หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 2

การพบกันที่ตำหนักร้าง

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
“เจ้ากล้าดียังไงถึงคิดจะยัดเยียดตำราพิชัยสงครามพวกนี้ให้ข้าในฐานะของกำนัล? หรือท่านเสนาบดีเว่ยคิดว่าข้าอ่านหนังสือไม่ออก ถึงได้ส่งบันทึกการทหารปลอมๆ นี่มาให้แทนคำกราบทูล!” เสียงตวาดกร้าวของบุรุษผู้หนึ่งดังก้องท่ามกลางความเงียบงันของเขตพระราชฐานชั้นในที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง มู่หรงเซียนที่กำลังเร่งฝีเท้าเพื่อหาทางออกในชุดบุรุษหนุ่มชุดแพรสีครามเรียบง่ายชะงักกึก นางซ่อนตัวอยู่หลังเสาไม้ผุพังของตำหนักไท่หยางที่ขึ้นชื่อว่าเฮี้ยนที่สุดในวังหลวง หัวใจในอกเต้นรัวราวกับกลองศึก พลางค่อยๆ ขยับตัวไปข้างหน้าเพื่อสังเกตการณ์ผ่านช่องโหว่ของบานหน้าต่าง เบื้องหน้าของนาง คือบุรุษหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทปักดิ้นทองรูปมังกรเลือนราง เขาหันหลังให้ แต่น้ำเสียงและแผ่นหลังที่เกร็งแน่นด้วยโทสะนั้นบ่งบอกถึงอำนาจที่แม้จะถูกกดทับด้วยกลอุบาย แต่ก็ยังแฝงไว้ด้วยคมดาบที่ซ่อนอยู่ในฝัก “ฝ่าบาท... ใจเย็นก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ ข้าเพียงแค่หวังให้ท่านได้ศึกษา...” เสียงแหบพร่าของขันทีรับใช้ดูหวาดหวั่นจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ บุรุษหนุ่มหมุนตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับงานประติมากรรมสวรรค์สรรสร้างกลับบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด นัยน์ตาของเขาคมกริบดุจเหยี่ยวที่ถูกกักขัง ดวงตาสีเข้มคู่นั้นกวาดมองไปรอบตำหนักร้าง ราวกับจะค้นหา ‘หนอนบ่อนไส้’ ที่แอบฟังอยู่ มู่หรงเซียนกลั้นหายใจ มือที่เกาะขอบเสาเริ่มสั่นไหว นางรู้ดีว่าหากถูกจับได้ในสภาพ ‘ชายปลอมตัว’ ในยามวิกาลเช่นนี้ ชีวิตของนางคงสิ้นสุดลงก่อนจะได้ทวงคืนความยุติธรรมให้ตระกูล ‘นั่นคือฉีเฟยหลง... ฮ่องเต้ผู้ไร้อำนาจที่ทุกคนต่างสมเพช แต่เหตุใดแววตาของเขาถึงได้น่ากลัวถึงเพียงนี้’ นางคิดในใจ ในจังหวะที่มู่หรงเซียนกำลังจะขยับถอยหลัง ปลายเท้าของนางกลับไปเหยียบเข้ากับเศษกระเบื้องแตก เสียง ‘เคร้ง’ เบาๆ ท่ามกลางความเงียบกลับดังชัดเจนจนน่าสะพรึง ร่างสูงของฉีเฟยหลงพุ่งตัวมาทางทิศที่นางซ่อนตัวด้วยความเร็วปานสายฟ้าเพียงชั่วพริบตา เขาสกัดเส้นทางหนีของนางด้วยการพุ่งมือเข้าคว้าลำคอระหงในชุดบุรุษไว้แน่น มู่หรงเซียนสัญชาตญาณไวพอที่จะคว้าข้อมือเขาไว้พร้อมกับเบี่ยงตัวหลบ แต่นางก็พลาดท่าจนล้มลงไปกองกับพื้นตำหนักที่มีฝุ่นหนาเตอะ “เจ้าเป็นใคร! สายลับของเว่ยจงงั้นรึ?” ฉีเฟยหลงกดร่างของนางลงกับพื้นด้วยความรวดเร็ว กลิ่นอายบุรุษที่หนักแน่นและกลิ่นจางๆ ของไม้กฤษณาจากตัวเขาทำให้มู่หรงเซียนหน้าแดงก่ำ ไม่ใช่ด้วยความอาย แต่ด้วยความโกรธที่เสียท่า “ข้าไม่ใช่สายลับของใครทั้งนั้น!” นางสวนกลับทันควัน เสียงที่พยายามดัดให้ต่ำและห้าวกลับหลุดสั่นเล็กน้อย “ข้าแค่หลงทาง... มาหาหนังสือที่ข้าทำหล่นไว้ในตำหนักนี้!” ฉีเฟยหลงก้มลงมองใบหน้าของคนที่เขากดไว้ใต้ร่าง นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาดอกท้อของมู่หรงเซียน แสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแตกของหลังคาตำหนักลงมากระทบใบหน้านาง ทำให้เขาชะงักไปครู่หนึ่ง นิ้วมือที่กดไหล่นางอยู่คลายแรงลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อสัมผัสได้ถึงโครงร่างที่บอบบางและผิวพรรณที่ดูไม่เหมือนคนใช้แรงงาน “ผู้ใดกันที่กล้าเดินหลงเข้ามาในเขตหวงห้ามในยามดึกดื่นเช่นนี้?” เขาถามเสียงเย็น แววตาเต็มไปด้วยความกังขา “และเจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อคำลวงโง่ๆ นี่หรือ?” “ฝ่าบาท...” ขันทีข้างกายวิ่งตามมาถึงด้วยความหอบเหนื่อยเมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้า เขาแทบจะเป็นลมเมื่อเห็นฮ่องเต้กำลังกดร่างชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่ “นั่น... นั่นดูเหมือนจะเป็นคุณชายมู่หรงบุตรชายของใต้เท้าคนใหม่ที่เพิ่งเข้าวังมาวันนี้มิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ!” ฉีเฟยหลงชะงักไปเล็กน้อย เขาก้มมองคนใต้ร่างอีกครั้ง ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ “ลูกชายของตาแก่จอมเผด็จการงั้นรึ? ช่างกล้านักที่เดินเตร็ดเตร่ในเขตพระราชฐานชั้นในโดยไม่มีองครักษ์คอยติดตาม” มู่หรงเซียนสบตาเขาอย่างไม่ลดละ แม้ตัวจะตกอยู่ในฐานะผู้เพลี่ยงพล้ำ แต่นางก็รวบรวมสติทั้งหมดที่มี “ถ้าฝ่าบาททรงว่างพอจะมาไล่จับบุรุษที่หลงทางในตำหนักร้างเช่นนี้ สู้เอาเวลาไปตรวจสอบ ‘หนังสือพิชัยสงคราม’ ที่ข้าเห็นท่านปาทิ้งเมื่อครู่เสียจะดีกว่า เพราะข้าจำได้ว่าในหน้าสุดท้ายของเล่มนั้น... มีหมึกประทับตราจวนอัครมหาเสนาบดีซ่อนอยู่” ฉีเฟยหลงนิ่งงัน แววตาที่เคยดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความตระหนกที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเย็นชา เขาปล่อยมือจากลำคอของนางทันที “เจ้าพูดว่าอะไรนะ?” เขาถามเสียงต่ำราวกับคำสั่ง “ข้าบอกว่า... ท่านถูกหลอก และหากท่านสังหารข้าตอนนี้ ท่านก็จะไม่มีวันรู้ว่าใครกันที่เป็นคนทรยศตัวจริงที่แอบสลับเนื้อหาในหนังสือเล่มนั้นเพื่อล่อให้ท่านทำผิดพลาดต่อหน้าเหล่าขุนนางในวันพรุ่งนี้” มู่หรงเซียนลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นออกจากชุดอย่างใจเย็น ทว่าในหัวใจกลับเต้นรัวเหมือนจะหลุดออกมา ฉีเฟยหลงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง บรรยากาศรอบตัวเขาเปลี่ยนจากความเกรี้ยวกราดเป็นความเงียบงันที่เยือกเย็น เขาขยับเข้ามาใกล้จนใบหน้าห่างกันเพียงลมหายใจ ก่อนจะกระซิบข้างหูนางด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ขนอ่อนลุกซู่ “เจ้าทำตัวน่าสนใจกว่าที่ข้าคิดนะ... มู่หรงเซียน” เขาเว้นจังหวะ ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะ “ในเมื่อเจ้ากล้าดึงข้าลงมาในเกมนี้... ก็อย่าหวังว่าจะได้ถอนตัวออกไปง่ายๆ เพราะพรุ่งนี้เช้า ข้าจะประกาศต่อหน้าขุนนางทุกคนว่าเจ้าคือ ‘ที่ปรึกษา’ ส่วนตัวของข้าเอง” มู่หรงเซียนเบิกตากว้าง ความหนาวเหน็บแล่นปราดไปทั่วกระดูกสันหลัง นางตั้งใจจะมาสืบความลับ ไม่ได้ตั้งใจจะมาเป็นเป้าสายตาของคนทั้งวังหลวง! “ฝ่าบาท! ท่านทำเช่นนั้นไม่ได้!” นางอุทาน แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้ทักท้วง เสียงฝีเท้าของเหล่าองครักษ์ก็ดังมาจากทางเข้าตำหนัก พร้อมกับเสียงตะโกนของอัครมหาเสนาบดีเว่ยที่ดังก้องเข้ามา “ฝ่าบาท! กระหม่อมได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย ไม่ทราบว่ามีผู้บุกรุกที่ไหนมาบังอาจรบกวนความสำราญของท่านหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ!” มู่หรงเซียนหันไปมองประตูที่ใกล้เข้ามา แล้วหันกลับมามองฮ่องเต้หนุ่มที่กำลังส่งยิ้มเย็นเยียบให้ หลิวเยี่ยนซีหวังว่าทุกท่านจะคอยติดตามและเป็นกำลังใจให้มู่หรงเซียนผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้นะคะ!
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%