“หากเจ้ายังใช้สายตาเช่นนั้นมองข้า เกรงว่าดาบเล่มนี้อาจจะเผลอหลุดมือไปปักลงบนคอหอยของเจ้าโดยไม่ตั้งใจนะคะ, ใต้เท้าเว่ย”
น้ำเสียงราบเรียบแต่เยียบเย็นราวน้ำค้างแข็งกลางฤดูเหมันต์ดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องทรงอักษรลับที่ปิดทึบ ปลายพู่กันขนหมาป่าในมือเรียวบางของมู่หรงเซียนหยุดชะงักลงเล็กน้อย หยดหมึกสีดำสนิทหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนกระดาษสาเนื้อดี จนเกิดเป็นรอยด่างพร้อยคล้ายจิตใจของคนเราในยามนี้ ที่ต่อให้พยายามแต่งแต้มความขาวสะอาดเพียงใด ก็ไม่สามารถลบรอยมลทินแห่งอดีตได้หมดสิ้น
ฉีเฟยหลงไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากฎีกาตรงหน้า พระองค์เพียงแค่ยกมุมพระโอษฐ์ขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น แต่กลับทรงพลังพอที่จะทำให้หัวใจของคนที่ยืนอยู่เบื้องล่างกระตุกวูบ รอยร้าวในใจของคนทั้งสองไม่ได้เกิดขึ้นจากความไม่ไว้วางใจเพียงอย่างเดียว หากแต่มันเกิดจากความจริงที่ว่า ยิ่งพวกเขารู้จักกันมากเท่าไหร่ ความหวาดระแวงว่าอีกฝ่ายอาจเป็นหมากตัวหนึ่งในกระดานอำนาจก็ยิ่งกัดกินลึกลงไปในความรู้สึกเท่านั้น
“เจ้ากล้าขู่ฮ่องเต้ผู้เป็นโอรสแห่งสวรรค์เช่นนี้เชียวหรือ, มู่หรงเซียน”
ซุ่มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่ร่างสูงสง่าในฉลองพระองค์สีทองปักลายมังกรห้ากรงเล็บก้าวเข้ามาใกล้ ชิดเสียจนกลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคยผสมผสานกับกลิ่นหมึกชั้นดีลอยวนอยู่รอบกาย นางสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากพระวรกายที่แผ่ซ่านออกมา ท่ามกลางความหนาวเหน็บของฤดูการเมืองที่กำลังเปลี่ยนผ่าน
มู่หรงเซียนมิได้ถอยหลังหนี นางเลือกที่จะเงยหน้าสบตากับพระองค์ตรงๆ ดวงเนตรหงส์คู่นั้นไหวระริกเพียงชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมานิ่งสนิทดั่งผิวน้ำในบึงลึก
“หม่อมฉันหาญกล้าเกินไปย่อมต้องมีโทษทัณฑ์ แต่หากใต้เท้าเว่ยและพรรคพวกยังคงลอยนวลอยู่เหนือความยุติธรรมเช่นนี้ เกรงว่าศีรษะบนบ่าของหม่อมฉันคงอยู่ได้อีกไม่นาน การขู่ฝ่าบาทจึงเป็นเพียงวิธีเดียวที่จะทำให้หม่อมฉันมั่นใจว่า… ฝ่าบาทจะยังไม่ทรงทิ้งหม่อมฉันไว้กลางทางเพคะ”
คำพูดนั้นมีความจริงปะปนอยู่ครึ่งหนึ่ง และมีความเย้ยหยันซ่อนอยู่อีกครึ่งหนึ่ง ฉีเฟยหลงทอดพระเนตรดวงหน้าที่มุ่งมั่นและแบกรับความแค้นของตระกูลไว้ทั้งแผ่นดินนั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน พระองค์ทรงเข้าใจนาง มากเสียจนเจ็บปวด
ในโลกที่ทุกคนต่างสวมหน้ากากเข้าหากัน การได้พบสตรีที่กล้าต่อ1กปากต่อคำและอ่านเกมการเมืองทะลุปรุโปร่งเช่นนี้ นับเป็นเรื่องประหลาดล้ำ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้พระองค์ทรง ‘รู้สึกดี’ อย่างยิ่งยวด—ความรู้สึกที่อันตรายยิ่งกว่ายาพิษชนิดใดในวังหลวง
“เจ้ากลัวว่าข้าจะหักหลังเจ้าหรือ?” ฉีเฟยหลงตรัสถาม น้ำเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว พระaniยหัตถ์เอื้อมออกไปหมายจะสัมผัสปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างกกหูของนาง
แต่มู่หรงเซียนกลับเบี่ยงกายหลบอย่างแนบเนียน พร้อมกับถอยหลังไปหนึ่งก้าว ท่าทีที่เว้นระยะห่างนั้นทำให้พระเนตรคมกริบฉายแวววูบไหวขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความขบขันแกมเอ็นดู
