“ฝ่าบาท... อย่าได้ทรงขยับพระองค์”
น้ำเสียงของมู่หรงเซียนราบเรียบ ทว่าเฉียบขาดดุจคมกระบี่ที่ซ่อนอยู่ในฝัก นางก้าวเท้าแผ่วเบาในความมืดที่อบอวลไปด้วยกลิ่นควันดินปืนและฝุ่นผงที่ฟุ้งกระจาย มือเรียวบางคว้าเข้าที่ต้นแขนของฉีเฟยหลง ดึงเขากลับเข้ามาในเงามืดของเสาหินหลัก ก่อนที่เศษอิฐจากการระเบิดจะร่วงหล่นลงมาตรงจุดที่เขาเพิ่งยืนอยู่เพียงเสี้ยววินาที
“เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่ เซียนเอ๋อร์” ฉีเฟยหลงกระซิบตอบ เสียงของเขาต่ำพร่า หากแฝงด้วยความเชื่อมั่นที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ “หากเจ้าจะออกจากเมืองหลวงไปในเวลานี้ มันเท่ากับการเอาคอไปวางบนเขียงของเว่ยเสวียน”
“หากข้าไม่ไป ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเบี้ยในมือมันกำลังทรยศเรา หรือถูกเปลี่ยนตัวไปเสียแล้ว” มู่หรงเซียนขยับกายเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากแผ่นอกของเขา นางถอดปิ่นทองคำที่ประดับมวยผมออก ปล่อยให้เส้นผมดำขลับสยายลงมาเพื่อบดบังใบหน้า ก่อนจะคว้าชุดเกราะหนังที่ซ่อนไว้ใต้โต๊ะทรงงานมาคลุมทับอาภรณ์ชั้นนอก “ข้าไม่ได้ไปในนามของมู่หรงเซียน... ข้าจะไปในนามของผีไร้ชื่อที่เว่ยเสวียนพยายามกำจัดทิ้งมาตลอดสามปี”
นางหยิบหน้ากากเหล็กบางเฉียบขึ้นมาสวม แววตาคู่คมที่เคยอ่อนโยนกลับแข็งกร้าวราวกับน้ำแข็งขั้วโลก ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงอีกครั้ง เสียงระเบิดภายนอกยังคงดังสะท้อนต่อเนื่อง เหมือนดั่งหัวใจของแผ่นดินที่กำลังแตกสลาย
ฉีเฟยหลงมองดูสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก เขาไม่ได้ห้าม แต่นางรู้ดีว่าเขาเจ็บปวดที่ต้องปล่อยให้นางไปในที่อันตรายเช่นนั้นเพียงลำพัง “หากเจ้าตาย... ราชบัลลังก์นี้ก็ไม่มีความหมาย”
“ฝ่าบาท โปรดจำไว้ว่า... บัลลังก์ที่ไม่มีคราบเลือดของผู้ทรยศ ย่อมไม่มีวันมั่นคง” นางกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะพุ่งตัวออกไปทางช่องลับหลังกำแพง สู่ความวุ่นวายที่รออยู่เบื้องหน้า
***
การเดินทางสู่ค่ายทหารชายแดนทางเหนือเปรียบเสมือนการเดินอยู่บนเส้นด้ายที่ขึงตึง มู่หรงเซียนในชุดเกราะหนังเปื้อนฝุ่นและใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นเทียมจากการแต่งหน้า ปลอมตัวเป็นพลทหารชั้นผู้น้อยที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ นางนั่งอยู่บนหลังม้าฝีเท้าจัดที่หอบหายใจรุนแรงจากความเหนื่อยล้า เบื้องหน้าคือค่ายทหารของแม่ทัพเจียง ผู้ที่ประกาศตัวเป็นพันธมิตรกับราชสำนัก แต่ภายใต้ป้ายชื่อค่ายนั้น มู่หรงเซียนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความตาย
นางไม่เลือกที่จะเข้าทางประตูหน้า แต่เลือกปีนป่ายไปตามแนวหน้าผาที่ชันชันเพื่อสังเกตการณ์จากมุมสูง ยิ่งนางเข้าใกล้ค่ายทหารมากเท่าไร ความผิดปกติก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น
ไม่มีเสียงโห่ร้องของทหารฝึกซ้อม ไม่มีกลิ่นอาหารที่ควรจะเป็นไปตามมื้อเวลา... มีเพียงความเงียบงันที่ผิดธรรมชาติ ยิ่งกว่านั้น นางยังพบว่าธงประจำกองทัพที่ควรจะเป็นสีแดงชาด กลับมีแถบสีดำปักอยู่มุมผ้า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ลับของหน่วยลับตระกูลเว่ย
*บัดซบ...* นางสบถในใจ สายตาจับจ้องไปที่กระโจมบัญชาการหลักที่มีเงาร่างสองร่างกำลังโต้เถียงกันอย่างรุนแรง
“เจ้าได้รับคำสั่งให้กวาดล้างพวกกบฏ แต่เจ้ากลับรอคอยให้พวกมันเข้าใกล้มาถึงชายแดน! เจ้าคิดจะเอาชีวิตพวกเราทุกคนไปเสี่ยงกับเกมของอัครมหาเสนาบดีงั้นหรือ!” เสียงของชายคนหนึ่งตะคอกออกมา
“หุบปากเสีย!” อีกเสียงหนึ่งที่แฝงความอำมหิตตอบกลับ “เจ้าไม่รู้หรอกว่าในค่ายนี้ยังมี 'ดวงตา' ของฮ่องเต้แฝงอยู่ หากเราขยับตัวผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว สิ่งที่จะตกถึงคอเจ้าไม่ใช่รางวัลจากเว่ยเสวียน แต่เป็นดาบอาญาสิทธิ์ที่จะบั่นคอเจ้าในยามค่ำคืน”
มู่หรงเซียนเกาะขอบหน้าผาแน่นจนเล็บแทบหัก นางต้องขยับเข้าไปใกล้กว่านี้อีกเพื่อฟังชื่อของสายลับที่พวกมันกำลังหวาดกลัว ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะขยับกาย กิ่งไม้แห้งใต้ฝ่าเท้าก็หักลง!
