"หากกระบี่ในมือเจ้ายังสั่นเทาเช่นนี้ เกรงว่าต่อให้ดื่มสุราหมื่นไห ก็มิอาจช่วยให้เจ้ามีชีวิตรอดพ้นจากลานประลองนี้ไปได้หรอกนะ"
สุ้มเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยกระแสลมปราณอันเยือกเย็นดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันดุจป่าช้าของลานเซียนประจัญบาน เบื้องบนท้องนภากลุ่มเมฆอัสนีสีชาดกำลังม้วนตัวคำรามครั่นครื้น ราวกับฟ้าดินเองก็ยังต้องสะพรึงกลัวต่อจิตสังหารที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของยอดฝีมือนับร้อยที่รายล้อมอยู่รอบทิศ
หลินเฟยแย้มยิ้มบางเบา ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยราวกับคนเมาสุราที่กำลังเคลิบเคลิ้ม มือซ้ายถือไหสุราชັ້ນดีที่ยังคงส่งกลิ่นหอมกรุ่นของมัจฉาสวรรค์ ส่วนมือขวานั้น... นิ้วเรียวยาวเกี่ยวไว้ที่โคนด้ามกระบี่วิญญาณโลหิตที่ปักอยู่กับพื้นศิลา
เขายกไหสุราขึ้นจิบคําก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ "คุณชายไป๋... เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว รสสุราวันนี้ออกจะบางเบาไปสักนิด แต่หากพูดถึงเรื่องกระบี่... ข้าว่าข้ายังถือกำลังพอดีมือนะ"
ณ ใจกลางลานประลอง ไป๋หนิงเซียนยืนสง่างามดั่งเทพเซียนผู้สูงส่ง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ต้องสายลมปราณโบกสะบัดพลิ้วไหว ทว่าแววตาคู่คมกลับทอดมองบุรุษตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน นางรู้ดีว่าเบื้องหลังความกวนประสาทและท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวของหลินเฟยนั้น ซ่อนคมเขี้ยวที่พร้อมจะฉีกกระชากนภาให้ขาดวิ่นได้ทุกเมื่อ
"ระวังตัวด้วย" นางส่งกระแสจิตมาเตือนสติ "ผู้อาวุโสสำนักกระบี่ทมิฬไม่ได้มามือเปล่า พวกมันนำค่ายกล 'เก้ากระบี่กลืนวิญญาณ' มาด้วย"
หลินเฟยเพียงแค่พยักหน้ารับเล็กน้อยโดยไม่หันไปมอง รอยยิ้มมุมปากของเขายังคงประดับอยู่ แต่รัศมีรอบกายกลับเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา ไอสังหารอันเยือกเย็นและดุดันพวยพุ่งขึ้นเสียดฟ้า ราวกับมังกรนิลที่หลับใหลมานานนับพันปีได้ลืมตาตื่นขึ้นมาแผดเผาโลกหล้า
"ฮ่าๆๆ! ดี! ดีนัก! หลินเฟย วันนี้คือวันตายของเจ้า!"
เสียงคำรามดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วหุบเขาเซียนสะท้าน ร่างของ 'มู่หรงอี้' ผู้นำสำนักกระบี่ทมิฬพุ่งทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ รัศมีพลังปราณขอบเขตราชันเซียนขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายออกจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกสีดำทมิฬ บดขยี้พื้นศิลาเบื้องล่างจนแตกละเอียดเป็นผุยผง ในมือของมันถือกระบี่ใหญ่หนักอึ้งสลักลวดลายอสูรโลกันตร์ มันคือ 'กระบี่ผ่าปฐพี' ศาสตราวิเศษระดับนภาที่ตกทอดมาบรรพกาล
มู่หรงอี้ไม่รอช้า หวดกระบี่ลงมาตรงๆ คมดาบพญามารกรีดผ่านอากาศจนเกิดเสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณนับหมื่น พลังปราณสายหนึ่งพุ่งตรงดิ่งเข้าหาหลินเฟยด้วยความเร็วราวดาวตก
ทว่า... หลินเฟยยังคงยืนนิ่งราวกับรากไม้ที่หยั่งลึกในปฐพี
ชั่วเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่ห่างจากศีรษะเพียงคืบเดียว ร่างของหลินเฟยก็เลือนหายไปจากจุดนั้นอย่างไร้ร่องรอย!
*ตูมมมม!*
พื้นศิลาเบื้องล่างระเบิดออกเป็นหลุมลึก เศษหินและฝุ่นผงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ มู่หรงอี้ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความตกใจสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ร่างของมันหมุนตัวกลับพร้อมกับตวัดกระบี่กวาดออกไปรอบทิศทางในทันที
"เจ้าหนูสกุลหลิน! คิดจะเล่นตลกอันใด!"
