"เลือด... ทำไมถึงเป็นเลือดสีแดงสดเช่นนี้"
มู่หรงเซียนพึมพำกับตัวเองขณะที่มืออันสั่นเทาของนางแตะลงบนพื้นเรือนไม้เก่าแก่ กลิ่นคาวสนิมเหล็กคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ชวนให้มวนท้องจนแทบอาเจียน สิ่งที่อยู่ตรงหน้ามิใช่รอยหมึกบนจดหมายลับที่นางเฝ้ารอ แต่มันคือร่างของ 'อาจู' สาวใช้ผู้เป็นเสมือนแขนขาและสหายเพียงหนึ่งเดียวที่นางไว้ใจที่สุด
นางไม่ได้รับอนุญาตให้กรีดร้อง ความเงียบคืออาวุธเดียวที่นางเหลืออยู่ มู่หรงเซียนค่อยๆ คุกเข่าลงข้างร่างที่ไร้วิญญาณ ดวงตาของอาจูเบิกโพลงค้างราวกับกำลังจ้องมองความอัปยศที่นางต้องแบกรับไว้คนเดียว รอยแผลลึกที่ลำคอเป็นเส้นตรงคมกริบ บ่งบอกถึงฝีมือของนักฆ่าที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน ไม่ใช่โจรปล้นทรัพย์ทั่วไปอย่างที่ศัตรูต้องการจะจัดฉากให้เป็น
"ใครกัน... ใครที่เป็นคนทำ" เสียงของนางแหบพร่าจนเกือบไม่ได้ยิน
ประตูห้องถูกผลักออกอย่างแรงจนบานพับแทบหักกระเด็น ฮ่องเต้ฉีเฟยหลงก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ทว่าเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ฝีเท้าของเขากลับหยุดชะงักลง แววตาคมกริบของโอรสสวรรค์สั่นไหววูบหนึ่งก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาที่น่าสะพรึงกลัว เขาไม่ได้พูดปลอบโยน เพราะเขารู้ดีว่ามู่หรงเซียนเกลียดความเห็นใจในยามที่นางต้องการแก้แค้น
"เว่ยจง... อัครมหาเสนาบดีเว่ยจงเป็นคนทำ" ฉีเฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำลึก "มันส่งสาส์นเตือนมาทางเลือดของคนใกล้ตัวเจ้า เพื่อให้รู้ว่ากำแพงที่เจ้าสร้างไว้รอบตัวนั้น เปราะบางเพียงใด"
มู่หรงเซียนเงยหน้าขึ้น สายตาของนางไม่ได้โชกโชนด้วยน้ำตา แต่มันเต็มไปด้วยความว่างเปล่าที่น่ากลัว นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นออกจากอาภรณ์ที่เปื้อนคราบเลือดของสหายรัก "มันตัดแขนขาข้าเพื่อจะดูว่าข้าจะก้าวเดินต่อไปอย่างไรใช่หรือไม่เพคะ ฝ่าบาท"
"ข้าจะลงทัณฑ์มันให้สาสม" ฉีเฟยหลงก้าวเข้ามาประชิด จับไหล่นางไว้แน่น "แต่เจ้าต้องมีสติ มู่หรงเซียน! การล้างแค้นด้วยอารมณ์คือจุดจบของหมากกระดานนี้"
"สติหรือเพคะ?" นางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของฮ่องเต้ "ในวันที่คนของข้าถูกฆ่าทิ้งราวกับสุนัขในเรือนของข้าเอง สตินั้นมีค่าเท่ากับเศษดินเท่านั้น สิ่งที่ข้าต้องการไม่ใช่คำปลอบ แต่คือหัวของคนที่วางแผนเรื่องนี้"
ฉีเฟยหลงกระชับอ้อมกอดนางไว้แน่น แม้หัวใจจะร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นไม่ต่างกัน แต่เขารู้ดีว่าเว่ยจงกำลังเฝ้ามองอยู่จากเงามืด หากพวกเขาขยับหมากพลาดเพียงก้าวเดียว ทั้งบัลลังก์และชีวิตของมู่หรงเซียนจะถูกบดขยี้จนไม่เหลือซาก
ในขณะที่ความโศกเศร้าเข้าครอบงำหัวใจของมู่หรงเซียน ประตูห้องที่เปิดค้างไว้ก็ถูกลมแรงพัดจนปิดลงเบาๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างเงาในชุดดำสนิทที่แฝงกายอยู่หลังม่านบังตา ร่างนั้นไม่ได้รุกคืบเข้ามา แต่กลับทิ้งกลิ่นหอมจางๆ ของกำยานจากตำหนักอัครมหาเสนาบดีเอาไว้
มู่หรงเซียนขมวดคิ้วแน่น กลิ่นนี้... กลิ่นกำยานที่นางจำได้แม่นยำ เพราะมันคือกลิ่นเดียวกับที่อาจูเคยพร่ำบอกก่อนสิ้นใจว่าเห็นสตรีในชุดสีน้ำเงินเข้มปักลายดอกโบตั๋นเดินวนเวียนอยู่แถวเรือนพำนักในช่วงยามวิกาล
"ฮองเฮา..." นางพึมพำชื่อนั้นออกมาด้วยความตระหนก
ฉีเฟยหลงชะงักไปทันที เขาหันขวับไปมองร่างเงาที่หายวับไปกับตา ราวกับว่านี่ไม่ใช่แค่การตัดแขนขาของศัตรู แต่เป็นการบ่งบอกว่าภายในวังหลังที่เขากุมอำนาจอยู่ มีงูพิษที่ใหญ่กว่าอัครมหาเสนาบดีซ่อนตัวอยู่ และนางผู้นั้นกำลังจะเริ่ม 'ล่า' พวกเขาจากด้านใน
มู่หรงเซียนหันมาสบตาฮ่องเต้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม ความแค้นที่มีต่อเว่ยจงยังคงอยู่ แต่ความสงสัยในสตรีผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งวังหลังกลับกลายเป็นความจริงที่สั่นคลอนหัวใจ นางหยิบมีดสั้นที่อาจูพกติดตัวไว้ขึ้นมา และในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าขบวนเสด็จของฮองเฮาก็ดังแว่วมาจากทางเดินด้านนอก พร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนางอย่างเลือดเย็น
หลิวเยี่ยนซีขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดครั้งนี้ไปกับมู่หรงเซียนนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 17
การสูญเสียที่เจ็บปวด
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!