“เจ้ากล้าสาบานต่อหน้าดวงวิญญาณบรรพชนมู่หรงหรือไม่ ว่าสิ่งที่ข้าถืออยู่ในมือนี้... คือความเท็จ?”
เสียงของมู่หรงเซียนราบเรียบราวกับผิวน้ำในบ่อนิ่งสนิท ทว่าในดวงตาคู่สวยกลับลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความอาฆาตที่ถูกกักขังมานานปี นางไม่ได้ตวาด ไม่ได้กรีดร้อง แต่มือที่สั่นเทาขณะคลี่ม้วนกระดาษเก่าคร่ำที่เพิ่งค้นพบจากซอกลับในหอจดหมายเหตุหลวงนั้น บ่งบอกถึงพายุอารมณ์ที่กำลังบ้าคลั่งอยู่ภายใน
อัครมหาเสนาบดีเว่ย ผู้ซึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์หอมในห้องทรงพระอักษรลับของตน เพียงแค่ปรายตามองเศษกระดาษเหล่านั้นด้วยสายตาเย็นชาดุจงูพิษ เขายกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะวางลงเบาๆ ราวกับเป็นการตบหน้ามู่หรงเซียนที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงหน้า
“มู่หรงเซียน เจ้ากำลังเสียสติไปแล้วกระมัง” เว่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบแต่แฝงไว้ด้วยคมมีด “เจ้าบุกเข้ามาในที่พักของข้าเพียงเพราะกระดาษเปื้อนคราบฝุ่นแผ่นเดียวหรือ? ตระกูลมู่หรงของเจ้าล่มสลายเพราะทรยศต่อแผ่นดิน นี่คือข้อเท็จจริงที่บันทึกไว้ในพงศาวดาร หากเจ้ายังดึงดันจะรื้อฟื้นเรื่องที่เน่าเฟะนี้ ระวังศีรษะบนบ่าของเจ้าจะหลุดออกจากที่ตั้งโดยไม่ทันได้ร่ำลาใคร”
มู่หรงเซียนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นแห้งแล้งและบาดลึก “ทรยศ? ตราประทับบนคำสั่งย้ายกองทัพทิศเหนือเมื่อสิบปีก่อน เป็นของท่านพ่อข้าจริง... แต่ลายเซ็นที่กำกับด้านล่างนั้น เป็นของ 'คนตาย' ที่ถูกนำมาปลอมแปลงต่างหาก”
บรรยากาศในห้องเงียบกริบจนได้ยินเสียงหยดน้ำจากแจกันดอกไม้ เว่ยชะงักไปครู่หนึ่งเพียงเสี้ยววินาที แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับคนที่จ้องจับผิดอย่างมู่หรงเซียน
“เจ้าเข้าใจผิดไปไกลนัก” เว่ยลุกขึ้นยืน ร่างกายที่สูงใหญ่กดทับความรู้สึกของคนในห้อง “ในโลกของการเมือง ไม่มีใครขาวสะอาดหรอกแม่นางมู่หรง สิ่งที่เจ้าถืออยู่มันเป็นเพียงร่องรอยของเหยื่อที่ดิ้นรนก่อนจะจมกองเลือดเท่านั้น”
มู่หรงเซียนกำม้วนกระดาษแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด “นั่นสินะ... ท่านพูดถูก ในเมื่อไม่มีใครขาวสะอาด ท่านก็เลยย้อมสีเลือดให้เป็นสีดำเพื่อใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์เพื่อปูทางสู่บัลลังก์ของท่านเอง! ท่านหลอกฮ่องเต้องค์ก่อนว่าตระกูลมู่หรงซ่องสุมกำลังพล ทั้งที่ความจริง ท่านนั่นแหละที่เป็นคนส่งเสบียงให้พวกกบฏชายแดนเพื่อสร้างสถานการณ์!”