"ข้าไม่ได้เล่นตลก..."
เสียงกระซิบแผ่วเบาดังก้องขึ้นข้างใบหูของมู่หรงอี้ ราวกับเสียงมัจจุราชที่กระซิบเรียกวิญญาณจากขุมนรก
มู่หรงอี้สะดุ้งสุดตัว ขนลุกชันไปทั้งร่าง มันรีบเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณ แต่มันช้าไปเสี้ยววินาที!
ประกายแสงสีเงินยวดยิ่งกว่าแสงจันทร์ยามวิกาลวาบผ่านความมืดมิด ไหสุราในมือซ้ายของหลินเฟยยังคงไม่หกแม้แต่หยดเดียว ทว่ามือขวาที่ถือกระบี่วิญญาณโลหิตได้ตวัดผ่านลำคอของมู่หรงอี้ไปแล้วอย่างงดงาม
เวลาคล้ายจะหยุดเดินไปชั่วขณะ ทุกสายตาบนลานประลองเบิกกว้างด้วยความตะลึงงัน ศิษย์สำนักกระบี่ทมิฬนับพันต่างอ้าปากค้างจนแทบกลืนกินความจริงตรงหน้าไม่ลง
มู่หรงอี้แข็งค้างอยู่ในท่าเดิม ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด มันพยายามอ้าปากจะเอ่ยบางอย่าง แต่ทว่า... เลือดสีแดงฉานสายหนึ่งค่อยๆ ซึมออกมาจากลำคอ ก่อนที่ศีรษะของเจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่จะค่อยๆ ไหลเลื่อนหลุดจากบ่าและร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น!
*ตุบ!*
โลหิตสีชาดพวยพุ่งฉีดกระเซ็นย้อมผืนศิลาสีเทาให้กลายเป็นสีแดงฉาน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบรรยากาศ
หลินเฟยยกไหสุราขึ้นจิบอีกครั้งอย่างใจเย็น ดวงตาคมกริบกวาดมองเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์สำนักต่างๆ ที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่รอบลานประลอง น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าทรงอำนาจจนคนฟังต้องสะท้านทรวงถูกเอ่ยออกมา
"กระบี่ของพวกเจ้า... หนักเกินไป จึงไม่มีวันเข้าใจความเบาสบายของวิถีเซียนที่แท้จริงหรอกนะ"
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวระลอกใหม่จะพวยพุ่งขึ้นมาจากขอบฟ้าทิศประจิม เมฆหมอกบนท้องฟ้าถูกฉีกกระชากออกเป็นเสี่ยงๆ เผยให้เห็นเงาร่างของชายชราในชุดคลุมสีทองอร่ามสามคนกำลังก้าวเดินเหยียบย่างลงมาจากอากาศทีละก้าว ทุกย่างก้าวที่พวกมันเดินผ่าน แรงกดดันระดับเซียนบรรพกาลทำให้ผู้ฝึกตนพลังตํ่ากว่าขอบเขตราชันเซียนถึงกับกระอักเลือดออกมาพร้อมกัน
ไป๋หนิงเซียนสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที นางขยับกายเข้ามาประชิดเบื้องหลังหลินเฟย มือเรียวบางเอื้อมไปแตะด้ามกระบี่เซียนน้ำแข็งของตนเอง พร้อมเอמהกระซิบด้วยน้ำเสียงร้อนรน "ระวัง... นั่นคือสามมหาผู้อาวุโสลับแห่งแดนรกร้าง พวกมันฝึกวิชา 'กลืนกินดารา' ที่สูญหายไปแล้ว!"
หลินเฟยเหลือบมองหญิงสาวข้างกาย รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาชั่วแวบหนึ่ง ก่อนที่เขาจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา พร้อมกับสะบัดข้อมือเบาๆ จนกระบี่ในมือส่งเสียงร้องคำรามดังก้องกังวานไปทั่วทั้งฟ้าดิน
ทว่า ในวินาทีที่มหาผู้อาวุโสคนแรกก้าวเท้าลงมาถึงพื้นลานประลอง และเงาดำประหลาดพุ่งทะยานออกมาจากรอยแยกมิติเบื้องหลังของพวกมัน... หลินเฟยกลับสังเกตเห็นประกายแสงสีม่วงแปลกประหลาดที่ซ่อนอยู่ใต้ชายเสื้อคลุมของผู้อำนวยการประลอง ซึ่งเป็นสหายสนิทที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ฝั่งตรงข้ามมาตลอดร้อยปี!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมดื่มด่ำไปกับคมกระบี่และหยาดสุราในบทนี้นะครับ
วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า•ตอนที่ 18
สมรภูมิประลองเซียน
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!