หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 14

คำเตือนจากความมืด

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
กลิ่นอายจางๆ ของหมึกจีนชั้นดีผสมกับหยาดฝนที่โปรยปรายลงมากระทบหลังคาเรือนไผ่ในยามวิกาล ไม่สามารถกลบความหนาวยะเยือกที่แล่นริ้วขึ้นมาจากกระดูกสันหลังของมู่หรงเซียนได้เลย กระดาษแผ่นบางยับยู่ยี่ในอุ้งมือเรียวที่สั่นเทาเล็กน้อย หาใช่เพราะความหวาดกลัวไม่ หากแต่เป็นเพราะแรงปะทะทางอารมณ์ที่โหมกระหน่ำดั่งพายุคลั่ง คำพูดทิ้งท้ายจากเงามืดในตอนที่แล้วยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท *“คำสั่งเสียจากท่านพ่อของท่านที่ถูกเก็บรักษาไว้ในแดนศัตรูมาตลอดสิบปี”* มันคือความจริงครึ่งหนึ่งที่นางโหยหามาตลอดชีวิต หรืออาจเป็นกับดักมรณะที่ขุดล่อไว้รอให้นางก้าวลงไปฝังร่างกันแน่ "แม่นางเซียน..." เสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลดังขึ้นจากมุมห้อง ท่ามกลางแสงเทียนที่ริบหรี่ ฮ่องเต้ฉีเฟยหลงในฉลองพระองค์ชุดลำลองสีเข้มก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชเชียบ พระเนตรคมกริบกวาดมองแผ่นกระดาษในมือของนาง ก่อนจะหยุดนิ่งที่ใบซีดเผือดแต่ยังคงความเย่อหยิ่งทระนงไว้อย่างครบถ้วนของหญิงสาว เซียนเอ๋อร์มิได้เงยหน้าขึ้นสบพระเนตร นางเพียงแต่คลี่กระดาษแผ่นนั้นออกช้าๆ ลายมือหวัดๆ แต่ทรงพลังที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ทำให้ลมหายใจของนางสะดุดกึก *‘หากเจ้ายังดึงดันจะรื้อฟื้นคดีกบฏตระกูลมู่หรง เลือดในกายของคนที่เจ้าปกป้อง จะไม่ใช่แค่หยดน้ำตาบนกระดาษ... แต่อาจเป็นหัวใจของบุรุษที่นั่งบัลลังก์มังกรในยามนี้’* ไม่มีชื่อผู้ส่ง มีเพียงตราประทับรูปหงส์ดำถูกตัดขาดเป็นสองท่อน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ลับของกลุ่มมือสังหารเงาพยัคฆ์ทมิฬ—กองกำลังลับที่อัครมหาเสนาบดีเว่ยใช้กวาดล้างเสี้ยนหนามแผ่นดินมานักต่อนัก "ฝ่าบาท..." มู่หรงเซียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบทว่าสั่นเครือเล็กน้อยยามที่เปล่งนามของบุรุษเบื้องหน้า "พระองค์ทรงเห็นแล้วใช่หรือไม่ ว่าพวกมันไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตของหม่อมฉัน... แต่พวกมันรู้ว่าเรากำลังทำอะไร" ฉีเฟยหลงก้าวเข้าไปประชิด ร่างสูงสง่าทอดเงาทาบทับร่างระหงของนาง พระหัตถ์อุ่นจัดยื่นออกไปสัมผัสข้อมือที่เย็นเฉียบของนางอย่างแผ่วเบา ราวกับต้องการถ่ายทอดความมั่นคงทั้งหมดที่มีให้แก่สตรีผู้เป็นทั้งดวงใจและสหายร่วมเป็นร่วมตายในเกมการเมืองอันโสมมนี้ "เจ้ารู้สึกกลัวหรือเซียนเอ๋อร์" ตรัสถามด้วยน้ำพระเนตรที่ลึกล้ำยากจะหยั่งถึง ภายในพระทัยของโอรสสวรรค์ผู้นี้กำลังเดือดดาลดั่งเพลิงกัลป์ ความอัปยศที่ถูกขุนนางกังฉินอย่างเว่ยชิงจื้อเหยียบย่ำอำนาจมาเนิ่นนาน ประกอบกับคำขู่ที่พาดพิงถึงความปลอดภัยของสตรีในดวงใจ ทำให้เส้นความอดทนเส้นสุดท้ายแทบจะขาดผึ่ง "หม่อมฉันมิได้กลัวความตาย เพลิงแค้นสิบปีเผาผลาญจนวิญญาณของหม่อมฉันด้านชาไปนานแล้วเพคะ..." มู่หรงเซียนเงยหน้าขึ้น สบประสานพระเนตรคมคลาคลานด้วยหยาดน้ำตาที่คลอหน่วยแต่ไม่ยอมร่วงหล่น "แต่หม่อมฉันกลัว... กลัวว่าก้าวเดินของตนเองจะลากพระองค์ลงไปในเหวลึกที่ไม่มีวันปีนกลับขึ้นมาได้ แผ่นดินนี้ยังต้องพึ่งพาพระองค์ ราชสำนักนี้ยังต้องการโอรสสวรรค์ผู้ทรงคุณธรรม