เสียง *เปรี๊ยะ* เล็กๆ ในความมืดท่ามกลางลมพายุที่พัดกรรโชก ดูเหมือนจะดังระเบิดขึ้นในโสตประสาทของคนทั้งค่าย ทหารเวรยามนับสิบต่างหันกระบอกธนูมายังทิศทางที่นางหลบซ่อนทันที แสงคบเพลิงสว่างไสวขึ้นจนมองเห็นเงาร่างของนางชัดเจน
“ใครตรงนั้น!”
มู่หรงเซียนไม่รอช้า นางตัดสินใจทิ้งตัวลงจากหน้าผาสู่พุ่มไม้เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว กลิ้งตัวหลบลูกธนูที่พุ่งลงมาราวกับห่าฝน นางพุ่งเข้าหาทหารเวรคนหนึ่ง กระชากคอเสื้อแล้วกระซิบด้วยเสียงที่ดัดจนแหบพร่า “บอกข้ามา... ใครคือคนที่พวกเจ้ากำลังหวาดกลัว?”
ทหารผู้นั้นมองหน้านางด้วยความตื่นตระหนก ดวงตาเบิกกว้างก่อนจะค่อยๆ เลื่อนสายตาไปข้างหลังนาง มู่หรงเซียนรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจากเงามืดด้านหลัง นางค่อยๆ หันกลับไปช้าๆ
ใบหน้าที่คุ้นเคย ใบหน้าที่นางคิดว่าควรจะอยู่ในเมืองหลวงและกำลังถูกล้อมรอบด้วยกองทัพของเว่ยเสวียน กลับยืนอยู่ตรงหน้าด้วยท่าทีสงบนิ่ง... อัครมหาเสนาบดีเว่ย กำลังยืนยิ้มกว้างท่ามกลางกองกำลังทหารนับพันที่ล้อมค่ายทหารแห่งนี้เอาไว้ ในมือของเขาถือจดหมายประทับตรามังกรที่นางจำได้แม่นยำ
“มู่หรงเซียน... ข้าก็รอให้เจ้ามาติดกับดักนี้ด้วยตัวเองอยู่นานทีเดียว” เว่ยเสวียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นจนน่าสะพรึงกลัว “สายลับที่พวกข้าหวาดกลัวหาใช่ใครที่ไหน... แต่คือหญิงสาวผู้โง่เขลาที่เชื่อว่าตนเองฉลาดพอจะมาคว่ำกระดานหมากของข้าได้”
เขาสะบัดมือเบาๆ ทหารนับสิบกระชับวงล้อมเข้ามาใกล้จนนางแทบไม่มีทางร่นถอย แต่มู่หรงเซียนกลับไม่ถอยหลัง นางเพียงแค่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ทำให้เว่ยเสวียนชะงักไปชั่วครู่
“เจ้าหัวเราะอะไร?” เขาถามด้วยความฉงน
“ข้าหัวเราะ... เพราะข้าไม่ได้มาที่นี่คนเดียว” นางตอบพร้อมกับปลดกระดุมชุดเกราะออก เผยให้เห็นพลุสัญญาณสีแดงเพลิงที่ผูกไว้กับหน้าอก ก่อนจะกระชากสายชนวนออกมาจนแสงสีแดงฉานสว่างวาบไปทั่วทั้งหุบเขา “เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้ฮ่องเต้อยู่ลำพังในเมืองหลวงโดยไม่มีการเตรียมการงั้นหรือ? หมากตัวนี้... ข้าไม่ได้มาเพื่อคว่ำกระดาน แต่มารอจุดไฟเผากระดานของเจ้าต่างหาก!”
ทันใดนั้น เสียงม้าศึกนับหมื่นตัวก็ดังสนั่นมาจากทุกทิศทาง เสียงแตรศึกของกองทัพหลวงที่ควรจะอยู่ที่เมืองหลวง กลับดังสะท้อนมาพร้อมกับเสียงตะโกนกึกก้องที่ทำเอาเว่ยเสวียนหน้าถอดสี
ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง เงาร่างในชุดเกราะสีเงินที่ควบม้าอยู่หน้าสุด ก็ชักกระบี่ออกมาพร้อมเสียงตะโกนที่ดังกังวานไปทั่วผืนป่า... นั่นคือเสียงที่มู่หรงเซียนจดจำได้ดีที่สุดในชีวิต!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับมู่หรงเซียนในความมืดมิดของบัลลังก์เลือดนะคะ หลิวเยี่ยนซีค่ะ
หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 25
การเดินทางไปชายแดน
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!