หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 36

รอยแยกในฝ่ายกบฏ

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
“ท่านแม่ทัพหยาง... ข้าเพียงแค่สงสัยว่า เหตุใดเสบียงกองหน้าจึงไปตกอยู่ในมือพวกโจรป่าได้ง่ายดายนัก ในเมื่อแผนการเคลื่อนทัพถูกเก็บเป็นความลับสูงสุด?” มู่หรงเซียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานก้องในโถงประชุมที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายดินปืนและสนิมเหล็ก นางนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักเบื้องหลังฉากกั้นไม้ฉลุลาย สายตาคู่คมดุจหงส์จ้องมองชายร่างกำยำที่กำลังสั่นสะท้านด้วยความโกรธเกรี้ยว แม่ทัพหยางกระแทกฝ่ามือลงบนโต๊ะจนจอกสุราสั่นระริก “เจ้าเป็นเพียงสตรีในวังหลัง มีสิทธิ์อันใดมาตั้งคำถามกับกลยุทธ์การทหารของข้า! หากมิใช่เพราะสายลับของอัครมหาเสนาบดีเว่ยแทรกซึมเข้ามา ใครจะไปล่วงรู้ได้!” “สายลับหรือคะ?” มู่หรงเซียนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นแฝงด้วยความเย็นเยียบจนคนในห้องต้องชะงัก “น่าแปลกนัก... เหตุใดสายลับผู้นั้นถึงรู้เส้นทางเดินทัพลับของท่าน แต่กลับไม่แตะต้องตระกูลของท่านที่อยู่ในเมืองหลวงแม้แต่ปลายก้อย? ท่านแม่ทัพหยาง... ท่านแน่ใจหรือว่า ‘ศัตรู’ ที่ท่านกำลังร่วมมือด้วยนั้นเห็นท่านเป็นสหายร่วมรบ มิใช่เพียง ‘หมาก’ ที่รอวันถูกเขี่ยทิ้งเมื่อหมดประโยชน์” บรรยากาศในห้องประชุมพลันเงียบสงัดราวกับป่าช้า แม่ทัพรองคนหนึ่งหันมามองแม่ทัพหยางด้วยสายตาเคลือบแคลง สองอาทิตย์ก่อนมีการประชุมลับเพื่อวางแผนโค่นล้มฮ่องเต้ฉีเฟยหลง แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับมีใครบางคนจงใจเปิดโปงแผนการให้ศัตรูรู้ล่วงหน้า มู่หรงเซียนหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ นางไม่ได้ส่งให้ใคร แต่เพียงวางไว้บนโต๊ะข้างตัว แล้วกล่าวต่ออย่างแผ่วเบา “ข้าบังเอิญพบสิ่งนี้ระหว่างทางที่อัครมหาเสนาบดีเว่ยส่งมาให้ท่าน... จดหมายฉบับนี้ระบุชื่อขุนนางที่ท่านต้องกำจัดทิ้งหลังจากยึดอำนาจสำเร็จ แต่น่าเสียดาย... ในรายชื่อนั้นไม่มีชื่อของท่านแม่ทัพหยางเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าท่านจะถูกเตรียมไว้ให้เป็น ‘แพะรับบาป’ ในฐานะผู้ทรยศต่อแผ่นดินแต่เพียงผู้เดียว หากการรัฐประหารครั้งนี้ล้มเหลว” “เจ้าโกหก! จดหมายนั่นเป็นของปลอม!” แม่ทัพหยางตะโกนพลางถลันเข้ามาหมายจะคว้าจดหมาย แต่แม่ทัพรองผู้หนึ่งกลับชักกระบี่ออกมาขวางหน้าไว้ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม “ท่านแม่ทัพหยาง... ท่านต้องอธิบายเรื่องนี้ให้ชัดเจน” แม่ทัพรองเอ่ยเสียงเย็น “เหตุใดท่านจึงมีข้อตกลงลับกับอัครมหาเสนาบดีเว่ยโดยไม่บอกพวกเรา? และเหตุใดชื่อของพวกข้าถึงปรากฏอยู่ในบัญชีรายชื่อที่ต้อง ‘จัดการทิ้ง’ ในวันที่ข้าเห็นท่านเก็บจดหมายฉบับหนึ่งในเต็นท์เมื่อวานนี้!” มู่หรงเซียนเหยียดยิ้มมุมปาก นางรู้ดีว่าความระแวงคืออาวุธที่ร้ายแรงที่สุด ยิ่งเป็นกลุ่มคนที่ร่วมมือกันด้วยความละโมบ ย่อมไม่มีความซื่อสัตย์เป็นเดิมพัน ฮ่องเต้ฉีเฟยหลงเคยตรัสไว้ว่า ‘หากต้องการทำลายกองทัพกบฏ มิใช่การฆ่าให้ตายจนหมดสิ้น แต่คือการทำให้พวกมันหันคมดาบเข้าหากันเอง’ “ท่านแม่ทัพหยางคะ... ท่านคิดจริงๆ หรือว่าชายแก่เจ้าเล่ห์อย่างอัครมหาเสนาบดีเว่ยจะแบ่งเค้กชิ้นใหญ่ให้ท่านกิน? เขาเพียงแค่อยากได้อำนาจ ส่วนท่าน... ก็แค่ทหารที่ตายไปก็ไม่มีใครจำชื่อได้” มู่หรงเซียนลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างบางในชุดคลุมสีขาวหม่นดูโดดเด่นท่ามกลางเหล่าบุรุษที่กำลังเดือดดาล แม่ทัพหยางหน้าถอดสี มือที่กุมด้ามดาบสั่นเทา เขากำลังถูกต้อนเข้ามุมด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำของสตรีผู้นี้ ความระแวงเริ่มกัดกินจิตใจของเหล่าแม่ทัพคนอื่นๆ ที่เริ่มถอยห่างจากเขาไปทีละก้าว การหักหลังเกิดขึ้นเงียบๆ ทว่ารุนแรงราวกับคลื่นใต้น้ำ ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักๆ ของม้าศึกก็ดังขึ้นจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงตะโกนแจ้งเตือนจากทหารยาม “มีคนบุกเข้ามา! เป็นกองกำลังของฝ่าบาท... พวกมันมาเร็วกว่าที่คาดไว้!” ใบหน้าของแม่ทัพหยางเปลี่ยนไปเป็นความตระหนก เขาหันไปตะคอกใส่ทุกคน “อย่าไปฟังนาง! นางคือสายลับของฮ่องเต้! ฆ่านางเสีย!” ทว่า... ในวินาทีที่แม่ทัพหยางเงื้อดาบขึ้น ทหารคนสนิทข้างกายเขากลับเป็นผู้ที่แทงหอกทะลุหลังเขาก่อนใครเพื่อน ร่างของแม่ทัพกบฏทรุดลงกับพื้นด้วยความงุนงงและเจ็บปวด ดวงตาเบิกโพลงมองเพื่อนร่วมรบที่เคยสัญญาว่าจะร่วมเป็นร่วมตาย มู่หรงเซียนเดินผ่านร่างที่ไร้วิญญาณนั้นไปอย่างสงบ นางเหลือบมองแม่ทัพรองที่กำลังยืนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว “ความระแวงช่างเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์นะคะท่านรองแม่ทัพ... ในขณะที่ท่านกำลังตัดสินใจว่าจะฆ่าข้าหรือจะยอมสวามิภักดิ์ต่อฮ่องเต้เพื่อรักษาชีวิต ท่านลองหันไปมองหน้าต่างด้านหลังดูสิคะ” แม่ทัพรองหันไปมองตามคำพูดของนาง หัวใจของเขาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อเห็นเงาร่างของบุรุษชุดดำนับร้อยกำลังล้อมรอบค่ายนี้ไว้โดยสมบูรณ์ และหนึ่งในนั้น... คือบุรุษผู้มีความสง่างามราวกับพยัคฆ์หนุ่มที่กำลังก้าวเดินเข้ามาด้วยท่าทีเย็นชา ฮ่องเต้ฉีเฟยหลงก้าวเข้ามาในโถงประชุม รัศมีแห่งความเป็นราชาทำเอาทุกคนในห้องต้องคุกเข่าลงด้วยความหวาดเกรง สายตาของพระองค์ไม่ได้มองใครอื่นนอกจากมู่หรงเซียนที่ยืนรออยู่ “เจ้าจัดการได้ดีมาก... เสียนเอ๋อร์” พระสุรเสียงทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ก่อนจะหันไปทางแม่ทัพที่เหลือ “ใครที่ยอมทิ้งดาบตอนนี้ ข้าจะละเว้นโทษตาย แต่ใครที่ยังคิดขัดขืน... จงดูจุดจบของคนทรยศผู้นี้ให้ดี” มู่หรงเซียนก้มศีรษะลงรับคำชม ทว่าในจังหวะนั้นเอง สายตาของนางกลับเหลือบไปเห็นเงาดำสายหนึ่งพุ่งทะลุหน้าต่างเข้ามาด้วยความเร็วสูงกว่าที่ใครจะคาดคิด! เป้าหมายของมันไม่ใช่แม่ทัพคนใด แต่มุ่งตรงมาที่ฮ่องเต้ฉีเฟยหลง! “ฝ่าบาท! ระวังเพคะ!” มู่หรงเซียนพุ่งตัวเข้าขวาง แต่ทว่าคมกระบี่นั้นกลับไม่ได้หวังเอาชีวิตคนทั้งคู่ แต่มันกลับกรีดลงบนสร้อยคอที่นางสวมอยู่จนขาดสะบั้น สิ่งของชิ้นหนึ่งร่วงหล่นลงมาบนพื้นท่ามกลางความเงียบงัน... มันคือตราประทับลับที่อัครมหาเสนาบดีเว่ยพยายามตามหามาตลอดสิบปี! บุรุษปริศนาที่บุกเข้ามาหยุดชะงักลง ก่อนจะก้มลงเก็บตราประทับนั้นด้วยความเร็วปานสายฟ้า และเมื่อเขาหันมาเผชิญหน้ากับแสงไฟ... ใบหน้าของคนผู้นั้นทำเอาลมหายใจของมู่หรงเซียนแทบหยุดเต้น เขาไม่ใช่ใครอื่น... หากแต่เป็น ‘พี่ชาย’ ของนางที่ควรจะตายไปในเหตุการณ์เพลิงไหม้ตระกูลเมื่อหลายปีก่อน! หลิวเยี่ยนซีหวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับจุดพลิกผันที่เกิดขึ้นในตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%