“หม่อมฉันมิได้กลัวว่าฝ่าบาทจะทรงหักหลัง แต่หม่อมฉันกลัวว่า… หัวใจของฝ่าบาทจะทรงเผล,เอفไปให้กับอำนาจและความหอมหวานของบัลลังก์ จนหลงลืมไปว่าใครคือผู้ที่นำหลักฐานชิ้นสำคัญมาวางไว้เบื้องพระพักตร์ต่างหากเล่าเพคะ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความแข็งกระด้างไว้ ทว่าพวงแก้มเนียนกลับขึ้นสีเรื่อจางๆ โดยที่เจ้าตัวไม่ทันได้สังเกตเห็น
ฉีเฟยหลงทรงแย้มพระสรวลกว้างขึ้น รอยยิ้มนี้จริงใจกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ทว่ามันกลับทำให้หัวใจของมู่หรงเซียนเต้นผิดจังหวะ นางเกลียดความรู้สึกนี้ เกลียดความอบอุ่นที่แฝงมากับความอ่อนโยนจอมปลอม—หรือบางที… มันอาจจะไม่ใช่เรื่องจอมปลอมเลยแม้แต่น้อย
“ถ้าเช่นนั้น เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าข้าไม่ได้หลงลืมผู้ใด…” พระองค์ตรัสพร้อมกับยื่นหยกพกประจำตัวลวดลายหงส์คู่มังกร ซึ่งเป็นสมบัติส่วนพระองค์ยื่นให้ “พกสิ่งนี้ไว้ หากวันใดที่ข้าผิดสัญญา เจ้าสามารถใช้มันสั่งการองครักษ์เงาปลิดชีพข้าได้ทันที ไม่มีข้อแม้”
มู่หรงเซียนมองหยกชิ้นนั้นนิ่งงัน นี่ไม่ใช่แค่เครื่องราง แต่มันคือการมอบอำนาจชีวิตของฮ่องเต้ไว้ในมือของนาง สตรีผู้มีชะตากรรมพัวพันกับกบฏและความแค้น ความไว้วางใจที่หนักอึ้งนี้ทำให้นางหายใจติดขัด รอยร้าวในใจที่เคยมีต่อราชสำนักเริ่มถูกความอบอุ่นสายหนึ่งแทรกซึมเข้ามาเยียวยาอย่างเงียบเชียบ
นางยื่นมือออกไปรับหยกชิ้นนั้น ปลายนิ้วเรียวสัมผัสโดนพระหัตถ์อุ่นจัดโดยบังเอิญ กระแสความรู้สึกประหลาดวิ่งพล่านไปทั่วร่างราวกับสายฟ้าแลบ ทว่าในจังหวะที่หัวใจของทั้งสองกำลังเต้นสอดประสานกันท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความหมาย เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงทุบประตูก็ทำลายความเงียบนั้นลงอย่างไม่ไว้หน้า
“ฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” ขันטיคนสนิทพุ่งพรวดเข้ามาในห้องทรงอักษรด้วยใบซีดเผือด “สายรายงานด่วนจากนอกเมือง… กองกำลังลับของอัครมหาเสนาบดีเว่ยเคลื่อนพลเร็วกว่ากำหนด ตอนนี้พวกมันปิดล้อมเส้นทางเสด็จกลับของแม่ทัพหลี่ และ… และกำลังมุ่งหน้ามายังตำหนักในพ่ะย่ะค่ะ!”
ฉีเฟยหลงหรี่พระเนตรลงทันที รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากพระวรกาย มู่หรงเซียนเก็บหยกพกเข้าอกเสื้ออย่างรวดเร็ว ดวงเนตรหงส์กลับมาคมกริบดั่งเดิมเมื่อตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่เหตุบังเอิญ
แต่ทว่า… ข้อมูลเรื่องเส้นทางลับของแม่ทัพหลี่ มีเพียงไม่กี่คนที่ล่วงรู้ในห้องนี้เท่านั้น!
ฉีเฟยหลงหันกลับมาทอดพระเนตรนาง ชั่วพริบตานั้น ความระแวงที่เพิ่งจางหายไปกลับพุ่งกลับมาทวีคูณ พระองค์ทรงจ้องมองมู่หรงเซียนด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ขณะที่นางเองก็มองตอบพระองค์ด้วยความรู้สึกเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ—หรือว่า… แผนการทั้งหมดนี้ คือก(ลลวงที่แท้จริงตั้งแต่ต้น?
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปในห้วงอารมณ์แห่งการแย่งชิงอำนาจนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
หลิวเยี่ยนซี
หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 7
รอยร้าวในใจ
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!