กลิ่นอายของสุราหมื่นลี้... มิใช่เพียงกลิ่นอายของหมักดองจากธัญพืช หากแต่เป็นกลิ่นคาวเลือดที่เจือจางด้วยกาลเวลาอันยาวนานนับพันปี
หลินเฟยเคาะนิ้วลงบนโต๊ะไม้เนื้อหยาบ จังหวะการเคาะสม่ำเสมอดุจเสียงหัวใจของพญายมที่กำลังนับถอยหลัง ลมหายใจของเขาสงบนิ่งราวกับผิวน้ำในบึงลึก ไหสุราสีดำสนิทในมือถูกยกขึ้นจิบรินลงคออย่างเชื่องช้า ปราณสุราสายหนึ่งแผ่ซ่านผ่านลำไส้ ร้อนแรงดุจเปลวเพลิงแต่กลับเย็นเยียบถึงกระดูกในเวลาเดียวกัน ดวงตาคู่คมกวาดมองป้ายไม้เก่าแก่ที่แขวนอยู่หน้าโรงเตี๊ยม "หอสุราหมื่นลี้" — สถานที่ซึ่งอดีตเคยเป็นจุดนัดพบของเหล่าทาสสวรรค์ผู้ร่วงหล่น
"เจ้าชักช้าเกินไปแล้ว... หลินเฟย"
เสียงหวานใสที่เยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็งบนยอดเขาเก้าสวรรค์ดังขึ้นแผ่วเบา ร่างระหงของ ไป๋หนิงเซียน ปรากฏกายขึ้นที่เบาะนั่งตรงข้ามอย่างไร้ซุ่มเสียง นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับผ้าคลุมไหล่ปักลายดาราจักร แม้ใบหน้างามล้ำเลิศจะไร้ซึ่งรอยยิ้ม และความเย็นชาของนางจะแผ่รัศมีกดดันจนแขกโต๊ะอื่นต้องรีบหลบสายตาหนี ทว่ายามที่ดวงเนตรคู่นั้นมองมาที่หลินเฟย กลับมีความอ่อนโยนระAยระยับซ่อนอยู่ภายในดุจธารน้ำแข็งที่กำลังละลาย
"หนทางหมื่นลี้ ย่อมต้องมีเรื่องให้แวะชมข้างทางบ้างเป็นธรรมดา" หลินเฟยยิ้มบางๆ แววตากวนประสาทฉายชัดขึ้นเล็กน้อย "อีกอย่าง... สุราดี ย่อมต้องรอเวลาให้รสชาติมันเข้าที่ มิเช่นนั้นจะเสียรสสัมผัสอันล้ำค่าไป"
ไป๋หนิงเซียนมิได้เอ่ยคำใดตอกกลับ นางเพียงรินสุราลงจอกเล็กด้วยมือเรียวขาวดึงดูดสายตา ก่อนจะเลื่อนมันมาตรงหน้าเขาอย่างรู้ใจ "ข้าสัมผัสได้ถึงไอพลังที่คุ้นเคย... ในรัศมีสามร้อยลี้จากที่นี่ มีกลิ่นอายของ 'มัน' หลงเหลืออยู่"
รอยยิ้มบนริมฝีปากของหลินเฟยแข็งค้างไปชั่วลมหายใจ ความกวนประสาทเมื่อครู่พลันมลายหายสิ้น เหลือเพียงประกายตาดุจคมดาบที่พร้อมจะเฉือนฟ้าดินเป็นสองท่าง
"เจ้าเองก็รู้สึกสินะ..." หลินเฟยพึมพำเสียงต่ำ ไหสุราในมือถูกกำแน่นจนเกิดเสียงร้าวเล็กๆ "มารกระดูกโลหิต... ไอ้สุนัขรับใช้แห่งแดนเทพบูรพาที่เคยลอบกัดข้าเมื่อสามพันปีก่อน นึกไม่ถึงว่ามันจะยังไม่ตายตกตามกาลเวลา แต่กลับใช้วิชาชั่วช้าสิงสู่ร่างของมนุษย์ในโลกเบื้องล่างเพื่อต่ออายุไข"
บรรยากาศรอบโต๊ะพลันหนักอึ้งขึ้นหลายส่วน ปราณกระบี่ที่ไร้รูปร่างแต่ทรงพลังมหาศาลแผ่ทะลักออกจากร่างของหลินเฟยโดยไม่รู้ตัว จนผนังไม้ของหอสุราหมื่นลี้เกิดรอยปริแยกเป็นทางยาว เหล่าผู้ฝึกตนโต๊ะข้างๆ ถึงกับหน้าถอดสี กระอักเลือดออกมาคำโตด้วยความหวาดกลัวต่อแรงกดดันที่มองไม่เห็น
ไป๋หนิงเซียนขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นเล็กน้อย กลิ่นกายหอมเย็นบริสุทธิ์ราวกับดอกไม้สวรรค์ช่วยดึงสติของหลินเฟยกลับมา นางยื่นมือเรียวไปแตะหลังมือของเขาเบาๆ ไออุ่นจากนางเปรียบเสมือนสายธารที่ดับเพลิงพิโรธในอกของชายหนุ่ม
"อดีตชาติผ่านพ้นไปแล้ว แต่หนี้เลือด... ย่อมต้องชำระด้วยเลือด" เสียงของนางราบเรียบ แต่มั่นคงและเต็มไปด้วยเจตนาสังหารที่น่าสะพรึงกลัวไม่แพ้กัน "ข้าจะช่วยเจ้ากวาดล้างมันเอง"
"ไม่ต้องถึงมือเจ้าหรอกหนิงเซียน..." หลินเฟยสบตากับนาง แววตาอ่อนโยนลงวูบหนึ่งก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียม "บัญชีแค้นเมื่อสามพันปีก่อน ข้าเป็นคนจดไว้ด้วยคมดาบของตนเอง ย่อมต้องเป็นข้าที่ใช้หัวมันมาสังเวยให้แก่สุราไหร่นี้"
ทันใดนั้นเอง!
บรรยากาศยามราตรีที่ควรจะสงบเงียบ กลับถูกฉีกกระชากด้วยเสียงระเบิดกัมปนาทจากใจกลางเมืองเบื้องล่าง คลื่นพลังสีดำทมิฬพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ย้อมหมู่เมฆให้กลายเป็นสีเลือด อักษรเวทโบราณนับหมื่นตัวปรากฏขึ้นบนม่านฟ้า แผ่กลิ่นอายกดดันระดับจักรพรรดิเทพที่คุ้นเคยอย่างยิ่งยวด
หลินเฟยผุดลุกขึ้นยืนช้าๆ ดวงตาสีดำสนิทสะท้อนภาพแสงสีเลือดบนท้องฟ้า รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง
และในวินาทีนั้นเอง เสียงหัวเราะแหบพร่าอันน่าขนลุกก็ดังสะท้อนก้องกวาดผ่านโสตประสาทของทุกคนในเมืองหลวง ราวกับเสียงของปีศาจที่เพิ่งหลุดพ้นจากขุมนรก
*"ฮ่าๆๆๆ... หลินเฟย... สหายเก่า เจ้าคิดว่าหนีพ้นจากเงื้อมมือข้าหรือไร? ยินดีต้อนรับสู่สุสานแห่งสุดท้ายของเจ้า...!"*
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมดาบมาด้วยกัน ณ ที่นี้นะครับ
วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า•ตอนที่ 17
หอสุราหมื่นลี้
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!