หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 11

แผนซ้อนแผน

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
"ฝ่าบาททรงคิดหรือเพคะ ว่าการที่ทูตจากแคว้นหานกล้าส่งจดหมายลับถึงขุนนางในราชสำนักโดยตรง... มิใช่เพราะพวกเขามั่นใจว่าในโถงมังกรแห่งนี้มีคนของเขาอยู่?" น้ำเสียงของมู่หรงเซียนราบเรียบราวกับผิวน้ำที่นิ่งสนิท ทว่าในความเรียบเฉยนั้นกลับกรีดลึกเข้าไปในความรู้สึกของฉีเฟยหลง นางไม่ได้ก้มหัวลงแม้แต่น้อย ท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนางที่จ้องมองมาอย่างหวาดระแวงและคุกคาม ฉีเฟยหลงขยับกายบนบัลลังก์ แววตาที่เคยว่างเปล่าค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจมีดโกน เขาประสานมือเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "เจ้ากำลังกล่าวหาว่าขุนนางฝ่ายขวา... หรืออาจจะหมายถึง 'ท่าน' ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าข้าเช่นนั้นรึ มู่หรงเซียน?" มู่หรงเซียนยกยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา "หม่อมฉันมิบังอาจ หม่อมฉันเพียงแค่สงสัยว่า เหตุใดทูตจากแคว้นหานถึงได้ดูมั่นใจนักว่า งานเลี้ยงฉลองในค่ำคืนนี้ จะเป็นวันที่ฝ่าบาทต้องทรงยอมรับข้อเสนอการปันดินแดนชายแดน... ทั้งที่เรื่องนี้ยังเป็นความลับสุดยอดในที่ประชุมลับเมื่อสามวันก่อน" บรรยากาศในโถงพระโรงพลันเย็นเยียบลงถนัดตา อัครมหาเสนาบดีเว่ยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแค่นหัวเราะเสียงต่ำ แววตาของเขาฉายชัดถึงความสมเพช "สนมมู่หรง เจ้าช่างจินตนาการล้ำลึกนัก การที่แคว้นหานหยั่งรู้เรื่องดินแดน เป็นเรื่องปกติของวิสัยทูตที่สืบข่าวเก่งกาจ อย่าได้เอาความไม่รู้ของตนมาใส่ความขุนนางเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นการบริหารที่ล้มเหลวของฝ่าบาทเลย" "ท่านเสนาบดีเว่ยร้อนตัวเร็วไปหรือไม่?" มู่หรงเซียนหันไปสบตาชายชราผู้นั้นอย่างไม่เกรงกลัว "หม่อมฉันเพียงแค่พูดถึงจดหมายที่ถูกส่งผิดซอง... จดหมายที่ทูตแคว้นหานคนนั้นทำตกไว้ระหว่างทางเดินเข้าโถงพระโรง ซึ่งตอนนี้มันอยู่ในมือของราชองครักษ์เสื้อแพรแล้ว" คำพูดของนางเปรียบดั่งสายฟ้าฟาด อัครมหาเสนาบดีเว่ยชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าของเขากระตุกเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาเรียบเฉย แต่ทว่ามู่หรงเซียนจับสังเกตได้ถึงเหงื่อกาฬที่ผุดขึ้นตามไรผม ฉีเฟยหลงมองจดหมายในมือที่องครักษ์เพิ่งนำมาถวาย เขาไม่ได้เปิดอ่านในทันที แต่กลับจ้องมองมู่หรงเซียนด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ความเย็นชาเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความฉงนที่เจือด้วยความชื่นชม หากจดหมายฉบับนี้มีอยู่จริง... แผนการของนางก็ช่างเหนือชั้นนัก เพราะเขาเป็นคนสั่งให้องครักษ์ไปดักรอที่ประตูทิศใต้ตั้งแต่นางกระซิบแผนนี้เมื่อเช้ามืด "ท่านทูตแคว้นหาน" ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นพลางคลี่จดหมายออก แม้ข้างในจะว่างเปล่าหรือเป็นเพียงกระดาษธรรมดา แต่มันคือกับดักที่มู่หรงเซียนปูทางไว้ "ท่านจะอธิบายอย่างไรดี ในเมื่อลายมือบนจดหมายฉบับนี้... คือลายมือเดียวกับที่ส่งถึงจวนของท่านเสนาบดีเว่ยเมื่อเดือนก่อน?" ทูตแคว้นหานหน้าซีดเผือด เขาลุกขึ้นจากที่นั่ง ร่างกายสั่นเทาด้วยความตระหนก "ฝ่าบาท! กระหม่อม... กระหม่อมไม่ทราบเรื่องนี้! นี่เป็นการใส่ร้าย!" "ใส่ร้ายหรือ?" มู่หรงเซียนก้าวเดินออกมาจากกลุ่มสนม กิริยาของนางงดงามดุจหงส์ที่กำลังกางปีก "หากท่านบริสุทธิ์ใจจริง เหตุใดต้องรีบปฏิเสธก่อนที่ข้าจะบอกว่าจดหมายฉบับนี้มีตราประทับลับของท่านอยู่ด้านหลังเล่า?" ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ อัครมหาเสนาบดีเว่ยเริ่มขยับตัวลุกลี้ลุกลน เขาพยายามจะแทรก แต่ฉีเฟยหลงกลับตวาดกร้าว "เงียบ! ข้ายังไม่ได้อนุญาตให้ผู้ใดพูด!" มู่หรงเซียนเดินผ่านหน้าทูตไปช้าๆ กลิ่นหอมจางๆ จากตัวนางบีบคั้นให้เขารู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก นางกระซิบเสียงแผ่ว แต่ได้ยินชัดเจนทั่วโถง "คนฉลาดเช่นท่านย่อมรู้ว่า อะไรคือราคาของการเป็นเบี้ยที่ถูกทิ้ง" ทูตแคว้นหานมองสบตานาง แววตาของเขาฉายความหวาดกลัวอย่างที่สุด เขารู้ดีว่าหากเขาดึงดันจะปิดบังต่อไป เขาจะต้องกลายเป็นแพะรับบาปเพียงผู้เดียวที่ถูกส่งไปประหารเพื่อตัดตอนความสัมพันธ์ที่ฉาวโฉ่ ทันใดนั้น เขาก็ตัดสินใจบางอย่างได้ "ฝ่าบาท! อัครมหาเสนาบดีเว่ยเป็นผู้สั่งให้กระหม่อมทำทั้งหมด! เขาเป็นคนให้สัญญากับเราว่าหากแคว้นหานยอมร่วมมือรุกรานชายแดน เขาจะยกหัวเมืองฝั่งตะวันตกให้!" สิ้นคำพูดนั้น เสียงฮือฮาดังระงมทั่วโถงพระโรง อัครมหาเสนาบดีเว่ยถลึงตาใส่ทูตผู้นั้น "เจ้าคนทรยศ! เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!" มู่หรงเซียนถอยกลับไปยืนเคียงข้างฉีเฟยหลง นางทำได้เพียงส่งยิ้มบางๆ ให้ชายหนุ่มที่กำลังตกตะลึงกับความกล้าหาญและเฉลียวฉลาดของนาง ฉีเฟยหลงหันมามองนาง สายตาที่เขามีต่อนางมิใช่ความรักแบบชายหญิงธรรมดา แต่มันคือความรู้สึกของการได้พบ 'คู่ชีวิต' ที่จะร่วมฝ่าฟันบัลลังก์เลือดนี้ไปด้วยกัน ทว่า ในวินาทีที่ฉีเฟยหลงกำลังจะเอ่ยปากสั่งกักตัวเสนาบดีเว่ย เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกองกำลังอารักขานับร้อยก็ดังขึ้นจากด้านนอกโถงพระโรง ประตูไม้บานใหญ่ถูกผลักออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของแม่ทัพใหญ่ผู้กุมอำนาจทหารหลวง "ใครบังอาจกำเริบเสิบสานในเขตพระราชฐาน!" แม่ทัพใหญ่ตะโกนก้อง มือวางอยู่บนด้ามดาบ ฉีเฟยหลงและมู่หรงเซียนสบตากันทันที ความหวังที่จะปิดเกมในคืนนี้ดูเหมือนจะพังทลายลง เพราะแม่ทัพใหญ่ผู้นี้คือหมากตัวสุดท้ายที่เสนาบดีเว่ยซ่อนไว้... และดูเหมือนเขาจะมาที่นี่ เพื่อลบชื่อของฮ่องเต้ออกจากบัลลังก์อย่างถาวร มู่หรงเซียนกระซิบข้างหูฉีเฟยหลง "ฝ่าบาท... ดูเหมือนหมากเกมนี้ จะไม่ได้จบลงที่การหักหลังทูต แต่เป็นการชิงบัลลังก์ต่อหน้าพระพักตร์เพคะ" หลิวเยี่ยนซีขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับแผนการอันซับซ้อนนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เคียงมังกร สยบหล้าบัลลังก์เลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%