"ถอนลมหายใจออกเสีย มู่หรงเสวี่ย... หากเจ้ายังฝืนโคจรวิชาปราณเหมันต์สวรรค์ในสภาพที่เส้นชีพจรหัวใจถูกพิษกระบี่อัสนีคุกคามเช่นนี้ เกรงว่าต่อให้เป็นเซียนผู้บรรลุมรรคผล ก็มิอาจช่วยยื้อชีวิตเจ้าไว้ได้อีกแม้แต่เค้าโครงเดียว"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำแต่เปี่ยมด้วยอำนาจเด็ดขาดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในถ้ำน้ำแข็งร้าวราน ไป๋หลางประคองร่างบอบบางที่สั่นสะท้านของนางเซียนผู้สูงส่งไว้ในวงแขน เสื้อคลุมสีขาวบริสุทธิ์ของมู่หรงเสวี่ยบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดโลหิตสีแดงฉานตัดกับเกล็ดน้ำแข็งระยิบระยับรอบกาย นางกัดริมฝีปากจนห่อเลือด ดวงเนตรคู่คมที่เคยเยชาดั่งธารน้ำแข็งพันปี บัดนี้ฉายแววพร่าเลือนและอ่อนล้าอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
"ไป๋... หลาง... ข้า... ข้าไม่เป็นไร..." นางพยายามฝืนเค้นเสียงกล่าว ทว่ากระแสความเย็นเยือกที่สะท้อนกลับจากพิษร้ายในร่างกายกลับทำให้ร่างของนางสั่นสะท้านยิ่งขึ้น ปลายเล็บเรียวยาวจิกเกร็งลงบนลาดไหล่ของเขาเพื่อระบายความเจ็บปวดที่แผดเผาไปถึงจิตวิญญาณ
ไป๋หลางมิได้เอ่ยคำใดตอบโต้ เขารู้ดีว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลามาเอื้อนเอยคำหวานหรือแสดงความอ่อนแอ ผู้อาวุโสจ้าวและพรรคพวกจากสำนักกระบี่เมฆากำลังไล่ล่าพวกตนราวกับฝูงสุนัขป่ากระหายเลือด บาดแผลของมู่หรงเสวี่ยเกิดจากการเอาตัวเข้ามารับกระบี่กระชากวิญญาณแทนเขาในศึกที่หุบเขาอัสนีทมิฬเมื่อยามค่ำคืน หากเขาช้าไปเพียงลมหายใจเดียว ดวงจิตของนางคงแตกสลายกลายเป็นธุลีไอเย็นไปแล้ว
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก หลับตาลงเพื่อปรับสภาวะจิตใจให้อยู่ในจุดสงัดสูงสุด วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ที่เคยฝึกฝนในชาติภพก่อนถูกขับเคลื่อนขึ้นมาอย่างช้าๆ ฝ่ามือหนาอุ่นจัดวางทาบลงบนแผ่นหลังบอบบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดอาภรณ์ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อและหยาดน้ำค้างแข็ง
*ตู้ม!*
ทันทีที่พลังปราณบริสุทธิ์สายแรกถ่ายเทเข้าไปในร่างของมู่หรงเสวี่ย เสียงคำรามราวกับสายฟ้าฟาดก็ดังสะท้อนขึ้นในห้วงสำนึกของคนทั้งสอง พิษกระบี่อัสนีที่ดื้อรั้นและแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันรุนแรงพยายามต่อต้าน ขัดขวาง และทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า แต่วิถีกระบี่ของไป๋หลางในเวลานี้หาใช่ปราณธรรมดาไม่ มันคือมรรคาแห่งการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เป็นความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวที่ปฏิเสธแม้กระทั่งราชบัลลังก์สวรรค์ ไฉนเลยจะยอมจำนนต่อพิษมารเดรัจฉานเช่นนี้!