“หลักฐานชิ้นนั้น... ไม่มีทางมีอยู่จริง” เว่ยขยับยิ้มเหี้ยมเกรียม “ข้ากำจัดทุกคนที่รู้เห็นไปหมดสิ้นแล้ว ต่อให้เจ้ามีกระดาษแผ่นนั้น ก็เป็นได้เพียงเศษขยะที่ไร้ค่าในสายตาของฝ่าบาท”
มู่หรงเซียนก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว แววตาของนางเริ่มเปลี่ยนจากความโกรธแค้นเป็นความมุ่งมั่นที่เยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็ง “ท่านอาจจะจัดการคนไปหมดแล้ว แต่ท่านลืมไปว่าท่านไม่ได้สู้กับตระกูลมู่หรงที่ไร้ทางสู้คนเดิมอีกต่อไปแล้ว ท่านกำลังสู้กับหมากตัวสำคัญที่ฮ่องเต้ฉีเฟยหลงทรงเลือกไว้เองกับมือ”
ทันทีที่นางกล่าวชื่อฮ่องเต้ ประตูห้องลับก็ถูกกระชากเปิดออกพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นของทหารองครักษ์เสื้อแพร ฉีเฟยหลงก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับจับจ้องไปยังม้วนกระดาษในมือของมู่หรงเซียนด้วยความระแวดระวัง
“ท่านอัครมหาเสนาบดี...” ฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน “ดูเหมือนว่าเรื่องราวในอดีตที่ท่านเคยทูลข้า จะมีความจริงบางประการที่ท่านหลงลืมไปเสียสนิทนะ”
เว่ยหน้าถอดสี แต่เขายังคงรักษาท่าที “ฝ่าบาท... นางหญิงผู้นี้กำลังยุยงให้พระองค์ระแวงข้าพเจ้า ขอพระองค์โปรดอย่าหลงเชื่อคำลวงของสายเลือดกบฏ!”
“กบฏหรือ?” ฉีเฟยหลงเดินตรงไปหามู่หรงเซียน เขาหยิบม้วนกระดาษจากมือนางขึ้นมาพินิจ ก่อนจะหันไปสบตาเว่ยด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก “หากตระกูลมู่หรงเป็นกบฏ แล้วเหตุใดตราประทับลับของสำนักราชเลขาธิการถึงไปปรากฏอยู่ในห้องทำงานของท่านได้เล่า?”
ความตึงเครียดพุ่งขึ้นถึงขีดสุด เว่ยถอยหลังไปชนกับชั้นหนังสือ แววตาของเขาไม่ได้สั่นไหวด้วยความกลัว แต่กลับฉายแววบ้าคลั่งที่คาดไม่ถึง
“ท่านคิดว่าการมีกระดาษแผ่นนี้จะช่วยให้พวกท่านชนะงั้นหรือ?” เว่ยหัวเราะร่าอย่างคนเสียสติ “พวกท่านมองข้ามความจริงที่สำคัญที่สุดไป... มู่หรงเซียน เจ้าถามตัวเองหรือยังว่าทำไมฮ่องเต้องค์ก่อนถึงเชื่อคำพูดของข้าอย่างสนิทใจในวันนั้น?”
มู่หรงเซียนรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก “ท่านหมายความว่าอย่างไร...”
“ก็เพราะว่าคนที่เซ็นอนุมัติประหารชีวิตตระกูลเจ้าด้วยตัวเอง... ไม่ใช่ข้า แต่คือ 'คน' ที่เจ้ากำลังยืนเคียงข้างอยู่ ณ บัดนี้ต่างหาก!”
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจ มู่หรงเซียนเบิกตากว้าง นางหันไปมองฉีเฟยหลงที่ยืนนิ่งสนิทโดยไม่ได้เอ่ยแก้ต่างแม้แต่คำเดียว มือของเขาที่จับม้วนกระดาษอยู่เริ่มกำแน่นจนยับยู่ยี่ และในจังหวะนั้นเอง ทหารองครักษ์ที่ยืนอยู่เบื้องหลังฮ่องเต้กลับชักดาบออกมา ชี้คมไปที่คอของมู่หรงเซียนแทนที่จะเป็นเว่ย!
หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด... หรือแท้จริงแล้ว ความรักที่นางยึดเหนี่ยวมาตลอด คือเหยื่อล่อที่ต้อนนางให้เดินเข้าสู่กรงขังที่โหดร้ายยิ่งกว่าเดิม?
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความสับสนและหยดน้ำตาของมู่หรงเซียนมาด้วยกันนะคะ
หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 9
เงาแค้นในอดีต
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!