"ความตาย... รสชาติของมันมิได้ขมขื่นปานนั้น หากแต่จืดชืดและว่างเปล่าเสียยิ่งกว่าหยาดน้ำค้างบนใบหญ้า"
หลินเฟยพึมพำกับความว่างเปล่าในห้วงความคิด ขณะที่ปลายนิ้วเรียวยาวบรรจงหมุนไหสุราในมือช้าๆ สุราทิพย์กลิ่นหอมกรุ่นรินรดลงบนพื้นดิน ชะล้างคราบเลือดจากมหาสศึกเมื่อยามสนธยา ไอเย็นยะเยือกของค่ำคืนนี้มิอาจเทียบเคียงกับความเหน็บหนาวที่ฝังรากลึกอยู่ในกระดูกดำ... รากเหง้าแห่งความทรงจำที่เขาพยายามหลบ
ห้าพันปี... เวลาช่างยาวนานพอที่จะทำให้ทิวเขาแปรเปลี่ยนเป็นทะเลคราม แต่สำนึกแห่งความตายในชาติภพก่อนกลับยังคงคมกริบดุจปลายกระบี่ที่จ่ออยู่ตรงขั้วหัวใจ
ภาพเหตุการณ์ในวันนั้น... วันที่ "หอคอยบรรพกาลเก้าชั้น" พังทลายลงมาทับถมผืนแผ่นดิน แสงอัคคีสวรรค์สีชาดที่แผดเผาท้องนภาราวกับโลหิตฉานยังคงสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้นของเขา
ในภพชาติก่อน หลินเฟยมิใช่เพียงแค่มหาเทพผู้ครองยุทธภพ แต่เขาคือผู้ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ดวงวิญญาณนับล้านที่ถูกสังเวยให้กับค่ายกลอมตะของเหล่าทพยดาผู้เย่อหยิ่ง ทว่า... ยิ่งก้าวเดินสูงเท่าใด เงาแห่งความโดดเดี่ยวก็ยิ่งทาบทับหนาแน่นขึ้นเท่านั้น
"เจ้ายังคงจมดิ่งอยู่กับอดีตเช่นนี้... สมควรดื่มสุราไหใหม่อีกสักไหหรือไม่?"
เสียงหวานใสเย็นเยียบราวกับหยกกระทบกันดังขึ้นแผ่วเบา พร้อมกับร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่ก้าวเข้ามาประทับเคียงข้าง ไป๋หนิงเซียน นางเซียนผู้สูงส่งเหนือผู้ใดในแดนสวรรค์ แม้แววตาคู่นั้นจะราบเรียบดุจผิวน้ำในฤดูหนาว แต่ประกายความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายในกลับอบอุ่นยิ่งกว่าสุราฤทธิ์แรง
หลินเฟยแย้มสรุปบางเบา นัยน์ตาคมกริบทอดมองออกไปไกลโพ้น ทะลุกำแพงกาลเวลาไปยังห้วงมิติที่ดับสลาย
"หนิงเซียน... เจ้าเคยลิ้มรสชาติของการถูกทรยศจากสหายร่วมเป็นร่วมตายหรือไม่?" เขากล่าวเสียงเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสคลื่นอารมณ์อันซับซ้อน "ในวันนั้น... วันที่ข้าถือกระบี่เล่มนี้ยืนอยู่บนยอดเขาคุนหลุนเบื้องหน้าทัณฑ์สวรรค์เก้าเก้าแปดสิบเอ็ดสาย ร่างกายของข้าถูกเผาไหม้ด้วยเพลิงพิโรธ ข้าเห็นสหายที่ร่วมดื่มสุราร่วมรบเคบ่าเคียงไหล่มานับร้อยปี... หันปลายดาบเข้าหาข้าพร้อมรอยยิ้มเยาะหยัน"
ลมหายใจของไป๋หนิงเซียนสะดุดไปวูบหนึ่ง นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้แบกรับภาระอันหนักอึ้งเพียงใด แม้ภายนอกเขาจะแสดงออกราวกับคนสำราญที่ไม่ใส่ใจฟ้าดิน แต่ความเจ็บปวดจากการถูกหักหลังโดยคนที่เชื่อใจที่สุด คือรอยแผลเป็นที่แม้แต่น้ำอมฤตก็มิอาจรักษา
"อดีตคือเงา ดั่งเช่นความตายในชาติก่อนที่สลักลงบนกระดูก" ไป๋หนิงเซียนเอ่ยขึ้น มือเรียวดุจหยกเอื้อมไปสัมผัสไหสุราในมือเขาเบาๆ น้ำเสียงของนางหนักแน่นและเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "แต่ปัจจุบัน เจ้ามีข้า... และกระบี่ในมือของเจ้าไม่ได้มีไว้เพื่อจดจำความเจ็บปวด แต่มีไว้เพื่อฟันฝ่าลิขิตสวรรค์มิใช่หรือ?"
หลินเฟยเงยหน้าสบตากับดวงตาคู่สวยที่สะท้อนภาพเงาของเขา หัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนานพลันกระตุกวูบ ความรู้สึกอุ่นวาบรินไหลเข้าสู่ห้องหัวใจราวกับสายธารในฤดูใบไม้ผลิ
ใช่แล้ว... เขาไม่ใช่หลินเฟยผู้โดดเดี่ยวในชาติภพก่อนอีกต่อไปแล้ว
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังล้อมกรอบไปด้วยความเงียบงันอันลึกซึ้ง จู่ๆ ห้วงมิติเบื้องหน้าก็พลันบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง!
ท้องนภาที่เคยปรากฏดาราประกายพร่างพราย กลับถูกย้อมด้วยสีเลือดฉานในพริบตา กลิ่นอายสังหารอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านกดทับลงมาจนลมหายใจติดขัด แรงกดดันระดับมหาเทพกดทับลงบนยอดเขาจนแผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
กระบี่บินนับพันเล่มในแหวนมิติของหลินเฟยสั่นระริกส่งเสียงร้องคำรามราวกับหวาดกลัวต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่กำลังจะมาถึง
เงาร่างสีดำสนิทผู้หนึ่งก้าวทะลุมิติออกมาจากรอยแยกแห่งความมืด ใบหน้าของมันสวมหน้ากากกระดูกอสูรโบราณ และสิ่งที่ทำให้หลินเฟยต้องหรี่ตาลดรอยยิ้มกวนประสาทลงทันที คือกระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างเอวของมัน... เป็นกระบี่เล่มเดียวกันกับที่เคยทะลวงหัวใจของเขาในวันสิ้นโลกเมื่อชาติก่อน!
"หลินเฟย... ในที่สุด ข้าก็หาเจ้าเจอ" เสียงแหบพร่าดุจเสียงขูดขีดของโลหะดังสะท้อนก้องฟ้า "หนี้เลือดเมื่อห้าพันปีก่อน... วันนี้สมควรชำระเสียที!"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมดื่มด่ำไปกับคมกระบี่และหยาดสุราในบทนี้นะครับ
วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า•ตอนที่ 25
รอยแผลแห่งอดีต
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพิโรธ จารึกคมดาบสยบฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!