“หากใต้เท้าเว่ยมิได้เป็นผู้บงการ เหตุใดตราประทับลับในจดหมายฉบับนี้ ถึงเป็นตราของจวนอัครมหาเสนาบดีเล่าเพคะ?”
เสียงของมู่หรงเซียนดังกังวานก้องท้องพระโรง น้ำเสียงของนางราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก ทว่าแฝงไปด้วยคมมีดที่พร้อมจะกรีดลึกถึงกระดูก นางยืนตระหง่านอยู่กลางโถงกว้าง สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ร่างระหงในชุดสีน้ำเงินเข้มที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง
ความเงียบงันเข้าปกคลุมท้องพระโรงราวกับมีใครมาฉุดกระชากเอาลมหายใจของขุนนางทุกคนไป อัครมหาเสนาบดีเว่ยที่เคยยืนหลังตรงอย่างยโส บัดนี้มุมปากกลับกระตุกขึ้นเล็กน้อย เขามิได้รีบร้อนแก้ตัว เพียงแต่ค่อยๆ ก้าวออกมาจากแถวขุนนาง สายตาที่จ้องมองมู่หรงเซียนนั้นวาวโรจน์ไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความอาฆาตที่ถูกกดทับไว้มานาน
“แม่นางมู่... เจ้าช่างกล้านักที่มาหมิ่นเกียรติขุนนางใหญ่กลางท้องพระโรงด้วยหลักฐานที่ใครก็สามารถปลอมแปลงขึ้นมาได้” เว่ยจงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจ เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ “ฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงเห็นแล้วใช่หรือไม่ว่าสตรีผู้นี้มิได้มาด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่นางคือกบฏที่ต้องการสร้างความร้าวฉานในราชสำนัก!”
บนบัลลังก์ทอง ฮ่องเต้ฉีเฟยหลงยังคงนิ่งเฉย พระพักตร์เรียบเฉยดุจรูปสลัก ทว่านิ้วพระหัตถ์ที่บีบพนักเก้าอี้แน่นจนขึ้นข้อขาวบ่งบอกถึงพายุอารมณ์ภายใน พระองค์ทรงสบตากับมู่หรงเซียนเพียงชั่วครู่ แววตานั้นส่งสัญญาณเงียบๆ ว่า ‘ถึงเวลาแล้ว’
“เรื่องนี้สำคัญยิ่งนัก” ฉีเฟยหลงตรัส เสียงของพระองค์เยือกเย็นและดุดัน “หากท่านอัครมหาเสนาบดีกล่าวว่านี่คือการปรักปรำ ข้าก็ใคร่ขอให้ท่านพิสูจน์ความบริสุทธิ์ต่อหน้าธารกำนัล... ขันทีเว่ย นำตราประทับของจวนอัครมหาเสนาบดีขึ้นมา”
บรรยากาศเริ่มเดือดพล่าน เว่ยจงเริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เขาไม่ได้กังวลเรื่องตราประทับ เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่มู่หรงเซียนถืออยู่นั้นเป็นเพียงของเลียนแบบที่สมบูรณ์แบบ ทว่าสิ่งที่เขาพลาดไปคือ ‘ความมั่นใจ’ ของสตรีตรงหน้า นางไม่ได้ดูตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย
“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูล” เว่ยจงตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์ เขาไม่ได้ก้มลงมองตราประทับ แต่กลับเชิดหน้าขึ้นสูง “ในเมื่อฝ่าบาททรงเชื่อถือสตรีผู้นี้มากกว่าขุนนางที่ร่วมสร้างบ้านแปงเมืองมากับพระราชบิดา กระหม่อมก็ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป”
สิ้นคำพูดนั้น ทหารรักษาพระองค์ที่ยืนประจำการอยู่รอบท้องพระโรงก้าวเท้าออกพร้อมกันห้าคน พวกเขาไม่ได้หันปลายหอกเข้าหาข้าศึก แต่หันปลายหอกเข้าหาบัลลังก์มังกร!
“ท่านทำอะไร!” เสียงขุนนางฝ่ายสนับสนุนฮ่องเต้ดังขึ้นด้วยความตกใจ
“ข้ากำลังทำในสิ่งที่ควรทำมานานแล้ว” เว่ยจงแค่นยิ้ม รอยยิ้มที่ดูชั่วร้ายและไร้ความปรานี “แผ่นดินที่ไร้ซึ่งผู้นำที่เข้มแข็ง ย่อมต้องถูกเปลี่ยนมือ นี่คือเวลาที่กงล้อแห่งประวัติศาสตร์จะต้องหมุนไปในทิศทางที่ถูกต้อง... หลิวเยี่ยนซี เอ๊ย มู่หรงเซียน เจ้าฉลาดนักที่สืบเสาะเรื่องราวของข้าได้ แต่เจ้าลืมไปหรือไม่ว่าคนตายไปแล้วไม่มีวันลุกขึ้นมาทวงคืนความยุติธรรมได้!”