"ตั้งสติ... หลอมรวมจิตวิญญาณกระบี่ของเจ้าเข้ากับข้า" ไป๋หลางกระซิบแผ่วเบารดข้างใบหูของนาง น้ำเสียงของเขาอบอุ่นแต่มั่นคงดุจขุนเขา
มู่หรงเสวี่ยสะท้านเฮือก ดวงตาที่พร่ามัวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางรับรู้ได้ถึงกระแสพลังงานอันยิ่งใหญ่และลึกล้ำที่ทะลักเข้ามาในจุดตันtian (จุดตันเถียน) ของตน มันไม่ใช่การใช้อำนาจกดขี่ข่มเหง ทว่าเป็นการโอบอุ้ม ประคับประคอง และหลอมรวมดั่งสายน้ำที่ไหลบรรจบกับมหาสมุทร ในมิติแห่งจิตวิญญาณกระบี่ ภาพของกระบี่คู่กายทั้งสองเล่ม—กระบี่รุ้งครามของนางและกระบี่ไร้ลักษณ์ของเขา—กำลังร่ายรำเข้าหากันอย่างสอดประสาน ท่วงทำนองแห่งกระบี่ทั้งสองบทขับเน้นความโดดเดี่ยวและทรนงของแต่ละฝ่ายให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เป็นบทเพลงแห่งความรักและการต่อสู้ที่รังสรรค์ขึ้นกลางพายุหิมะอันเหน็บหนาว
เหงื่อกาฬเม็ดโตผุดพรายขึ้นตามขมับของไป๋หลาง การขับพิษระดับนี้ไม่ง่ายเลย มันกินพลังสมาธิและปราณแท้ในร่างกายของเขาไปเกือบครึ่ง ทว่าทุกครั้งที่เขารู้สึกถึงความเหนื่อยล้า ความอบอุ่นจากจิตวิญญาณของมู่หรงเสวี่ยที่ส่งกลับมาผ่านการเชื่อมต่อทางกระบี่ ก็เปรียบเสมือนน้ำทิพย์โลหิตที่หล่อเลี้ยงให้เขายืนหยัดต่อไปได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีใครล่วงรู้ ภายนอกถ้ำ พายุหิมะโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นราวกับจะฝังกลบโลกทั้งใบให้จมดิ่งสู่ความตาย แต่วันนี้ภายในถ้ำน้ำแข็ง กลับมีม่านพลังปราณสีทองจางๆ แผ่พุ่งออกมาปกคลุมร่างของคนทั้งสองจนระอุอุ่น
*พรวด!*
มู่หรงเสวี่ยสำรอกลิ่มเลือดสีดำคล้ำออกมาคำโต กลิ่นอายความอัปลักษณ์และกลิ่นอายคาวเลือดจางหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยรัศมีไอเซียนบริสุทธิ์ที่ค่อยๆ แผ่ขยายออกจากร่างของนางอีกครั้ง สีหน้าที่เคยซีดเซียวราวกับคนใกล้ตายกลับมามีเลือดฝาดและงดงามราวกับภาพวาดเซียนโบราณ
นางหอบหายใจถี่กระชั้น ลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาคู่คมมองตรงไปยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่เบื้องหน้า ไป๋หลางในยามนี้ใบหน้าซีดเซียวลงเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นเพื่อสะกดกลั้นอาการบาดเจ็บย้อนกลับที่ตนต้องแบกรับไว้แทนาง
"ไป๋หลาง... ท่าน..." มู่หรงเสวี่ยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มือเรียวบางยื่นออกไปสัมผัสแก้มสากของเขาอย่างลืมตัว นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่หัวใจอันเย็นชาและโดดเดี่ยวของนาง ยอมเปิดออกรับความรู้สึกที่ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ ความผูกพันทางจิตวิญญาณกระบี่ที่เพิ่งเกิดขึ้น ทำให้ชีวิตและวิถีดาบของพวกเขาทั้งสองไม่สามารถแยกขาดจากกันได้อีกต่อไป
ไป๋หลางลืมตาขึ้น สบตากับนาง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่ม "บอกแล้วอย่างไร ว่าข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดพรากชีวิตเจ้าไปต่อหน้าข้าเป็นอันขาด แม้แต่พญายมราชก็ไม่มีสิทธิ์"
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่มั่นคงดุจหินผา ทำให้หัวใจของนางเซียนผู้สูงส่งกระตุกวาบ ความรู้สึกบางอย่างที่เอ่อล้นจนเกือบกลั้นไม่อยู่ทำให้มู่หรงเสวี่ยขยับเข้าไปใกล้ และในวินาทีที่ริมฝีปากของพวกเขากำลังจะประทับเข้าหากันเพื่อยืนยันคำมั่นสัญญาแห่งวิถีกระบี่...
*เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวจากปากถ้ำ น้ำแข็งหนาทึบและหินผาน้ำหนักนับหมื่นชั่งพังทลายลงมาเป็นจุลในพริบตา แรงกดดันจากลมปราณระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แบบแผ่ซ่านเข้ามาปกคลุมไปทั่วบริเวณ พร้อมกับเงาร่างในชุดคลุมสีเทาเข้มของผู้อาวุโสจ้าว ที่ก้าวเท้าเหยียบย่างเข้ามาท่ามกลางเศษซากน้ำแข็ง สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวจ้องมองคนทั้งสองด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมและเย้ยหยัน
"ฮ่าๆๆ ช่างเป็นภาพคู่รักที่น่าประทับใจเสียจริง ไป๋หลาง... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าหนีพ้นเงื้อมมือข้ามาได้ถึงเพียงนี้ แล้วยังกล้าใช้พลังปราณรักษาบาดแผลให้สตรีผู้นี้จนพลังของตนเองเหือดแห้งเช่นนี้... วันนี้แหละ คือวันตายของพวกเจ้าสองคน!"
ผู้อาวุโสจ้าวยกมือขึ้น กระบี่วิญญาณเมฆาทมิฬในมือสั่นระริก ปลดปล่อยจิตสังหารแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว โดยที่ไป๋หลางยังคงนั่งนิ่งอยู่ในท่าโคจรปราณ และมู่หรงเสวี่ยเพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บหนักจนยังไม่สามารถดึงพลังกลับมาได้เต็มร้อย!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนวิถีกระบี่บทนี้ด้วยกันเสมอนะครับ
เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธราชบัลลังก์สวรรค์•ตอนที่ 9
สายใยกลางพายุหิมะ
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธราชบัลลังก์สวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!