หากเพราะหม่อมฉัน..." "พอที!" ฉีเฟยหลงตรัสตัดบท น้ำเสียงกึ่งดุดันกึ่งเวทนา พระหัตถ์หนาคว้าจับพระอังสา (ไหล่) ทั้งสองข้างของนางไว้แน่น "เจ้ารู้ไหมว่าเหตุใดเราจึงยอมเสี่ยงเล่นเกมการเมืองที่เดิมพันด้วยบัลลังก์นี้? มิใช่เพื่อตัวเราเอง... แต่เพราะแผ่นดินนี้เน่าเฟะเกินกว่าจะปล่อยให้คนเช่นเว่ยชิงจื้อปกครองอีกต่อไปแล้ว หากเราต้องสูญเสียเจ้าไป บัลลังก์ที่ว่างเปล่านี้จะมีประโยชน์อันใดเล่า!" ความเงียบเข้าปกคลุมตำหนักไผ่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงสายฝนที่ยังคงซัดสาดกระทบหน้าต่างระเบียง หัวใจของคนทั้งสองเต้นระรัวด้วยจังหวะที่แทบจะเป็นเสียงเดียวกัน ความรักท่ามกลางสมรภูมิอำนาจช่างเปราะบางและหนักหน่วงในคราเดียวกัน "แต่ข้อความในจดหมายนี้..." มู่หรงเซียนสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ปรับแววตาให้กลับมาคมกริบดั่งเดิม "มันระบุชัดเจนว่าพวกมันมี ‘คำสั่งเสียจากท่านพ่อ’ อยู่ในมือ นั่นหมายความว่า ในบรรดาคนสนิทที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์วันนั้น ต้องมีคนทรุดตัวลงสยบแทบเท้าตระกูลเว่ย และส่งมอบหลักฐานชิ้นสำคัญให้ศัตรูไปแล้ว" "เจ้าสงสัยผู้ใด?" ฉีเฟยหลงตรัสถามทันที สมองอันปราดเปรื่องของฮ่องเต้หนุ่มเริ่มประมวลผลรายชื่อขุนนางเก่าแก่ที่ยังหลงเหลืออยู่ในราชสำนัก "แม่ทัพกู่..." นางเอמהชื่อออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่เชือดเฉือน "มีเพียงเขาผู้เดียวที่รู้ที่ซ่อนของหีบสมบัติลับประจำตระกูล และเป็นผู้เดียวที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในคืนที่จวนของเราถูกเพลิงเผาผลาญ" บรรยากาศภายในห้องพลันดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็งอีกครั้ง ข้อมูลนี้มีความหมายว่า ศัตรูที่พวกเขากำลังเผชิญหน้า มิใช่คนนอกที่ไหน แต่เป็น "เกลือที่เป็นหนอน" ผู้กุมความลับทั้งหมดของตระกูลมู่หรง และพร้อมจะใช้มันเป็นอาวุธสังหารพวกเขาทั้งเป็น ทันใดนั้นเอง... *ปัง!* เสียงประตูด้านนอกถูกถีบกระเด็นหลุดจากวงกบด้วยพลังภายในอันกล้าแกร่ง เศษไม้กระจัดกระจายไปทั่วทิศทาง ท่ามกลางม่านฝนและสายลมหนาวที่พัดโหมกระหน่ำ เงาร่างหนึ่งในชุดดำสนิทปกปิดใบหน้าเหลือไว้เพียงดวงตาวาวโรจน์ดั่งสัตว์ป่า พุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกับประกายดาบที่สะท้อนแสงเทียนเป็นสีเงินยวง ตรงเข้าจู่โจมจุดตายของมู่หรงเซียนโดยไร้ซึ่งการทักทาย! "ระวัง!" ฉีเฟยหลงทรงตวาดลั่น พร้อมกับดึงร่างของมู่หรงเซียนเข้าหาพระองค์อย่างรวดเร็ว ปลายดาบคมกริบเฉียดฉลองพระองค์ไปเพียงไม่ถึงกระเบียดนิ้ว! ทว่า สิ่งที่ทำให้ทั้งสองต้องเบิกเนตรกว้างด้วยความตกตะลึง มิใช่การลอบสังหารนี้... แต่เป็นวัตถุชิ้นเล็กที่มือสังหารลึกลับโยนทิ้งลงบนพื้นเบื้องหน้า ก่อนจะพลิ้วกายหายลับไปกับความมืดอย่างไร้ร่องรอยอย่างรวดเร็วดั่งภูตผี มันคือป้ายหยกประจำตัวของ "แม่ทัพกู่" ที่อาบชุ่มไปด้วยเลือดสดๆ และสลักข้อความด้วยรอยเล็บว่า— *“คืนนี้... ศพต่อไปคือใต้เท้าเว่ย เตรียมตัวรับมือความจริงที่พวกเจ้าไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง”* หลิวเยี่ยนซีขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าพายุการเมืองและลมหายใจแห่งความแค้นนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%