มู่หรงเซียนขยับยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นชา นางไม่สะทกสะท้านแม้ปลายหอกจะจ่ออยู่ห่างจากลำคอเพียงคืบ “ท่านหมายถึงตระกูลมู่ของข้าหรือ? ท่านผิดแล้วท่านเว่ย คนตระกูลมู่ไม่เคยตาย... เพราะวิญญาณของพวกเขายังวนเวียนอยู่เพื่อดูจุดจบของคนทรยศเช่นท่านอย่างไรเล่า!”
ฉีเฟยหลงลุกขึ้นยืนช้าๆ รัศมีอำนาจของโอรสสวรรค์แผ่ซ่านออกมาจนขุนนางที่ยืนใกล้บัลลังก์ต้องก้าวถอยหลัง “เว่ยจง เจ้าคิดว่าข้าไร้ซึ่งการเตรียมตัวมานานเพียงนี้จริงหรือ? เจ้าเปิดเผยตัวตนในวันนี้ ก็เท่ากับเจ้าเหยียบลงในกับดักที่ข้าขุดไว้ให้เจ้าด้วยตัวเอง”
“กับดักงั้นรึ?” เว่ยจงหัวเราะลั่นจนตัวสั่น “ลองมองไปรอบๆ สิฝ่าบาท กองกำลังนับหมื่นที่ล้อมพระราชวังอยู่นี้มิใช่ของท่าน แต่มันคือคนของข้า! ใครที่กล้าขัดขวางข้าในวันนี้ จะไม่มีใครรอดพ้นไปได้แม้แต่คนเดียว!”
ทว่าในวินาทีที่เขากำลังได้ใจ ประตูท้องพระโรงที่ปิดสนิทกลับถูกกระแทกเปิดออกด้วยเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของแม่ทัพหนุ่มผู้หนึ่งที่ควรจะอยู่ที่ชายแดนก้าวเข้ามาพร้อมกับทหารองครักษ์หลวงที่สวมเกราะสีเงินวาววับ สิ่งที่ทำให้เว่ยจงหน้าซีดเผือดไม่ใช่จำนวนทหารที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นจดหมายลับในมือของแม่ทัพผู้นั้น ซึ่งมีตราประทับสีแดงสดของ ‘กองทัพพิทักษ์ทิศเหนือ’ ที่เขาคิดว่าได้ซื้อตัวไปเรียบร้อยแล้ว
“ท่านอัครมหาเสนาบดี” แม่ทัพหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวาน “ท่านลืมไปหรือว่า... ข้าไม่ได้สวามิภักดิ์ต่อเงินทอง แต่ข้าสวามิภักดิ์ต่อราชบัลลังก์ที่ยังคงมีฮ่องเต้ประทับอยู่เท่านั้น”
เว่ยจงถอยกรูดด้วยความสับสน สายตาเลิ่กลั่กมองไปรอบข้างที่สถานการณ์เริ่มพลิกผัน มู่หรงเซียนก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกหนึ่งก้าว ดวงตาที่เคยเยือกเย็นกลับลุกโชนด้วยไฟแค้น นางกระซิบผ่านริมฝีปากที่สั่นเทาด้วยความสะใจ “นี่ยังไม่ใช่จุดจบหรอกนะ ท่านเว่ย... แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของนรกที่ท่านจะต้องเผชิญ”
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องจากภายนอกดังขึ้น กองทหารที่เว่ยจงมั่นใจนักหนาว่าควบคุมได้กลับแตกพ่ายลงในพริบตา เมื่อมีบุคคลปริศนาในชุดคลุมสีดำสนิทกระโดดลงมาจากขื่อคาของท้องพระโรง พร้อมกับซัดอาวุธลับเข้าใส่หัวหน้าทหารองครักษ์ของเว่ยจงจนล้มลงสิ้นใจในดาบเดียว ภายใต้หน้ากากสีเงินที่ปิดบังใบหน้า ปรากฏดวงตาที่จ้องมองมายังมู่หรงเซียนและฮ่องเต้ด้วยแววตาที่คุ้นเคยอย่างประหลาด ก่อนที่คนผู้นั้นจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ทำให้หัวใจของมู่หรงเซียนแทบหยุดเต้น
“พี่ใหญ่... ข้ามาตามคำสัญญาแล้ว”
หลิวเยี่ยนซีขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าพายุการเมืองและลมหายใจแห่งความแค้นนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 16
ปฐมบทแห่งความขัดแย้ง
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!