องมองมาเป็นตาเดียว รัศมีลมปราณระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่เจ็ดแผ่ซ่านกดดันจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยว เหอเทียนหยุน ยืนไขว่ห้างอยู่บนแท่นหินสูง ดวงตาดอกท้อหรี่แคบมองบุรุษหนุ่มชุดคลุมสีเทาเก่าคร่ำคร่าที่ก้าวเดินเข้ามาด้วยฝีเท้าเรียบเฉย ราวกับเดินชมทิวทัศน์ในสวนหลังบ้าน มิใช่การเดินเข้าสู่ลานประหาร
ไป๋หลางหยุดฝีเท้าลง ห่างจากคู่ต่อสู้เพียงส้าวจัตุรัส ใบหน้าหล่อเหลาคมคายไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ดวงตาคู่นั้นลุ่มลึกดุจก้นบึงมหาสมุทร สะท้อนเงาร่างของเหอเทียนหยุนผู้ทะนงตนไว้อย่างชัดเจน
"เลือดของข้า... เกรงว่าเจ้าคงไม่มีปัญญาแม้แต่จะสะกิดให้มันหยดลงพื้นหรอกนะ" ไป๋หลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานก้องกังสดาลเข้าสู่โสตประสาทของทุกคนอย่างชัดเจน
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่เสียงหัวเราะลั่นจะระเบิดขึ้นจากปากของเหอเทียนหยุน "สามหงส์! สามหงส์เกินไปแล้ว! เป็นแค่ศิษย์ไร้รากฐานที่อาศัยเศษทานบารมีของผู้อาวุโสสำนักนอก ไยจึงกล้าอาจหาญต่อหน้าศิษย์สายในเช่นข้า วันนี้ ข้าเหอเทียนหยุนจะหักแขนขาทั้งสองข้างของเจ้า เพื่อให้สำนักได้จารึกไว้ว่า สวะก็คือสวะวันยังค่ำ!"
สิ้นเสียงคำราม เหอเทียนหยุนตบเท้าลงกับพื้นหินแกรนิตจนแตกร้าวเป็นใยแมงมุม พลังปราณธาตุอัคคีพวยพุ่งออกจากร่างราวกับเปลวเพลิงนรก พัดพาเอาไอความร้อนระอุแผดเผาบรรยากาศรอบด้านให้บิดเบี้ยว กระบี่เหล็กกล้าชั้นดีในฝักถูกชักออกด้วยความเร็วสูง ประกายแสงสีชาดสาดส่องระยิบระยับ พร่ามัวจนแทบมองไม่เห็นตัวคมกระบี่ นี่คือ "วิชากระบี่อัคคีผลาญสวรรค์" เคล็ดวิหารลับอันดับสามของสำนักกระบี่เมฆา ที่แม้แต่ศิษย์สายในระดับเดียวกันยังต้องไว้ตัวสามส่วน
"รับกระบี่แรกของข้าเสีย! เพลิงทมิฬสะบั้นนภา!"
ร่างของเหอเทียนหยุนพุ่งทะยานราวกับลูกธนูหลุดจากแล่ง คมกระบี่สีแดงฉานกรีดผ่านอากาศเกิดเสียงหวีดหิวแหลมสูง มุ่งตรงไปยังจุดกึ่งกลางหน้าผากของไป๋หลางอย่างเหี้ยมเกรียม ไม่มีใครคาดคิดว่าอีกฝ่ายจะลงมือสังหารในกระบวนท่าแรกอย่างไร้ความปรานี
ทว่า... ไป๋หลางยังคงยืนนิ่งสนิท ราวกับรูปสลักหินหยกที่ไร้ซึ่งวิญญาณ
ในห้วงเวลาอันกระชั้นชิดที่คมกระบี่อยู่ห่างจากปลายจมูกเพียงไม่ถึงคืบ มู่หรงเสวี่ย ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่บนหอคอยสูงไกลลิบ นางเซียนผู้เยชาดั่งน้ำแข็งหมื่นปี ขมวดคิ้วเรียวสวยเข้าหากันเล็กน้อย นิ้วเรียวดั่งลำหยกภายใต้แขนเสื้อกิโมโนสีขาวบริสุทธิ์สั่นไหววูบหนึ่ง นางรู้ดีว่าไป๋หลางกำลังทำอะไร — เขาไม่ได้ประมาท แต่เขากำลังมองหา "จุดบอด" ของวิชากระบี่ที่ร่ำเรียนกันมาจนพรุนของสำนักนี้
*แกร๊ง!*
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับอสุนีบาตฟาดผ่ากลางวันแสกๆ!
ดวงตาของเหอเทียนหยุนเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อพบว่ากระบี่อัคคีผลาญสวรรค์อันทรงพลังของตน ถูกนิ้วชี้และนิ้วกลางมือขวาของไป๋หลางคีบเอาไว้ได้อย่างมั่นคง! ปราณอัคคีที่ร้อนระอุจนหลอมละลายเหล็กกล้า กลับมอดดับลงทันทีที่สัมผัสกับปลายนิ้วคู่นั้น ราวกับเปลวเทียนที่ถูกสายลมหนาวพัดผ่านจนดับวูบ
"เป็น... เป็นไปได้อย่างไร?" เหอเทียนหยุนคำรามเสียงสั่นเทา พยายามดึงกระบี่กลับ แต่กลับพบว่ามันติดตรึงอยู่ราวกับถูกหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับภูเขาไท่ซาน
"วิชากระบี่อัคคีผลาญสวรรค์ของสำนักกระบี่เมฆา ภายใต้การนำของเจ้า กลับถูกฝึกฝนจนเสียกระบวนท่าไปถึงเจ็ดส่วน..." ไป๋หลางปรายตามองคู่ต่อสู้ด้วยแววตาสมเพชเวทนา มุมปากหยักลึกยกยิ้มเย้ยหยัน "กระบี่ไม่ใช่เครื่องมือไว้ประดับบารมี หรือใช้ข่มเหงผู้ที่อ่อนแอกว่า... หากแต่เป็นวิถีแห่งการหลอมรวมจิตวิญญาณกับธรรมชาติ น่าเสียดายที่เจ้าตลอดชีวิตนี้ คงไม่มีวันได้เข้าใจมัน"
*เปรี้ยง!*
ไป๋หลางสะบัดข้อมือเบาๆ แรงสะท้อนมหาศาลพุ่งทะยานย้อนกลับไปตามตัวกระบี่ เหอเทียนหยุนกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด กระดูกแขนขวาหักสะบั้น ร่างลอยละลิ่วกระเด็นถอยหลังไปไกลนับสิบจัตุรัส กระแทกเข้ากับเสาหินลานประลองจนเลือดพุ่งกระฉูดออกมาคำโต หมดสติคาที่ในทันที
ความเงียบงันราวกับป่าช้าเข้าปกคลุมทั่วบริเวณอีกครั้ง เหล่าศิษย์สายในอ้าปากค้างจนแทบคาบลูกศรหล่นลงพื้น พวกเขาไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองว่า ศิษย์สายในผู้ติดอันดับท็อปยี่สิบของสำนัก จะพ่ายแพ้แก่ศิษย์สำนักล่างด้วยการโจมตีเพียงกระบวนท่าเดียว!
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงปรบมือดังแปะๆๆ อย่างเชื่องช้าก็ดังขึ้นจากทางเข้าลานประลอง
"ฮ่าๆๆ... สมคำร่ำลือ สมกับที่เป็นศิษย์น้องผู้สร้างความตกตะลึงให้แก่สำนักไม่เว้นแต่ละวัน"
ร่างของชายชราในชุดคลุมสีม่วงเข้ม ปักลายเมฆาด้วยด้ายทองคำ ก้าวเดินออกมาจากเงาไม้ใหญ่ แววตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองไป๋หลางด้วยรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ ผู้อาวุโสจ้าว... ศัตรูตัวฉกาจผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในสำนักนอกและกึ่งหนึ่งของสำนักใน ปรากฏกายขึ้นแล้ว
ไป๋หลางหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีฆ่าฟันเย็นเยียบแผ่ซ่านออกจากร่างโดยไม่ปิดบัง
"ผู้อาวุโสจ้าว... ในที่สุดท่านก็ทนดูความไร้ความสามารถของสุนัขรับใช้ตัวเองไม่ไหว จนต้องออกโรงด้วยตัวเองแล้วสินะครับ" ไป๋หลางเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาลที่ทำเอาศิษย์รอบข้างหายใจไม่ออก
ผู้อาวุโสจ้าวยิ้มเยาะยันก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว "เด็กน้อย... เจ้ามีความสามารถไม่เลวทีเดียว แต่อย่าลืมว่าที่นี่คือสำนักกระบี่เมฆา กฎก็คือกฎ... การทำร้ายศิษย์สายในจนบาดเจ็บสาหัส มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต!"
สิ้นคำพูดของผู้อาวุโสจ้าว ท้องนภายามบ่ายที่เคยปลอดโปร่ง กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำทะมึนในชั่วพริบตา เมฆฝนก่อตัวหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นเหนือลานประลอง สายฟ้าสีครามคำรามลั่นสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าดินกำลังพิโรธ แรงกดดันระดับ "ขอบเขตปราณปฐพี" แผ่ซ่านกดทับลงมาบนร่างของไป๋หลางจนพื้นหินใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวละเอียด
แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจที่สุด...
ทันใดนั้น เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งก็ร่อนลงมาจากยอดเขาเมฆาสวรรค์ราวกับเทพธิดาจำแลง มู่หรงเสวี่ยปรากฏกายยืนเคียงข้างไป๋หลางอย่างไร้สุ้มเสียง ปลายกระบี่เซียนในมือของนางเปล่งประกายแสงสีเงินยวงสะท้อนรัศมีอำมหิต นางไม่แม้แต่จะชายตามองผู้อาวุโสจ้าวด้วยซ้ำ ทว่าเอ่ยปากกระซิบเบาๆ ข้างหูไป๋หลางด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาหัวใจของชายหนุ่มกระตุกวาบ
"คนผู้นี้... ข้าขอจัดการเองดีกว่าไหมครับ... พี่หลาง?"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนวิถีกระบี่บทนี้ด้วยกันเสมอนะครับ
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธราชบัลลังก์สวรรค์•ตอนที่ 4
การท้าทายในลานประลองสำนัก
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธราชบัลลังก์สวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!