หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 4

ก้าวแรกในวังหลวง

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
“เจ้ากล้าลงไปในความมืดที่แม้แต่ลมหายใจยังถูกกลืนกินงั้นหรือ มู่หรงเซียน?” น้ำเสียงทุ้มต่ำของฉีเฟยหลงดังก้องอยู่ในอุโมงค์แคบ แสงจากคบเพลิงเพียงดวงเดียวที่เขาถืออยู่ในมือไหววูบตามแรงลม สร้างเงาปีศาจทาบทับบนผนังหินที่ชื้นแฉะ มู่หรงเซียนไม่ได้ตอบในทันที นางเพียงแต่กวาดสายตามองความมืดเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เรียบเฉย ทว่าฝ่ามือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกลับกำแน่นจนเล็บจิกเข้าที่เนื้อผิว “หม่อมฉันไม่มีทางเลือกอื่นไม่ใช่หรือเพคะ?” นางเอ่ยตอบ เสียงเรียบเย็นดุจสายน้ำแข็ง “ในเมื่อทางเดินเบื้องบนเต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บของอัครมหาเสนาบดีเว่ย การเดินบนเส้นทางที่เขาคาดไม่ถึง ย่อมเป็นทางรอดเดียวที่เหลืออยู่” ฉีเฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความสดใส “เจ้าพูดถูก แต่จงจำไว้... สิ่งที่รออยู่ในงานเลี้ยงคืนนี้ไม่ได้มีแค่รอยยิ้มจอมปลอม แต่มันคือหลุมพรางที่พร้อมจะฝังศพผู้ที่ไม่รู้จักระวังตัว” เขาก้าวผ่านความมืดนำหน้านางไปโดยไม่หันกลับมามอง มู่หรงเซียนสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอับชื้นของดินและไอเย็นจากหินผาทำให้สติของนางแจ่มชัดขึ้น ทุกก้าวย่างที่เหยียบลงบนพื้นหินขรุขระคือก้าวที่นางสาบานกับดวงวิญญาณของตระกูลมู่หรงไว้ว่าจะต้องทวงคืนความยุติธรรม แม้จะต้องใช้เลือดของตัวเองแลกก็ตาม เมื่อทั้งสองก้าวพ้นปากทางลับอีกด้านหนึ่ง กลิ่นอายของกำยานชั้นเลิศและเสียงดนตรีบรรเลงอันอ่อนหวานก็ปะทะเข้ากับโสตประสาท นี่คือห้องลับที่เชื่อมต่อกับตำหนักรับรองด้านหลังหอสดับดารา สถานที่จัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันประสูติพระมเหสี ซึ่งเหล่าขุนนางกังฉินกำลังมัวเมาอยู่ในอำนาจ “จำแผนการของเราไว้” ฉีเฟยหลงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูนาง ก่อนจะปรับสีหน้าให้กลายเป็นฮ่องเต้ผู้สง่างามและไร้พิษภัย “ทำตัวให้เป็นเพียงสตรีผู้โง่เขลาที่หลงใหลในลาภยศ แล้วเว่ยเหว่ยจะเผยหางออกมาเอง” มู่หรงเซียนคลี่พัดปักลายดอกโบตั๋นออก บดบังรอยยิ้มที่มุมปาก “หม่อมฉันทราบดีเพคะ ฝ่าบาทเองก็อย่าลืม... ทรงแสดงให้สมบทบาทสตรีผู้โปรดปรานของพระองค์ด้วยเล่า” งานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ช่างโอ่อ่าดั่งสรวงสวรรค์ที่ถูกเนรมิตขึ้นบนดิน ขุนนางน้อยใหญ่ต่างนั่งดื่มกินกันอย่างสำราญ ทันทีที่ฉีเฟยหลงปรากฏกายพร้อมกับมู่หรงเซียน บรรยากาศที่เคยอึกทึกกลับเงียบกริบลงอย่างฉับพลัน สายตานับร้อยคู่พุ่งเป้ามาที่สตรีชุดแดงเพลิงที่เดินเคียงข้างโอรสสวรรค์ เว่ยเหว่ย อัครมหาเสนาบดีผู้มีใบหน้าดั่งจิ้งจอกเฒ่าค่อยๆ วางจอกสุราลงในมือ ดวงตาคมกริบดุจมีดโกนจ้องมองมู่หรงเซียนราวกับจะกรีดเนื้อนางออกมาดูให้เห็นถึงกระดูก “ถวายบังคมฝ่าบาท” เว่ยเหว่ยลุกขึ้นยืน กิริยานอบน้อมแต่แววตากลับโอหัง “กระหม่อมไม่ทราบมาก่อนว่าฝ่าบาททรงมีสตรีข้างกายผู้ใหม่... ดูท่าทางนางจะงดงามไม่น้อย