หย่าแล้วเชิญป้ายหน้าค่ะ คุณอดีตสามี•ตอนที่ 30

ค่ำคืนแห่งการสารภาพบาป

ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
เสียงถอนหายใจยาวเหยียดที่หลุดรอดมาจากริมฝีปากของพิมพ์มาดา ไม่ได้เบาพอที่จะรอดพ้นโสตประสาทของคนที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องล่างไปได้เลย บนพรมเปอร์เซียเนื้อนุ่มราคาแพงในห้องทำงานส่วนตัว แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบไหล่กว้างที่เคยผึ่งผายและหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี แต่ในยามนี้ ภาณุกำลังทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้นอย่างไร้ซึ่งความน่าเกรงขามใดๆ ภาพของประธานหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลผู้กุมบังเหียนอาณาจักรธุรกิจพันล้าน ได้พังทลายลงเหลือเพียงชายคนหนึ่งที่ยอมก้มหัวให้แก่เศษซากความผิดพลาดของตัวเอง "ลุกขึ้นเถอะค่ะ คุณภานุ" น้ำเสียงของพิมพ์มาดาราบเรียบ เย็นชา และเว้นวรรคจังหวะอย่างเลือดเย็น ราวกับเธอกำลังพูดคุยกับพนักงานทำความสะอาดที่ทำทำกาแฟหกเลอะพื้น ไม่ใช่สามีเก่า—ผู้ชายที่เธอเคยรักจนหมดหัวใจ "ถ้าคุณเรียกฉันมาที่นี่เพื่อจะเล่นละครฉากนี้ บอกตามตรงนะคะว่ามันเสียเวลาเปล่า ใบหย่าเราเซ็นกันไปนานแล้ว และสถานะของเราก็จบลงตั้งแต่ตรงนั้น" ภาณุเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบทอประกายแดงก่ำ ร่องรอยความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวดตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาปรากฏชัดเจนบนใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเย่อหยิ่ง น้ำตาของผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าไม่เคยหลั่งให้ใครเห็น ไหลรินผ่านแก้มสากอย่างไร้การควบคุม มันไม่ใช่หยดน้ำตาแห่งความเสแสร้ง แต่มันคือหยดน้ำตาที่กลั่นกรองมาจากความสำนึกผิดที่สายเกินแก้ "ผมไม่ได้เล่นละคร พิมพ์..." เสียงของเขาแหบพร่า สั่นเครือ และเต็มไปด้วยความร้าวราญที่เธอยังไม่เคยเห็นมาก่อน "ผมรู้ว่าคำขอโทษมันไร้ค่า ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำกับคุณในอดีตมันเลวร้ายเกินกว่าจะให้อภัย... แต่ให้ผมได้พูดเถอะนะ ได้โปรด" พิมพ์มาดายังคงยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะทำงาน แววตาคู่สวยมองต่ำลงมาที่เขาด้วยความรู้สึกที่ตีรันกันอยู่ในอก หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบไหวอย่างรุนแรงเมื่อเห็นสภาพที่น่าเวทนาของอดีตสามี ภาพจำในวันที่เธออุ้มท้องโตวิ่งหนีออกจากบ้านหลังนั้นโดยที่เขาไม่แม้แต่จะชายตามอง ย้อนกลับมาทิ่มแทงความรู้สึกราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ความเจ็บปวดทรมานในวันนั้น หล่อหลอมให้เธอกลายเป็นผู้หญิงที่ไร้หัวใจในวันนี้ "เชิญพูดค่ะ ฉันให้เวลาคุณสามนาที" เธอยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาข้อมือเรือนหรู น้ำเสียงของเธอยังคงเชือดเฉือนดุจมีดโกนอาบน้ำผึ้ง "พูดมาสิคะว่าความเห็นแก่ตัวของคุณในอดีต มันคุ้มค่ากับความพินาศของชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งแค่ไหน" คำพูดนั้นกรีดลึกลงไปในเนื้อของภาณุ เขาแค่นยิ้มสมเพชตัวเองอย่างหนักหน่วง มือหนาทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "ผมมันโง่เอง... โง่เง่าที่สุด" ภาณุก้มหน้าลงหน้าผากเกือบจะชิดกับหลังมือตัวเองที่วางอยู่บนเข่า "วันที่คุณบอกว่าคุณท้อง วันที่แพทย์บอกว่าคุณมีภาวะแทรกซ้อน... ผมกลับหูหนวกตาบอด คิดว่าคุณแค่กุเรื่องเพื่อเรียกร้องความสนใจ คิดว่าคุณต้องการใช้เด็กมาผูกมัดผมไว้กับตระกูลที่เพียบพร้อม..." น้ำเสียงของเขาขาดห้วงไปครู่หนึ่งเมื่อก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ "ผมปล่อยให้ลลิตาเข้ามาปั่นหัว ปล่อยให้ความเย่อหยิ่งครอบงำ จนมองไม่เห็นเลยว่าผู้หญิงที่นอนร้องไห้ทรมานอยู่บนเตียงทุกคืนคือภรรยาที่รักผมมากที่สุด... พิมพ์ คุณลงทัณฑ์ผมเถอะ จะเกลียด จะเหยียบย่ำผมให้จมดินแค่ไหนก็ได้ แต่ได้โปรด... อย่าทำเหมือนผมเป็นอากาศธาตุ อย่าทำเหมือนความรู้สึกของผมในตอนนี้มันไม่มีความหมายเลย" ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นสะท้อนของภาณุและเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ พิมพ์มาดากลืนก้อนสะอื้นที่ตีรื้นขึ้นมาในลำคอลงไปอย่างยากลำบาก หัวใจที่ด้านชามานานนับปีกลับเต้นรัวเร็วจนน่ากลัว เธอมองผู้ชายที่กำลังคุกเข่าร้องไห้แทบเท้า ผู้ชายที่เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอจนไม่เหลือชิ้นดี แต่วันนี้เขากลับยอมทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มีมาคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาจากเธอ มันควรจะเป็นภาพที่สะใจ... มันควรจะเป็นบทสรุปที่เธอเฝ้ารอคอยมาตลอดไม่ใช่หรือ? ทำไม... ทำไมขอบตาของเธอถึงได้ร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ล่ะคะ "คุณคิดว่าน้ำตาไม่กี่หยด คำสารภาพบาปในคืนนี้ จะลบล้างความตายของลูกเราในวันนั้นได้เหรอคะ คุณภานุ?" พิมพ์มาดากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อดึงความเข้มแข็งทั้งหมดกลับมา "สายไปแล้วค่ะ... ความรู้สึกที่ฉันมีให้คุณ มันตายไปพร้อมกับเด็กคนนั้นตั้งนานแล้ว" เธอหมุนตัวหันหลังให้เขา ไม่ต้องการให้เขาเห็นรอยร้าวบนกำแพงน้ำแข็งที่เธออุตส่าห์สร้างขึ้นมาปกป้องตัวเอง ภาณุสะعอกเฮือกเมื่อได้ยินคำพูดนั้น หัวใจของเขาเจ็บปวดราวกับถูกกรีดด้วยมีดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขารู้ดีว่าความผิดบาปที่เขาก่อมันหนักหนาสสาหัสเกินกว่าจะขอร้องให้เธอกลับมา แต่เขาก็ยังดึงดันที่จะคว้าชายเสื้อสูทเนื้อดีของเธอไว้เบาๆ เป็นการรั้งครั้งสุดท้าย "พิมพ์... ผมรู้ว่าผมมันเลว..." ก๊อกๆ! เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความตึงเครียดภายในห้อง ก่อนที่บานประตูสีขาวจะถูกผลักเปิดออกอย่างถือวิสาสะ ร่างป้อมปวงของเด็กชายฝาแฝดสองคนในชุดนอนลายการ์ตูนก้าวเข้ามาพร้อมกับเสียงเจื้อแจ้ว "คุณแม่ครับ! น้องโปรดฉี่ใส่ที่นอนของคุณยาย เอ้ย! ไม่ใช่ ฉี่ใส่หมอนข้างต่างหากครับ!" เสียงใสแจ๋วของน้องไปร์ทดังขึ้นลั่นห้อง ก่อนที่เด็กชายทั้งสองจะชะงักฝีเท้าลงเมื่อเห็นชายแปลกหน้านั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้ามารดา ภาณุชะงักค้าง มือที่กำลังกำชายเสื้อของพิมพ์มาดาค่อยๆ คลายออกอย่างไร้เรี่ยวแรง เขาค่อยๆ หันกลับไปมองตามเสียงใสที่คุ้นหูประหลาดนั้น และวินาทีที่ดวงตากลมโตของเด็กแฝดทั้งสองหันมาสบเข้ากับใบหน้าของเขา ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน... ดวงตาคมกริบ คิ้วเข้มหนา และสันจมูกโด่งเป็นสันที่สะท้อนอยู่ในร่างเล็กจิ๋วทั้งสองคนนั้น มันถอดแบบมาจากตัวเขาเอง ราวกับส่องกระจกเงาในวัยสี่ขวบไม่มีผิดเพี้ยน! หัวใจของประธานหนุ่มหยุดเต้นไปชั่วขณะ ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อสมองประมวลผลภาพตรงหน้าได้อย่างชัดเจน เด็กแฝดสองคนนี้... คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาอย่างนั้นหรือ? และก่อนที่ภาณุจะได้เอ่ยปากถามอะไรออกไป พิมพ์มาดาก็รีบก้าวเข้ามาอุ้มลูกชายทั้งสองคนแนบอกด้วยสีหน้าตื่นตระหนก สายตาที่เธอมองมาที่เขาในวินาทีนั้นเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและซ่อนเร้นความลับบางอย่างที่สั่นคลอนไปถึงขั้วหัวใจ -------------------------------------------------- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมากับความเจ็บปวดและการเริ่มต้นใหม่นี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ - ชานมไข่มุกหวานร้อย
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วเชิญป้ายหน้าค่ะ คุณอดีตสามี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%