หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 22

รอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
"แม่ทัพหลี่... ท่านมั่นใจนักหรือว่าหัวของข้าจะหลุดจากบ่าได้ง่ายเพียงนั้น?" เสียงของฉีเฟยหลงก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงันที่แสนจะกดดันของศาลาพักใจกลางเขตเจียงหนาน ท่ามกลางวงล้อมของทหารองครักษ์นับร้อยที่ชักดาบออกเงาวับสะท้อนแสงจันทร์ ฮ่องเต้หนุ่มยืนตระหง่านดุจขุนเขา ไม่มีความหวาดหวั่นฉายชัดบนใบหน้าคมสัน ทว่าในดวงตาคู่คมกลับปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันที่ทำให้แม่ทัพหลี่ชะงักไปชั่วครู่ "ฝ่าบาท..." มู่หรงเซียนขยับกายมายืนเคียงข้างพระองค์ นัยน์ตาของนางดุจผืนน้ำนิ่งสงบที่ซ่อนพายุไว้เบื้องล่าง นางไม่ได้ชักอาวุธ แต่มือที่สอดอยู่ในแขนเสื้อกลับกระชับป้ายหยกประจำตัวแน่น "ท่านแม่ทัพกล่าวถึงหัวของฝ่าบาทและข้า แต่ท่านลืมไปหรือว่า ในยามวิกาลที่มืดมิดที่สุด สิ่งที่น่ากลัวกว่านักฆ่า คือเงาที่ท่านมิอาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า" แม่ทัพหลี่หัวเราะร่วน ดาบในมือชี้ตรงมาที่มู่หรงเซียน "สตรีปากกล้า! เจ้าคิดว่าคำขู่ไร้น้ำยาจะหยุดคมดาบของทหารเจียงหนานได้หรือ? อัครมหาเสนาบดีเว่ยสั่งการชัดเจนว่าให้จัดการพวกเจ้าเสีย ณ ที่นี้ แล้วให้ข่าวออกไปว่าฝ่าบาทถูกลอบสังหารโดยกลุ่มกบฏลับ... ความชอบธรรมทั้งหมดจะตกเป็นของท่านเสนาบดีในทันที!" "ท่านเสนาบดีช่างเป็นคนวางแผนที่รอบคอบนัก" ฉีเฟยหลงแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว "เพียงแต่น่าเสียดาย... ที่แผนการของท่านมักจะละเลยเรื่อง 'ความจงรักภักดี' ไปเล็กน้อย" ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเป็นจังหวะดังก้องมาจากความมืดหลังพุ่มไม้ ไม่ใช่เพียงสิบหรือร้อย แต่นับพัน! ทหารในชุดเกราะสีดำสนิทที่ควรจะเป็นกองกำลังของแม่ทัพหลี่ กลับค่อยๆ ก้าวถอยหลังและลดดาบลงด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ทหารเหล่านั้นไม่ได้ก้มหัวให้แม่ทัพหลี่ แต่กลับหันหน้ามาทางฉีเฟยหลงพร้อมกับคุกเข่าลงพื้นพร้อมเพียงกันจนเกิดเสียงสนั่นหวั่นไหว แม่ทัพหลี่หน้าถอดสี มือที่ถือดาบเริ่มสั่นเทา "นี่มัน... นี่มันหมายความว่าอย่างไร! พวกเจ้าเป็นคนของข้า! ใครอนุญาตให้พวกเจ้าขัดคำสั่ง!" "ข้าเอง" สุ้มเสียงเย็นชาและทรงอำนาจดังมาจากด้านหลังมู่หรงเซียน นางก้าวออกมาเผชิญหน้ากับแม่ทัพหลี่ด้วยรอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยความเย็นเยือก "ท่านแม่ทัพ... ในฐานะที่ข้าเติบโตมาในค่ายทหารเจียงหนาน มีหรือที่ข้าจะปล่อยให้คนทรยศอย่างท่านมาเหยียบย่ำบ้านเกิดของข้าได้ ข้าเป็นคนส่งข่าวให้พวกเขาเห็นว่าใครคือผู้ที่รักแผ่นดินจริง และใครคือผู้ที่ยอมก้มหัวรับใช้สุนัขรับใช้ของอัครมหาเสนาบดีเพื่อเงินเพียงไม่กี่ตำลึง" แม่ทัพหลี่ถอยหลังกรูด ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตระหนก เขารู้ตัวแล้วว่าตกหลุมพรางที่มู่หรงเซียนขุดไว้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เขาเหยียบเข้ามาในเขตนี้ แต่นั่นยังไม่ใช่จุดจบ งานเลี้ยงฉลองชัยในคืนนั้นถูกจัดขึ้นอย่างเร่งรีบตามคำสั่งของฝ่าบาท ณ จวนเจ้าเมืองเจียงหนาน เพื่อเป็นการล่อให้ขุนนางฝ่ายอัครมหาเสนาบดีเว่ยเผยตัวออกมา เหล้าชั้นดีถูกนำมาเสิร์ฟ กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วห้องโถงใหญ่ ฉีเฟยหลงนั่งอยู่บนบัลลังก์ชั่วคราว เคียงข้างด้วยมู่หรงเซียนในชุดสีเพลิงที่ดูทรงอำนาจและสง่างาม "วันนี้คือวันที่แผ่นดินจะได้เห็นว่าใครคือนายเหนือหัวที่แท้จริง" ขุนนางอาวุโสคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางรินสุราให้ฮ่องเต้ มือของเขาสั่นเล็กน้อยโดยที่เขาไม่รู้ตัว มู่หรงเซียนจ้องมองถ้วยสุรานั้นก่อนจะยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่งดงามทว่าเปี่ยมไปด้วยพิษร้าย "ท่านขุนนางเหลียง สุราจอกนี้ช่างมีกลิ่นหอมแปลกตา ท่านใส่สมุนไพรชนิดใดลงไปหรือ? ข้าจำได้ว่าในห้องเครื่องของจวนนี้ไม่มีส่วนผสมของดอกลิลลี่สีเลือดเช่นนี้" บรรยากาศในงานเลี้ยงที่ควรจะคึกคักกลับเงียบสนิทลงในพริบตา ขุนนางหลายคนเริ่มมองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก "พระสนม... ท่านคงจะเข้าใจผิด กระหม่อมเพียงแต่..." ขุนนางเหลียงพยายามโต้ตอบ ทว่าเสียงของเขากลับแหบพร่า "เข้าใจผิดหรือ?" ฉีเฟยหลงหยิบถ้วยสุราขึ้นมา หมุนวนเบาๆ สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมองไปที่ขุนนางเหลียง "พิษสลายกระดูกที่เจืออยู่ในสุรานี้มีฤทธิ์รุนแรงนัก ผู้ใดดื่มเข้าไปเพียงจิบเดียว ร่างกายจะเน่าเปื่อยจากภายในจนสิ้นใจในยามรุ่งสาง ท่านคิดหรือว่าอัครมหาเสนาบดีเว่ยจะเหลือไว้ซึ่งผู้ที่รู้ความลับของเขาหลังจากที่งานนี้จบลง?" คำพูดของฮ่องเต้เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางวงสนทนา ขุนนางเหลียงหน้าซีดเผือดจนไม่เหลือสีเลือด เขาหันไปมองทหารรอบๆ ที่คอยควบคุมงานเลี้ยงด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครขยับกาย "ฝ่าบาท! กระหม่อมถูกบังคับ! อัครมหาเสนาบดีขู่จะสังหารครอบครัวของกระหม่อม!" ขุนนางเหลียงทิ้งตัวลงกราบกรานกับพื้น ร่ำไห้ฟูมฟาย "ความกลัวของท่าน ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ท่านต้องสังหารผู้อื่น" มู่หรงเซียนลุกขึ้นยืน กลิ่นอายกดดันแผ่ออกจากตัวนางจนคนรอบข้างต้องก้มหน้าหลบสายตา "ในเมื่อท่านเลือกที่จะรับยาพิษมาเพื่อสังหารเรา วันนี้ท่านก็ควรได้รับผลแห่งการกระทำนั้นด้วยตัวเอง" นางก้าวเข้าไปหาขุนนางเหลียงแล้วบังคับให้เขาดื่มสุราถ้วยนั้นต่อหน้าขุนนางคนอื่นๆ เสียงกรีดร้องด้วยความทรมานดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสนิทที่น่าสยดสยอง ก่อนที่ร่างของเขาจะล้มลงและสิ้นใจไปในเวลาไม่กี่อึดใจ ทิ้งไว้เพียงความหวาดผวาที่เกาะกินใจทุกคนในห้องโถง ทว่าในขณะที่ฉีเฟยหลงกำลังจะตรัสสั่งการให้จับกุมขุนนางที่เหลือ ประตูห้องโถงใหญ่ก็ถูกผลักออกอย่างแรง พลทหารนายหนึ่งวิ่งเข้ามาด้วยสภาพโชกเลือด ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกที่ไม่อาจปิดบัง "ฝ่าบาท! แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! กองกำลังเสริมที่อัครมหาเสนาบดีเว่ยส่งมาไม่ได้มีเพียงแค่กองทหารที่ชายแดน... แต่พวกเขาแอบนำ 'กองทัพผี' เข้ามาในเมืองหลวงแล้ว! เวลานี้... ท่านเสนาบดีกำลังกุมตัวไทเฮาไว้เป็นตัวประกันที่ประตูวังหลวงพ่ะย่ะค่ะ!" ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ฉีเฟยหลงและมู่หรงเซียนต่างมองสบตากันด้วยความตกตะลึง เพราะข้อมูลลับที่พวกเขามีมาตลอดบอกว่าไทเฮาคือพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกเขาในวังหลวงมาโดยตลอด... ไม่ใช่ศัตรูที่จะถูกจับไปเป็นตัวประกันได้โดยง่าย "นางไม่ได้ถูกจับ" มู่หรงเซียนพึมพำด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย ขณะที่สายตาของนางจ้องมองไปยังจดหมายฉบับหนึ่งที่พลทหารนำมาวางไว้บนโต๊ะ "แต่นางคือคนเปิดประตูวังให้คนของเสนาบดีเว่ยด้วยตัวเอง" ขอบคุณที่ติดตามการเดินทางอันแสนดุเดือดของหงส์และมังกรคู่คู่นี้นะคะ หลิวเยี่ยนซีสัญญาว่าจะเขียนให้เข้มข้นยิ่งขึ้นในตอนถัดไปค่ะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%