แต่ไม่ทราบว่ามาจากตระกูลใดหรือพะยะค่ะ?” มู่หรงเซียนก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างมั่นคง สายตาของนางไม่หลบเลี่ยง แต่กลับฉายแววใสซื่อแบบคนไร้เดียงสา “เรียนท่านอัครมหาเสนาบดี หม่อมฉันเป็นเพียงธิดาของขุนนางชั้นผู้น้อยที่เพิ่งได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทไม่นาน ความรู้น้อยนัก หวังว่าท่านจะไม่ถือสาในความเขลา” เว่ยเหว่ยหัวเราะลั่น เสียงนั้นแหบพร่าและน่าสะอิดสะเอียน “ความรู้น้อย? หึ... สตรีที่กล้าเดินเคียงข้างฝ่าบาทในงานสำคัญเช่นนี้ มีหรือจะเป็นคนเขลา? ข้าเกรงว่าเจ้าอาจจะฉลาดเกินไปเสียด้วยซ้ำ” “ท่านเสนาบดีกล่าวเกินไปแล้ว” ฉีเฟยหลงแทรกขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ “นางเป็นเพียงสีสันในคืนนี้ อย่าได้ถือสาหาความกับสตรีเลย มาเถิด... วันนี้ข้าต้องการให้ทุกคนดื่มกินอย่างมีความสุข” การสนทนาดำเนินไปพร้อมกับรอยยิ้มเชือดเฉือน มู่หรงเซียนสังเกตเห็นเว่ยเหว่ยแอบส่งสายตาให้องครักษ์เงาที่ยืนอยู่มุมมืด นางจึงแสร้งทำเป็นเซเล็กน้อยราวกับเมามายสุรา แล้วขยับกายไปใกล้โต๊ะของเว่ยเหว่ย มือที่ถือจอกสุราสั่นระริกจนน้ำสีใสกระฉอกลงบนแขนเสื้อของอีกฝ่าย “ตายจริง! หม่อมฉันต้องขอประทานอภัยอย่างสูง!” มู่หรงเซียนร้องอุทานพร้อมกับหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับที่แขนเสื้อของเว่ยเหว่ยอย่างรวดเร็ว ในชั่วจังหวะที่นิ้วมือสัมผัสกับข้อมือของชายชรา นางอาศัยวิชาที่ร่ำเรียนมา แตะลงไปที่จุดชีพจรเพื่อทดสอบบางอย่าง ทว่า ในขณะที่นางกำลังจะถอนมือออก เว่ยเหว่ยกลับคว้าข้อมือของนางไว้แน่น! “เจ้า...” เว่ยเหว่ยโน้มหน้าเข้ามาใกล้ กลิ่นสุราและกลิ่นกำยานฉุนกึกปะทะจมูก “ฝ่ามือของเจ้า... ช่างหยาบกร้านนักสำหรับสตรีในวังหลวง มิใช่ว่าเจ้าเป็นคนของตระกูลมู่หรงที่ตายไปแล้วหรอกหรือ?” ลมหายใจของมู่หรงเซียนกระตุกวูบ หัวใจนางเต้นระรัวดั่งกลองรบ แต่นางยังคงฝืนยิ้มหวาน แม้ความกลัวจะแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย “ท่านเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ...” นางกระซิบเสียงแผ่ว พลางโน้มตัวเข้าไปใกล้จนใบหน้าห่างกันเพียงคืบ “หากหม่อมฉันเป็นคนที่ท่านกล่าวถึง... ท่านคิดว่าค่ำคืนนี้ท่านจะมีชีวิตรอดกลับจวนไปได้หรือไม่?” ทันใดนั้นเอง โคมไฟประดับเพดานก็ดับพรึบลงทั้งโถงงานเลี้ยง ความมืดมิดเข้าครอบงำฉับพลัน เสียงกรีดร้องของเหล่านางรำดังขึ้นพร้อมกับเสียงเหล็กกระทบกันในความมืด ก่อนที่แสงจันทร์จะสาดส่องลงมาผ่านช่องเพดานที่เปิดออก เผยให้เห็นชายชุดดำกลุ่มหนึ่งที่กระโดดลงมากลางวงล้อม และในมือของหนึ่งในนั้น คือดาบที่จ่อตรงเข้าที่ลำคอของฉีเฟยหลง! มู่หรงเซียนเบิกตากว้าง เมื่อเห็นใบหน้าของนักฆ่าผู้นั้นชัดเจน... เขาไม่ใช่คนของเว่ยเหว่ย แต่เป็นองครักษ์ประจำตัวที่นางไว้ใจที่สุดในอดีต! ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับ "หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด" แล้วพบกันในตอนหน้าด้วยหัวใจที่เต้นระทึกนะคะ หลิวเยี่ยนซีค่ะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%