“ฝ่าบาทกำลังจะสังหารผู้บริสุทธิ์เพื่อรักษาเก้าอี้ของพระองค์หรือเพคะ?”
เสียงของมู่หรงเซียนราบเรียบ ทว่าสั่นสะท้านด้วยแรงอารมณ์ที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย นางวางฎีกาในมือลงบนโต๊ะไม้จันทน์ด้วยจังหวะที่หนักแน่นจนเสียงกระแทกนั้นดังก้องไปทั่วห้องทรงอักษรที่เงียบสงัด
ฉีเฟยหลงชะงักปลายพู่กันที่กำลังตวัดลงบนกระดาษสาสีเหลืองทอง หยดหมึกสีดำสนิทหยดลงบนเนื้อกระดาษจนแตกตัวเป็นวงกว้างคล้ายรอยเลือดที่ค่อยๆ ขยายตัว เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวหรี่ลงเล็กน้อย สะท้อนแสงตะเกียงน้ำมันที่วูบไหวราวกับจิตใจของเขาในยามนี้
“ผู้บริสุทธิ์งั้นหรือ? มู่หรงเซียน เจ้ากำลังพูดถึงตระกูลหลินที่แอบส่งเสบียงให้พวกกบฏชายแดน?” ฮ่องเต้หนุ่มถามกลับ น้ำเสียงเย็นเยียบไร้คลื่นอารมณ์ “ในยามที่บ้านเมืองอยู่บนปากเหว ความเมตตาเพียงหยิบมืออาจหมายถึงการล่มสลายของราชวงศ์ฉี เจ้าเป็นคนสอนข้าเองไม่ใช่หรือ ว่าการเมืองคือการแลกเปลี่ยนด้วยเลือด”
“หม่อมฉันสอนให้พระองค์กำจัดศัตรู ไม่ใช่การถอนรากถอนโคนผู้ที่ยังจงรักภักดีเพียงเพราะพระองค์ไม่ไว้ใจใครอีกแล้ว!” นางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทรงอักษร ลมหายใจหอบถี่ สายตาของนางที่เคยมีแต่ความอ่อนโยนยามมองเขา บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความร้าวราน “หากพระองค์ใช้วิธีเดียวกับอัครมหาเสนาบดีเว่ย แล้วพระองค์จะต่างอะไรกับคนที่พระองค์เกลียดชังนักหนา?”
ฉีเฟยหลงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของเขาทาบทับร่างบอบบางของนางจนดูราวกับนกน้อยในกรงขัง เขาเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดตรงหน้านาง กลิ่นอายของกำยานและกลิ่นหมึกจางๆ ลอยอบอวล แต่มันกลับทำให้มู่หรงเซียนรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
“ข้าต่าง... ข้าต่างตรงที่ข้ามีเจ้าอยู่ข้างๆ อย่างไรเล่า” เขาเอื้อมมือจะสัมผัสใบหน้าของนาง แต่มู่หรงเซียนเบี่ยงหน้าหลบ จังหวะที่ความเงียบเข้าปกคลุม เป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองต่างรับรู้ได้ว่ามีรอยร้าวขนาดใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเขา
“พระองค์ต้องการหมากที่เชื่องเชื่อ ไม่ใช่คู่คิดที่กล้าโต้แย้ง” นางเอ่ยเสียงแผ่ว “หากข้ายังคงคัดค้านพระองค์ในเรื่องนี้ พระองค์จะสั่งประหารข้าด้วยหรือไม่เพคะ?”
ฉีเฟยหลงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน “เจ้าอย่าได้เอาความรักของข้ามาเป็นเครื่องมือข่มขู่ในเรื่องราชการ มู่หรงเซียน เจ้ากำลังล้ำเส้นความอดทนของข้าไปไกลเกินไปแล้ว”
“เพราะความอดทนของพระองค์คือความตายของคนนับร้อย!” มู่หรงเซียนตวาดกลับ ดวงตาคู่สวยรื้นด้วยน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ “ตระกูลหลินเคยช่วยชีวิตพระองค์ในคราวกบฏล่าสัตว์ พระองค์ลืมไปแล้วหรือว่าหัวใจของความเป็นคนสำคัญกว่าบัลลังก์ที่ไร้ความยุติธรรม!”
ฉีเฟยหลงจ้องมองนางด้วยความโกรธปนผิดหวัง เขาไม่เคยเห็นนางในมุมนี้ มุมที่เด็ดเดี่ยวจนน่ากลัว มุมที่นางกล้าท้าทายอำนาจสูงสุดของแผ่นดินเพียงเพื่อความถูกต้องในใจของนางเอง เขาแค่นหัวเราะในลำคอ “ในโลกนี้ไม่มีความถูกต้อง มีเพียงผู้ชนะกับผู้แพ้... หากเจ้ายังไม่เข้าใจ ก็จงกลับไปคิดดูเสียใหม่ว่าเจ้าอยากจะเป็น 'หงส์' เคียงข้างข้า หรือจะเป็นเพียงเหยื่อที่ข้าต้องกำจัดทิ้งเสียเอง”
คำประกาศิตที่กรีดลงกลางหัวใจทำให้นางนิ่งงัน นางถอยหลังไปหนึ่งก้าว มองบุรุษที่เคยเป็นที่พึ่งพิงเพียงหนึ่งเดียวด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป ความศรัทธาที่เคยถักทอร่วมกันมานานนับปีดูเหมือนกำลังจะพังทลายลงในค่ำคืนนี้
“ถ้าเช่นนั้น... หม่อมฉันก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้วเพคะ” นางย่อกายทำความเคารพอย่างเย็นชา ก่อนจะหมุนตัวเดินหันหลังออกจากห้องทรงอักษรไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งดุจหินผา
ฉีเฟยหลงยืนนิ่งงันมองแผ่นหลังของนางที่ค่อยๆ เลือนหายไปในความมืด เขารู้สึกถึงความว่างเปล่าที่แล่นเข้าสู่หัวใจอย่างประหลาด ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของขันทีคนสนิทก็ดังขึ้นจากหน้าประตู “ฝ่าบาท... อัครมหาเสนาบดีเว่ยมาเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ เขากล่าวว่ามีเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ 'ตัวตนที่แท้จริง' ของคุณหนูมู่หรงเซียนจะกราบบังคมทูล”
ฮ่องเต้ชะงักไป หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความกังวลระคนสงสัย ในขณะที่มู่หรงเซียนซึ่งเพิ่งเดินพ้นเขตวังชั้นในกลับต้องหยุดชะงัก เมื่อมีมือปริศนาจากเงามืดเอื้อมมาคว้าข้อมือของนางไว้ พร้อมกับเสียงกระซิบที่คุ้นหูจนน่าขนลุก
“เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเขาจะปกป้องเจ้า... เมื่อเขารู้ว่าเจ้าคือทายาทสายเลือดเดียวของคนที่สังหารพ่อของเขา?”
หลิวเยี่ยนซีหวังว่าทุกท่านจะใจจดใจจ่อกับชะตากรรมของมู่หรงเซียนและปมปริศนาที่กำลังจะถูกเปิดเผยในตอนต่อไปนะคะ
หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 33
รอยร้าวที่ยากจะประสาน
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!